เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ทาสแห่งเงา บทที่ 1209 ไม่มีทางรอด

ทาสแห่งเงา บทที่ 1209 ไม่มีทางรอด

ทาสแห่งเงา บทที่ 1209 ไม่มีทางรอด


บาปแห่งการปลอบประโลมคือเมมโมรี่ระดับทรานเซนเดนท์ และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นหนึ่งเดียวที่มีอาคมเสริมความแข็งแกร่งของเนื้อดาบอีกด้วย

ทว่าทันทีที่เจ้าสัตว์ประหลาดตนนั้นคว้าจับหยกขาวเอาไว้ ซันนี่ก็สัมผัสได้ในทันทีว่ามันใกล้จะแตกหักเต็มทีแล้ว

เขากำลังวางแผนที่จะโจมตีต่อเนื่องโดยเสริมพลังให้กับดาบต้องสาปด้วยเงาทั้งห้าของเขา แต่กลับรู้สึกว่าหากทำเช่นนั้น ก็จะไม่มีดาบเหลือให้เขาได้เสริมพลังอีกต่อไป

ซันนี่สบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะรีบสลายใบดาบหยกแล้วโซซัดโซเซถอยกลับไป

ในขณะเดียวกัน มาสเตอร์ซูก็เคลื่อนไหว และเซนต์ก็พลันกระเด็นปลิวไปด้านหลัง

นางกระแทกเข้ากับผนังห้องดังสนั่นหวั่นไหว ทำลายก้อนหินสีดำจนแตกละเอียดและก่อให้เกิดเป็นหลุมลึก

ทรายสีขาวไหลทะลักออกมาจากรอยแตก ร่วงหล่นลงบนชุดเกราะที่แตกหักของนาง

เพียงชั่วพริบตาต่อมา เจ็ทก็ฟาดง้าวของเธอลงบนร่างของเจ้าสัตว์น่าสะพรึงกลัวตนนั้น

ใบมีดอันเลือนลางของมันพุ่งผ่านเนื้อหนังที่ตายแล้วของเจ้าสัตว์น่าสะอิดสะเอียนไปได้อย่างไร้สิ่งกีดขวาง ทะลวงตัดลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของมัน...จากนั้น รอยร้าวสีดำราวกับตาข่ายก็พลันปรากฏขึ้นและแผ่ขยายไปทั่วเหล็กกล้าเสริมอาคม ก่อนที่มันจะระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน

โซลรีปเปอร์อเวคเคนด์ตระหนกถึงกับเสียหลักไปในทันใด

มือน้อยอันบอบบางของเซซานนั้นแหลมคมราวกับกรงเล็บปีศาจ มันฉีกกระชากผ่านลำคอของเจ้าสัตว์ประหลาดได้อย่างง่ายดาย

แต่เจ้าสัตว์ประหลาดตนนั้นยังคงยิ้มอยู่

บาดแผลบนหน้าอกของมันที่บาปแห่งการปลอบประโลมได้สร้างทิ้งไว้ บัดนี้ได้สมานตัวปิดสนิทไปแล้ว

รอยบาดลึกที่เกิดจากดาบของเซนต์ก็หายไปเช่นกัน

ขณะที่ซันนี่ เจ็ท และเซซานเฝ้ามองด้วยความหวาดผวา ลำคอที่แหลกเละของมาสเตอร์ซูก็เกิดระลอกคลื่นและสมานตัวจนหายดี โดยไม่เหลือแม้แต่รอยด่างพร้อยใดๆ หลงเหลือบนผิวของเขา

"น-นี่มันเรื่องอะไรกัน..."

น้ำเสียงของเซซานพลันแผ่วเบาลง

ในขณะเดียวกัน นางก็ได้ส่งข้อความทางจิตอันตึงเครียดมาหาซันนี่: [เราจะทำอย่างไรกันดี?]

เขาเป็นคนที่แจ้งให้นางทราบถึงธรรมชาติของผู้มาใหม่ ดังนั้นเซซานคงหวังว่าซันนี่จะรู้วิธีรับมือกับเจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้

ทว่าเขาไม่รู้เลย เขารู้เพียงว่าการต่อสู้กับมันคือการฆ่าตัวตาย

ซันนี่ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

เขาสลายร่างเซนต์ แล้วพุ่งถอยหลังพร้อมกับตะโกนสุดเสียงว่า: "วิ่ง!"

ในชั่วขณะต่อมา ลมหมุนของประกายไฟที่อบอวลอยู่เต็มห้องก็ควบแน่นรวมตัวกันจนกลายเป็นร่างมหึมาอันอุ้ยอ้ายน่าเกลียดน่ากลัว

มืออันราวกับสัตว์ร้ายข้างหนึ่งระเบิดพลังพุ่งออกมาข้างหน้า ปัดร่างมาสเตอร์ซูไปด้านข้างจนกระแทกเข้ากับผนังอย่างจัง

ไม่ว่าเจ้าสัตว์ประหลาดตนนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่มวลกายของมันยังคงเท่าเดิมกับศพที่มันสิงสู่

ดังนั้น แม้ว่าพลังของมันจะยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะมันได้

อย่างน้อยก็เพียงชั่วครู่

และนั่นคือสิ่งที่ร่างสะท้อนของเซนต์เขี้ยวสยองที่ซันนี่อัญเชิญมาควรจะซื้อเวลาให้พวกเขาได้

ร่างของอสูรกายสูงตระหง่านตนนั้นกินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของห้องใต้ดิน ศีรษะของมันขูดขีดกับเพดาน

แขนข้างหนึ่งยื่นออกไปข้างหน้า กดร่างของเจ้าสัตว์น่าสะอิดสะเอียนให้จมลงไปในก้อนหินที่แตกร้าว ขณะที่แขนอีกข้างกำลังเหวี่ยงออกไปเพื่อโจมตีอย่างรุนแรง

...ทว่าซันนี่ก็สงสัยว่าร่างสะท้อนจะทำอะไรได้มากนัก

'เป็นบ้าอะไรวะ... ในที่สุดฉันก็ได้รับร่างสะท้อนของเซนต์ผู้ยิ่งใหญ่มาได้เชียวนะ เซนต์เลยนะโว้ย!'

'แต่กลับทำได้แค่ชะลอศัตรูไปชั่วครู่เท่านั้นเองรึ...'

ทะเลทรายฝันร้ายถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด และความมืดมิดนั้นหมายถึงความตาย

ทว่าการติดอยู่ในห้องใต้ดินเล็กๆ กับเจ้าสัตว์น่าสะพรึงกลัวตนนี้ก็หมายถึงความตายเช่นกัน

พวกเขาสามารถเลือกที่จะอยู่ต่อและพยายามต่อสู้ หรือหลบหนีและพยายามเอาชีวิตรอดในสนามรบโบราณ

ทั้งสองทางเลือกล้วนนำไปสู่ความตายอย่างเท่าเทียมกัน แต่อย่างน้อยทางเลือกหลังก็อาจจะช่วยยืดเวลาตายของพวกเขาออกไปได้อีกสองสามวินาที หรืออาจจะถึงหลายนาที

"เร็วเข้า!"

เจ็ทเป็นคนแรกที่กระโดดขึ้นไปเกาะขอบรอยแยกแคบๆ แล้วปีนเข้าไปในช่องคลานอันคับแคบ

ร่างของเธอหายลับไปจากสายตา และเซซานก็รีบตามไปทันที

ซันนี่ไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เขาเคลื่อนผ่านเงาและปรากฏตัวขึ้นเหนือพื้นดิน ทันเวลาพอดีที่จะคว้ามือของเจ็ทและช่วยดึงนางขึ้นมาจากรอยแยก

เสียงคำรามของสมรภูมินิรันดร์ซึ่งเคยถูกกลบด้วยความหนาของหิน บัดนี้ได้โหมกระหน่ำเข้าใส่พวกเขาราวกับพายุ

เมื่อมองออกไปนอกซากปรักหักพัง ซันนี่ก็หน้าซีดเผือด

ภายใต้แสงดาวอันเลือนลาง กองทัพโครงกระดูกโบราณกำลังต่อสู้ห้ำหั่นกัน

ไม่มีผิวหนังหรือเนื้อหนังหลงเหลืออยู่บนกระดูกสีดำสนิทของพวกมัน... โครงกระดูกบางตนมีลักษณะคล้ายมนุษย์ บางตนเหมือนยักษ์ และบางตนก็ดูน่าเกลียดน่ากลัวและแปลกประหลาดเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้

ทว่าทุกตนล้วนแข็งแกร่งอย่างน่าสะพรึงกลัว

ช่างน่าประหลาดใจที่โลกใบนี้ยังไม่ถูกทำลายด้วยความบ้าคลั่งอันน่าสยดสยองของการต่อสู้ของพวกมัน

แล้วมนุษย์ผู้อ่อนแอจะเอาชีวิตรอดจากการปะทะอันเป็นมหาวิบัติเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?

'พวกเรา... พวกเราต้องฝ่า... นั่นไปงั้นรึ?'

เซซานซึ่งเพิ่งปีนขึ้นมาจากรอยแยกได้หยุดชะงัก จ้องมองภาพสงครามอันน่าสะพรึงกลัวเบื้องหน้า

ผิวสีเทาราวแพรไหมของนางพลันดูคล้ำลง

เจ็ทมองไปยังทะเลทรายที่อยู่นอกซากปรักหักพัง แล้วจึงมองกลับไปยังหลุมที่พวกเขาเพิ่งปีนออกมา

ในขณะนั้นเอง โครงสร้างทั้งหมดก็สั่นสะเทือนราวกับมีบางสิ่งกำลังดันก้อนหินสีดำจากเบื้องล่าง

และในวินาทีต่อมา...

มนตร์ซึมซาบกระซิบข้างหูของซันนี่: [ร่างสะท้อนของคุณถูกทำลายแล้ว]

เขาโซเซและกัดฟันแน่น

'แค่... แค่นี้เองน่ะหรือ?'

ซันนี่รู้ดีว่าร่างสะท้อนของเขี้ยวสยองไม่สามารถเอาชนะเจ้าสัตว์น่าสะพรึงกลัวตนนั้นได้ แต่กระนั้น... เขาก็ไม่คาดคิดว่ามันจะถูกทำลายลงในเวลาเพียงสองสามวินาที

เขาเพิ่งจะได้ร่างสะท้อนตนนั้นมาแท้ๆ และตอนนี้ มันก็หายไปแล้ว

ความน่าสะพรึงกลัวแบบไหนกันที่สวมร่างของมาสเตอร์ซูอยู่?

...ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม พวกเขาทั้งสามคนก็ไม่สามารถต่อกรกับมันได้

แม้ว่าเขี้ยวสยองตัวจริงจะอยู่ที่นี่ หรือแม้แต่เหล่าเซนต์ทั้งหมดจากตระกูลใหญ่จะมารวมตัวกัน ซันนี่ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถหยุดยั้งเจ้าสัตว์น่าสะอิดสะเอียนตนนี้ได้

เขาอัญเชิญไนท์แมร์ออกมา แล้วตะโกนบอกเจ็ทและเซซานว่า: "ขึ้นมา!"

โซลรีปเปอร์จ้องมองเขาอยู่ชั่วครู่

"แต่... แต่ฉันยังขี่ม้าไม่เป็นเลยนะ!"

ซันนี่วิ่งหนีไปแล้ว

"ก็หัดเอาสิ ถ้าคุณอยากจะมีชีวิตรอด!"

ชั่วครู่ต่อมา ทั้งเจ็ทและเซซานก็ปีนขึ้นไปบนหลังของไนท์แมร์

ม้าศึกสีดำทะยานออกจากรอยแยกแคบๆ บนพื้นหินในทันที

ซันนี่นำหน้าอยู่เพียงหนึ่งหรือสองก้าว กลายเป็นเงาอันรวดเร็ว

พวกเขาทั้งสี่คนทะยานออกจากซากปรักหักพังพร้อมกัน...

และกระโจนเข้าสู่ความโกลาหลอันน่าสะพรึงกลัวของสมรภูมินิรันดร์

หมายเหตุ: เดิมทางผู้แต่งใช้ Echo(เอคโค่) ตอนนี้ใช้ Reflection(ร่างสะท้อน) ผมไม่มั่นใจว่ามีนัยยะอะไรแฝงอยู่หรือไม่ จึงแปลให้แตกต่างกันตามต้นฉบับไว้ก่อนนะครับ

จบบทที่ ทาสแห่งเงา บทที่ 1209 ไม่มีทางรอด

คัดลอกลิงก์แล้ว