- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1043 เสียงจากในห้อง
ตอนที่ 1043 เสียงจากในห้อง
ตอนที่ 1043 เสียงจากในห้อง
ยามเช้าตรู่ หยาดน้ำค้างหยดลงจากปลายใบไม้ของต้นไม้แห่งชีวิต
ฝนที่ตกมาตลอดทั้งคืนหยุดลงแล้วในที่สุด
บนต้นไม้แห่งชีวิต ภายในตำหนักผลึก
ภายในห้องพักผ่อนที่เชื่อมต่อกับห้องทำงาน
อื้~
ฮู่เตียนครางเสียงอื้ออึง ลืมตาคู่สีแดงกุหลาบขึ้น
เธอหันไปเห็นใบหน้าที่หลับใหลของมู่เหลียง ก็อดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้
“ตื่นแล้วเหรอ?”
มู่เหลียงลืมตาขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“อ๊ะ!”
ฮู่เตียนตกใจสะดุ้ง ร่างกายถอยหนีไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ
มู่เหลียงยกมุมปากขึ้น ยื่นมือไปโอบรอบเอวของสตรีหางจิ้งจอก
“ยังจะ…..ต่ออีกเหรอ?”
ลมหายใจของฮู่เตียนถี่กระชั้นขึ้น ดวงตาสีแดงกุหลาบทอแววเย้ายวน
นัยน์ตาสีดำของมู่เหลียงลุ่มลึก เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ความเงียบนั้นกลับสื่อความหมายได้มากกว่าคำพูด
... (ละเว้นคำบรรยายหนึ่งชั่วโมง)...
นอกห้องทำงาน เว่ยหยูหลันหน้าแดงก่ำ ไม่กล้าเคาะประตู
“มู่เหลียงยังไม่ตื่นเหรอ?”
หยู่ฉินหลานเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม
“ท่าน….ฮู่เตียนอยู่ข้างในค่ะ!”
เว่ยหยูหลันอธิบายเป็นนัย
“...”
หยู่ฉินหลานชะงักมือที่กำลังจะผลักประตู ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสองสามครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างสง่างาม
เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา มู่เหลียงและฮู่เตียนก็เดินเข้ามาในห้องอาหารทีละคน
“มู่เหลียง อรุณสวัสดิ์!!”
ลี่ลี่และซิไป๋ฉีโบกมือทักทาย
“อรุณสวัสดิ์” มู่เหลียงขานรับอย่างอ่อนโยน
เขานั่งลงบนที่นั่ง ตรงหน้ามีข้าวต้มขาวชามหนึ่งวางอยู่ ความข้นกำลังพอดี ไม่เหลวไม่ข้นเกินไป
มินโฮยื่นมือไปแตะหน้าผากของมู่เหลียง ถามด้วยความห่วงใย
“มู่เหลียง วันนี้ตื่นสาย ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“ฉันไม่เป็นไร”
มู่เหลียงยิ้มบางๆ ยกชามตรงหน้าขึ้นมาซดโจ๊กคำหนึ่ง
หยู่ฉินหลานยิ้มแย้มดุจบุปผาคลี่บานและพูดขึ้น
“มู่เหลียงไม่ได้ไม่สบายหรอก เขาแค่นอน สบายเกินไปต่างหาก ถึงได้ตื่นสาย”
“แค่กๆ...”
มู่เหลียงสำลักเล็กน้อย เกือบจะพ่นเมล็ดข้าวต้มออกมา
แววตาของหยู่ฉินหลานฉายแววเจ้าเล่ห์ ถามอย่างห่วงใย
“มู่เหลียง เป็นอะไรไป?”
“ไม่... ไม่เป็นไร”
มู่เหลียงโบกมืออย่างใจเย็น หันไปมองหยู่ฉินหลานแวบหนึ่งด้วยสายตาแปลกๆ
ป๋าฟูถามอย่างประหม่า
“ท่านมู่เหลียง ข้าวต้มร้อนไปหรอคะ?”
“ไม่ๆ ฉันไม่เป็นไร”
มู่เหลียงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ค่ะ??”
ป๋าฟูถอนหายใจโล่งอก
หูจิ้งจอกของฮู่เตียนกระดิกสองสามครั้ง เธอหันไปกระซิบข้างหูหยู่ฉินหลาน ถามด้วยน้ำเสียงเย้ายวน
“พี่ฉินหลาน คงไม่ได้ไปแอบฟังอยู่มุมกำแพงหรอกนะ?”
“เอ๋ ฉันไม่เห็นเข้าใจเลยว่าเธอพูดเรื่องอะไร!”
หยู่ฉินหลานแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
ฮู่เตียนเหลือบตามองบนอย่างเย้ายวน และพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“แกล้งทำต่อไปเถอะ”
หยู่ฉินหลานกะพริบตาสีฟ้าใส ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
“กินมื้อเช้ากันเถอะ”
มู่เหลียงกลับสู่สภาวะปกติ ยกมือเป็นสัญญาณ
“ค่ะ”
ทุกคนขานรับพร้อมเพรียง หยิบตะเกียบและชามขึ้นมาเริ่มกินข้าวต้ม
ระหว่างมื้ออาหาร ทุกคนต่างพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน พูดถึงเรื่องสนุกๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น
เมื่อมื้อเช้าใกล้จะจบลง
มู่เหลียงก็เอ่ยขึ้น
“ทุกคน อีกสี่วันก็จะถึงเวลาที่คืนภูติจันทรุปราคาปะทุขึ้น หวังว่าทุกคนจะเตรียมพร้อมรับมือในช่วงไม่กี่วันนี้”
“รับทราบ!!”
ลี่ลี่ และ ลี่เยว่ ยืนขึ้นยกมือทำวันทยหัตถ์
“จริงสิ มู่เหลียง มีข่าวจากถนนการค้าแจ้งมาว่า เมื่อคืนมีคนเข้าพักที่หอสามดวงดาว จำนวนไม่น้อยเลย”
ลี่เยว่พูดเสียงเบา
“เมื่อคืน? กี่โมง?”
มู่เหลียงเลิกคิ้วเล็กน้อย
ลี่เยว่พูดเสียงใส
“ประมาณ 24นาฬิกา”
“เวลาแบบนั้นยังมีคนมาอีกหรอ?”
หยู่ฉินหลานกล่าวอย่างประหลาดใจ
“เมื่อคืน ฉันจำได้ว่ามีพายุฝนไม่ใช่เหรอ พวกเขามาได้ยังไง?”
ฮู่เตียนถามด้วยน้ำเสียงทรงเสน่ห์
ลี่เยว่อธิบาย
“พวกเขามาด้วยเรือ เป็นเรือไม้ลำใหญ่สามลำ มาทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ดคน ทางซานหยานบอกว่า เป็นคนสองกลุ่ม”
“น่าสนใจ มาด้วยกัน แต่กลับเป็นสองกลุ่ม”
มู่เหลียงกล่าวอย่างครุ่นคิด
มู่เหลียงเงยหน้าขึ้น
“ฮู่เตียน เธอไปติดต่อพวกเขาพร้อมกับหนี่จี่ชา”
“ได้”
ฮู่เตียนพยักหน้าช้าๆ
“รับทราบ!”
หนี่จี่ชายกมือทำวันทยหัตถ์
“ไปทำงานเถอะ”
มู่เหลียงโบกมือ
“ค่ะ”
หญิงสาวทั้งหลายแยกย้ายกันไปทำธุระของตน
ฮู่เตียนพาหนี่จี่ชาและเหยาเอ๋อออกจากเนินสูง นั่งรถม้าไปยังเขตนอกเมือง
ในห้องโดยสารรถม้า หนี่จี่ชากำลังใช้ผ้ากระสอบเช็ดเกราะบนร่างของเธอ
ฮู่เตียนมองใบหน้าของหญิงสาวผมสีครามและยิ้มหยอกเย้า
“หนี่จี่ชา เคยมีใครบอกเธอไหม ว่าเธอสวยมาก?”
หนี่จี่ชาชะงักไป กะพริบตาสีครามปริบๆ พูดอย่างงุนงง
“ฉันสวยหรอ?”
“แน่นอน สวยเหมือนฉันเลย!”
ฮู่เตียนยิ้มจนตาหยี
ใบหน้างามของหนี่จี่ชาแดงระเรื่อ ทำเป็นว่าสตรีหางจิ้งจอกแค่ล้อเธอเล่น
เมื่อก่อนบนใบหน้าของเธอมีรอยสักสีแดงก่ำ หลังจากมาที่เมืองเต่าทมิฬ ช่วงแรกๆ เธอก็สวมผ้าคลุมหน้าและหมวกเกราะตลอด ไม่ค่อยมีคนแปลกหน้าเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริง
“พี่หนี่จี่ชาสวยมากค่ะ”
เหยาเอ๋อพูดอย่างใสซื่อ
ดวงตาสีครามของหนี่จี่ชาเป็นประกาย เหยาเอ๋อไม่เคยโกหก
“คิกคิกคิก???”
ฮู่เตียนยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ ยิ่งทำให้ใบหน้าของหนี่จี่ชาแดงก่ำขึ้นไปอีก...
สามชั่วโมงต่อมา รถม้าวิ่งผ่านป้อมเว่ยฉาย มุ่งตรงไปยังหอสามดวงดาว และจอดลงที่ด้านนอก
เหยาเอ๋อผลักประตูห้องโดยสารออก ให้ฮู่เตียนและหนี่จี่ชาลงจากรถ ส่วนตัวเองเดินตามอยู่ข้างๆ
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในหอสามดวงดาว
หลังเคาน์เตอร์ เสี่ยวเพ่ยกำลังก้มหน้าก้มตาวาดภาพระบายสีบนกระดาษ
เธอซื้อกระดาษและดินสอมาเล็กน้อย เวลาว่างๆ ก็จะมาฝึกคัดลายมือและวาดภาพ เพื่อฆ่าเวลา
ตึก ตึก ตึก???
เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาขัดจังหวะความคิดของเสี่ยวเพ่ย
เธอรีบเงยหน้าขึ้น พอเห็นหางจิ้งจอกแปดหางอันเป็นเอกลักษณ์ ก็ตื่นตัวทันที
เสี่ยวเพ่ยลุกขึ้นยืน ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ท่านฮู่เตียน วันนี้มาแต่เช้าเลยนะคะ!”
ฮู่เตียนกล่าวเรียบๆ
“ไม่มีอะไรทำ ก็เลยมาก่อน”
เสี่ยวเพ่ยเหลือบมองหนี่จี่ชาแวบหนึ่ง เกราะเก้าสีบนร่างของอีกฝ่ายช่างสะดุดตา นี่คือชุดที่คนข้างกายท่านเจ้าเมืองเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์สวมใส่
“ได้ยินว่าเมื่อคืนมีคนเข้าพักไม่น้อย เล่าสถานการณ์ให้ฟังหน่อย”
ฮู่เตียนนั่งลงหลังเคาน์เตอร์
“ค่ะ”
เสี่ยวเพ่ยรีบเปิดตู้ หยิบสมุดลงทะเบียนออกมา เปิดไปหน้าล่าสุด
ฮู่เตียนก้มหน้ามองสมุด พลางฟังเสี่ยวเพ่ยเล่าสถานการณ์เมื่อคืน
“เมื่อคืนมีคนมาสองกลุ่ม กลุ่มแรกเก้าสิบแปดคน กลุ่มที่สองห้าสิบสามคน”
เสี่ยวเพ่ยรำลึกความหลังครู่หนึ่ง แล้วเล่าเรื่องเมื่อคืนทั้งหมดให้ฟัง
หนี่จี่ชาหันไปถาม:
“แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหน?”
“ยังไม่ออกจากห้องพักเลยค่ะ”
เสี่ยวเพ่ยลดเสียงลง พยักหน้าไปทางบริเวณห้องพัก
เสี่ยวเพ่ยพูดต่อ
“จริงสิคะ ผู้หญิงที่ชื่อลุ่ยเหยียนคนนั้นพูดถึงบางอย่างไว้ ฉันไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ”
“ว่ามา”
ฮู่เตียนเชิดคาง
“เธอบอกว่าอยากจะตั้งถิ่นฐานที่เมืองเต่าทมิฬ เหตุผลก็คือเกาะที่เคยอยู่ถูกผีมายายึดไปแล้ว...”
เสี่ยวเพ่ยพูดไปพลางนึกไป
“ฟังดูก็ไม่เหมือนเรื่องโกหกนะ...”
ฮู่เตียนก้มหน้าลงต่ำ
ถ้าอีกฝ่ายไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง การจะตั้งถิ่นฐานในเมืองเต่าทมิฬก็ย่อมได้ ท้ายที่สุดแล้ว เมืองเต่าทมิฬก็กำลังขาดแคลนคนอยู่พอดี
“ผีมายาในพื้นที่น้ำเค็มมีไม่น้อยเลยจริงๆ”
หนี่จี่ชาถอนหายใจ
ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทุกคนหันไปมอง ประตูห้องพักสุดทางเดินชั้นหนึ่งถูกเปิดออก
ลุ่ยเหยียนปรากฏตัวในสายตาของทุกคน พร้อมกับผมยาวสีเทาที่ยุ่งเหยิงจากการนอน
“พวกท่านคือ?” ลุ่ยเหยียนกะพริบตาสีเทา แววตาสับสน