เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ยังมีคนไม่รู้สถานะของตัวเอง

บทที่ 17 ยังมีคนไม่รู้สถานะของตัวเอง

บทที่ 17 ยังมีคนไม่รู้สถานะของตัวเอง


ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ เฉินเยี่ยก็รู้เลยว่ามีคนเริ่มหาเรื่องแล้ว

นี่มันวันสิ้นโลกแล้วนะ ยังมีคนเอาเรื่องพวกนี้มาเรียกร้องสิทธิสตรีอีก

เฉินเยี่ยลุกขึ้นนั่งบนกระบะท้ายมอเตอร์ไซค์สามล้อ มองไปยังทิศทางของเสียง

เห็นผู้หญิงรูปร่างท้วม หน้ากลม ตาเล็ก คางแหลม ยืนอยู่ตรงนั้น

ดูเหมือนเพราะคำพูดประโยคเดียวของผู้หญิงคนนี้ ทุกคนจึงหันมามองทางนี้กันหมด

เฉินเยี่ยก็ไม่ยกเว้น

ผู้หญิงคนนั้นกวาดสายตามาเห็นเฉินเยี่ย ก็ส่งค้อนวงใหญ่ให้เขาด้วย

เฉินเยี่ยลูบจมูกตัวเอง

ยัยนี่ท่าจะประสาท

เฉินเยี่ยจุดบุหรี่สูบ พ่นควันเป็นวง เตรียมตัวดูละครฉากเด็ด

ยังไงซะเขาก็ไม่ใช่หัวหน้า รอดูว่าฉู่เช่อจะจัดการยังไงดีกว่า

ฉู่เช่อคงคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าในสถานการณ์แบบนี้ ยังจะมีคนมาไม้นี้อีก

ฉู่เช่อมมองผู้หญิงคนนั้นอย่างขบขัน แล้วยิ้มถามว่า "งั้นคุณคิดว่ายังไงถึงจะยุติธรรม?"

ผู้หญิงคนนั้นกลอกตาไปมา แล้วพูดขึ้นตรงๆ ว่า "ตอนนี้เป็นวันสิ้นโลกแล้ว เวลานี้แหละที่ต้องการแรงพวกผู้ชายอย่างพวกคุณ ให้ผู้หญิงทำอาหาร ส่วนผู้ชายนั่งกินแรงเฉยๆ คุณเป็นหัวหน้าภาษาอะไร?"

อาจเป็นเพราะฉู่เช่อมักจะวางตัวเป็นคนใจดี

หรืออาจเป็นเพราะผู้หญิงคนนี้เพิ่งมาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ จึงอยากเรียกร้องความสนใจจากทุกคนอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์อะไร แต่แววตาของผู้หญิงหลายคนในขบวนรถก็เป็นประกายขึ้นมา

โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่เพิ่งเข้าร่วมขบวนรถ หลายคนแอบขยับเข้าไปใกล้ผู้หญิงคนนั้นเงียบๆ

กลับกัน ผู้หญิงที่กำลังทำอาหารอยู่ต่างจ้องมองด้วยความโกรธแค้น เหมือนผู้หญิงคนนี้มาแย่งหม้อข้าวพวกเธออย่างนั้นแหละ

แต่ดูเหมือนจะติดขัดอะไรบางอย่างจึงไม่ได้พูดอะไรออกมา

ฉู่เช่อหันไปมองนาน่าที่อยู่ข้างๆ

นาน่าเบะปาก กอดกระบี่เดินหนีไป

ฉู่เช่อยิ้มอย่างอ่อนโยน "ถ้าอย่างนั้น พี่สาวแซ่จ้าว พวกคุณพักผ่อนกันก่อนเถอะ ลุงอาเป่า ลุงไปเรียกผู้ชายมาทำอาหารสักสองสามคนซิ!"

ลุงอาเป่าพยักหน้า หันหลังเดินเข้าไปในกลุ่มผู้รอดชีวิตเพื่อเลือกคน

ไม่นานผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมก็เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ

เพราะผู้หญิงไม่กี่คนที่ต้องตกงานเพราะเธอ ไม่ได้รู้สึกขอบคุณเธอเลย กลับมองเธอด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

ส่วนลุงอาเป่าพอได้รับคำสั่ง ผู้ชายจำนวนมากก็กรูเข้าไปยกมือตะโกนว่า "ลุงอาเป่า เลือกผม เลือกผม ผมเคยเป็นกุ๊กมาก่อน!"

ผู้หญิงคนนั้นไม่ค่อยเข้าใจ

เธออุตส่าห์เรียกร้องผลประโยชน์ให้กลุ่มของตัวเองแท้ๆ ทำไมสายตาที่พวกหล่อนมองมาถึงดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก

แต่ยังดีที่มีบางคนมองเธอด้วยสายตาเป็นมิตรอยู่บ้าง

ความคิดของผู้หญิงคนนั้นเรียบง่ายมาก พอมาถึงสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ หากต้องการสร้างบารมีและรวบรวมพรรคพวก วิธีที่เร็วที่สุดคือการทำตัวเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง

ข้าวต้มเสร็จอย่างรวดเร็ว

กลิ่นหอมของข้าวต้มลอยตลบอบอวลไปทั่วค่ายพักแรม

กลุ่มผู้รอดชีวิตที่เพิ่งหนีตายมาจากเมืองลู่เฉิงต่างหิวโหยจนตาลาย

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าวต้มกับผักดองแบบนี้พวกเขาคงไม่แม้แต่จะชายตามอง

แต่ตอนนี้ ข้าวต้มกับผักดองชามนี้คืออาหารรสเลิศอันดับหนึ่งในใต้หล้า

แม้แต่ผู้รอดชีวิตเดิมในขบวนรถต่างก็พากันกลืนน้ำลาย

ต้องรู้ว่า หลายคนในขบวนรถแทบไม่เหลือเสบียงแล้ว

ถ้ายังหาจุดเสบียงไม่ได้ อีกไม่นานคงต้องอดตายกันหมด

เฉินเยี่ยพ่นควันบุหรี่ออกมา ในใจเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมาบ้างแล้ว

ละครฉากเด็ดกำลังจะเริ่มแล้ว

และแล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จ

ผู้ชายที่มาช่วยงานทุกคนต่างได้รับค่าตอบแทนจากหัวหน้าทีม

แม้จะเป็นแค่ขนมปังก้อนเล็กๆ แต่ก็ทำให้คนอื่นอิจฉาตาร้อน

ผู้หญิงที่เป็นคนต้นเรื่องมองพวกผู้ชายรับขนมปังไปด้วยความดีใจตาค้าง

"เพียะ!"

เสียงตบหน้าดังสนั่นท่ามกลางความเงียบยามค่ำคืน

"นังสารเลว ถ้าไม่ใช่เพราะแก ขนมปังนั่นก็เป็นของฉันแล้ว ฉันไม่ได้กินข้าวมาทั้งวัน ก็เพราะแก!"

ป้าผมดัดลอนตบหน้าผู้หญิงที่ยืนตะลึงงันฉาดใหญ่

"ตบได้ดี ถ้าไม่ใช่นังแพศยานี่ หัวหน้าฉู่คงไม่ยกโอกาสให้คนอื่น ตบให้ตายเลย!"

ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกป้าอีกคนกระชากผม

"พวกเธอ... โอ๊ย~~ ฉันทำเพื่อพวกเธอนะ~~~"

"เพื่อพวกเรากับผีน่ะสิ นังสารเลว..."

เฉินเยี่ยพลิกตัวกลับมานอนในรถ มองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว แสงไฟสลัวๆ ส่องกระทบใบหน้าของเขา

พระจันทร์สีเลือดลอยเด่นอยู่ไม่ไกล แต่เฉินเยี่ยกลับไม่มีความคิดที่จะหันไปมองเลย

เฉินเยี่ยดูออกทะลุปรุโปร่งแล้ว

เห็นฉู่เช่อเงียบๆ ติ๋มๆ แบบนั้น นึกไม่ถึงว่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขนาดนี้

คาดว่าฉู่เช่อคงสังเกตเห็นนานแล้วว่ามีบางคนในขบวนรถเสบียงหมดเกลี้ยง

จึงมอบโอกาสทำงานให้คนพวกนี้

นึกไม่ถึงว่าจะมีตัวป่วนโผล่มา

ฉู่เช่อเลยไหลตามน้ำ ใช้โอกาสนี้สั่งสอนผู้หญิงนักเรียกร้องสิทธิคนนั้นซะเลย

ดูท่าหัวหน้าคนนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกัน

เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังอยู่ข้างหู

นี่มันวันสิ้นโลกแล้ว ยังมีบางคนที่ปรับทัศนคติไม่ได้

สมควรโดนแล้ว!

เฉินเยี่ยนอนเอกเขนกอย่างสบายใจบนกระบะรถ

นอนบนรถ สบายกว่านอนบนพื้นตั้งเยอะ

ขบวนรถออกเดินทางต่อ

ตามคำบอกเล่าของฉู่เช่อ อีกสองวันก็จะถึงหมู่บ้านฉางโซ่ว

นี่คือจุดเสบียงที่ฉู่เช่อคัดสรรมาอย่างดี

พอฟ้าสาง

เฉินเยี่ยหยิบเตาแก๊สปิคนิคออกมาจุดไฟ เทน้ำแร่ลงในหม้อครึ่งขวด

เทข้าวสารลงไปหนึ่งแก้ว ปิดฝารอข้าวสุก

ใช้มีดพร้าที่แลกมาจากนาน่าหั่นเนื้อรมควันเป็นชิ้นบางๆ โยนลงหม้อ เทน้ำมันลงไปนิดหน่อย ใส่ผักป่าที่เก็บมาจากข้างทางเมื่อวันก่อนลงไป

ผัดผักป่าใส่เนื้อรมควันค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในสภาพแวดล้อมเช่นนี้

ฝีมือทำอาหารของเฉินเยี่ยธรรมดามาก แต่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ อาหารแบบนี้ถือว่าหาได้ยากยิ่ง

ผู้รอดชีวิตกลุ่มใหม่มองมาทางเฉินเยี่ย จมูกดมฟุดฟิดอย่างบ้าคลั่ง

อาหารของพวกเขาวันนี้ยังคงเป็นข้าวต้มกับผักดอง

เทียบกับอาหารของเฉินเยี่ยแล้ว ราวกับฟ้ากับเหว

เฉินเยี่ยคร้านจะสนใจคนพวกนี้ พอข้าวใกล้สุก ก็เทผัดผักป่าใส่เนื้อรมควันราดลงบนข้าวสวย แล้วเริ่มกิน

ในที่สุด ก็มีคนทนไม่ไหว

"พ่อหนุ่ม เธอแบ่งข้าวให้หลานฉันกินหน่อยได้ไหม เขาไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว"

"แกยังเด็ก ขาดสารอาหารมันไม่ดีต่อร่างกาย!"

เฉินเยี่ยเงยหน้าขึ้น เห็นหญิงชราจูงเด็กน้อยคนหนึ่งมองมาที่เขาด้วยสายตาน่าสงสาร

แต่เด็กคนนั้นกลับยื่นมือออกมาอย่างไม่เกรงใจ

ยังไม่ทันที่เฉินเยี่ยจะพูดอะไร เด็กคนนั้นก็คว้าชามข้าวของเฉินเยี่ย พยายามจะแย่งไป

สีหน้าของเฉินเยี่ยขรึมลงทันที

เมื่อก่อนก็เคยเจอเด็กเปรต แต่ไม่เคยเจอเด็กเปรตที่น่ารังเกียจขนาดนี้มาก่อน

ฉันยังไม่ทันอนุญาตให้กิน แกก็ยื่นมือมาแย่งแล้ว

ชามข้าวในมือเฉินเยี่ยไม่ขยับเขยื้อน

หญิงชราทำเหมือนมองไม่เห็น ยิ้มประจบเฉินเยี่ย

"เอามา~~"

"หนูจะกิน!~~~"

เสียงกรีดร้องของเด็กเปรตดังข้างหูเฉินเยี่ย

ยังไม่ทันที่เฉินเยี่ยจะพูดอะไร

เด็กเปรตคนนี้ก็มีการกระทำต่อไป

ดูเหมือนจะเห็นว่าเฉินเยี่ยไม่ยอมยกข้าวให้

เด็กคนนี้ถึงกับพองแก้ม ถ่มน้ำลายลงในชามข้าวของเฉินเยี่ย

"ถุย!"

"อยากไม่ให้หนูกินดีนัก! สมน้ำหน้า!"

การกระทำของเด็กคนนี้ลื่นไหล ไม่มีลังเลแม้แต่นิดเดียว

หญิงชราเห็นดังนั้นก็ตกใจ นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวจะกลายเป็นแบบนี้

"จ้วงจ้วง หลานทำแบบนี้ได้ยังไง รีบขอโทษน้าเขาเร็ว!"

จบบทที่ บทที่ 17 ยังมีคนไม่รู้สถานะของตัวเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว