เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 เรื่องต่อยตี

บทที่ 12 เรื่องต่อยตี

บทที่ 12 เรื่องต่อยตี


กลุ่มแม่บ้านพอได้รวมหัวกันแกล้งหนุ่มน้อยผู้ไร้เดียงสาก็รู้สึกสนุกสนานตื่นเต้นเป็นพิเศษ

ทว่าความสนุกนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน รถม้าสองคันก็แล่นมาถึง

ทุกคนแยกย้ายกันขึ้นรถม้าทั้งสองคัน เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังกุบกับ มุ่งหน้าสู่ตัวตำบล

ตอนนั้นดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเป็นสีแดงระเรื่อ แสงสีทองสาดส่องลงบนพื้นหิมะขาวโพลน งดงามราวกับภาพฝัน

แต่ความงามนี้ไม่มีใครใส่ใจ เพราะสำหรับพวกเขา มันเป็นภาพชินตาที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

บนรถม้าคันที่ลู่เหวยนั่ง มีผู้โดยสารทั้งหมดห้าคน

นอกจากจางเหล่าลิ่วเจ้าของรถม้าแล้ว ยังมีโจวหยา หญิงวัยกลางคนอีกหนึ่งคน และชายวัยกลางคนอีกหนึ่งคน

ชายวัยกลางคนผู้นั้นชื่อสวีเหล่าซาน ชื่อจริงลู่เหวยไม่รู้ รู้แต่ว่าคนในหมู่บ้านเรียกแกแบบนี้

สวีเหล่าซานคนนี้ไม่ค่อยถูกกับบ้านลู่เหวย สาเหตุลึกตื้นหนาบางลู่เหวยก็ไม่รู้แน่ชัด รู้แต่ว่าพ่อกับตาคนนี้ไม่กินเส้นกันอย่างแรง

ลู่เหวยเองก็เหม็นขี้หน้าสวีเหล่าซานเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะโจวหยาอยู่บนรถคันนี้ เขาคงไม่ยอมนั่งด้วยแน่

ตลอดทาง หญิงวัยกลางคนสองคนกับสวีเหล่าซาน และคนขับรถม้าจางเหล่าลิ่ว ปากไม่หยุดขยับ เมาท์มอยกันไม่เลิก

คุยไปคุยมา ไม่รู้ยังไง วกมาเรื่องลู่เหวยจนได้

"เสี่ยวเหวย ปีนี้ก็ 18 แล้วใช่ไหม?" หญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม

เธอชื่อซ่งซิ่วหลาน รุ่นเดียวกับแม่ของลู่เหวยและหวังกุ้ยอิง สมัยเรียนก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน

ลู่เหวยเลยเรียกเธอว่าน้าซ่ง

"อ่า ครับ" ลู่เหวยพยักหน้า

"18 แล้ว ใกล้จะแต่งเมียแล้วสิ ให้น้าซ่งแนะนำสาวให้เอาไหม?" ซ่งซิ่วหลานเย้าแหย่

ลู่เหวยยังไม่ทันตอบ สวีเหล่าซานที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็แค่นหัวเราะเยาะ "หาเมีย? บ้านมันจะเอาปัญญาที่ไหนไปหา? จนจนขี้ไม่ออก ใครเขาจะตาบอดส่งลูกสาวมาลำบาก?"

สวีเหล่าซานเห็นลู่เหวยเป็นแค่เด็ก คงคิดว่าจะรังแกง่ายๆ และคงไม่กล้าหือ

แต่หารู้ไม่ว่า ลู่เหวยเป็นคนเลือดร้อน มีหรือจะยอมให้ใครมาหยามหน้า

สวนกลับทันควัน "ลุงเกิดปีหมาเหรอครับ? ถึงชอบจ้องแต่ส้วมบ้านผม? เป็นไง? ขี้บ้านผมไม่พอยาไส้ลุงรึไง?

มิน่าล่ะ อ้าปากทีเหม็นยังกับกินขี้มา ลุงโตมาด้วยขี้เหรอครับ?

แก่ป่านนี้แล้ว ถ้าพูดภาษาคนไม่เป็นก็หุบปากซะ คนอื่นเขาจะได้ไม่รู้ว่าลุงเป็นลูกกะหรี่ ไม่มีใครอบรมสั่งสอน"

คำด่าไฟแลบของลู่เหวยทำเอาทุกคนอึ้งกิมกี่ ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มหน้าซื่อจะด่าเจ็บแสบขนาดนี้

แม้แต่คนบนรถม้าอีกคันยังชะโงกหน้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ทุกคนต่างคิดในใจว่า: ไอ้หนุ่มนี่ ปกติดูเงียบๆ ติ๋มๆ แต่บทจะเอาเรื่องขึ้นมา ร้ายกาจไม่ใช่เล่น

แถมปากคอยังเราะร้าย ด่าเจ็บกว่าพวกมนุษย์ป้าปากตลาดซะอีก

สวีเหล่าซานโกรธจนตาแดงก่ำ เด็กเมื่อวานซืน แถมยังเป็นลูกศัตรู กล้ามาด่าเขาแบบนี้ เขาเต้นผาง ชี้หน้าด่าลู่เหวย "ไอ้เด็กเวร มึงด่าใครวะ? วันนี้กูจะตีมึงให้ตาย!" พูดจบก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปอัดลู่เหวย

ลู่เหวยมีหรือจะกลัว ตั้งแต่สวีเหล่าซานเริ่มด่าคำแรก เขาก็เตรียมพร้อมปะทะแล้ว

พอเห็นสวีเหล่าซานพุ่งมา ลู่เหวยก็จับขอบรถไว้แน่น แล้วกระโดดถีบขาคู่ใส่ทันที

สวีเหล่าซานที่กำลังหน้ามืดตามัว ไม่ทันระวังตัว โดนถีบเข้าเต็มอก

ตีนคู่กระแทกอกเต็มแรง บวกกับพื้นลื่น สวีเหล่าซานเลยหงายหลังตึง ล้มก้นจ้ำเบ้าอย่างจัง

โดนเข้าไปดอกนี้เล่นเอาสวีเหล่าซานจุกจนแทบหายใจไม่ออก

ยังดีที่ใส่เสื้อหนา ไม่งั้นแรงควายของลู่เหวยคงทำเอากระอักเลือดไปแล้ว

สวีเหล่าซานตะเกียกตะกายจะลุกขึ้น แต่พื้นลื่นเกินไป เลยล้มคว่ำหน้าคะมำอีกรอบ

ลู่เหวยเห็นโอกาสทอง มีหรือจะปล่อยให้หลุดมือ

กระโดดถีบซ้ำเข้าที่หน้าเต็มๆ

สวีเหล่าซานตาพร่ามัว เจ็บร้าวไปทั้งหน้า เลือดกำเดาไหลทะลัก

ดอกนี้ทำเอาเห็นดาวระยิบระยับ โลกหมุนติ้ว

ลู่เหวยได้ทีก็รัวตีนใส่ไม่ยั้ง กระทืบสวีเหล่าซานที่กลิ้งโค่โล่บนพื้นหิมะจนน่วม

ปากก็ด่าไปด้วย "ปากดีนักนะมึง ชอบพ่นขี้ออกมานักใช่ไหม เอ้า ด่าอีกสิ ด่าอีก!"

สวีเหล่าซานพยายามจะลุกหนีตั้งหลายครั้ง แต่พื้นลื่นบวกกับตีนไวๆ ของลู่เหวย ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว

ตอนนี้คนบนรถเพิ่งได้สติ รีบลงมาห้ามทัพ

ลู่เหวยกำลังมันส์ตีน ไม่อยากหยุด

กำลังจะหันไปด่าคนห้าม แต่พอเห็นว่าเป็นโจวหยา คำด่าก็กลืนหายลงคอไป

โจวหยากอดแขนลู่เหวยแน่น พยายามลากออกมา

"เสี่ยวเหวย พอแล้วลูก เดี๋ยวเขาตาย ตีเขาตายเราก็ต้องเสียเงินค่าหมออีกนะ เชื่ออาสะใภ้ กลับขึ้นรถเถอะ"

เสียงหวานๆ ของนางในฝัน เปรียบเสมือนน้ำแตงโมปั่นเย็นเจี๊ยบราดลงบนกองไฟในใจลู่เหวย ดับร้อนได้ชะงัด

แต่ก็ต้องเก๊กท่าหน่อย

แกล้งดิ้นขลุกขลักในอ้อมอกนุ่มนิ่มของโจวหยา ฉวยโอกาสตักตวงกำไร

"อาสะใภ้ปล่อยผม ผมไม่จ่ายค่าหมอหรอก ผมจะซื้อโลงให้มันเลย สงเคราะห์ให้!"

โจวหยาเห็นท่าจะเอาไม่อยู่ เลยเรียกซ่งซิ่วหลานมาช่วย

ซ่งซิ่วหลานรีบคว้าแขนอีกข้างของลู่เหวยไว้

คราวนี้ลู่เหวยถึงยอมสงบลง

พอลากลู่เหวยกลับขึ้นรถได้ อีกกลุ่มก็ช่วยกันพยุงสวีเหล่าซานไปขึ้นรถอีกคัน

ศึกใหญ่จบลงแค่นี้

เว้นแต่สายตาอาฆาตแค้นของสวีเหล่าซานที่ยังจ้องลู่เหวยไม่วางตา

ลู่เหวยเห็นเข้าก็ชี้หน้าด่าสวน "มองหาพ่องมึงเหรอ ไอ้สัด อยากโดนอีกรอบใช่ไหม?

ไหนมึงบอกว่ากูจะหาเมียไม่ได้ไง? คอยดูเถอะ กูจะทำลูกสาวมึงท้องให้ดู"

คนบนรถม้าทั้งสองคันได้ยินแล้วแทบกลั้นขำไม่อยู่

ลูกสาวสวีเหล่าซานชื่อสวีลี่ลี่ เป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยประถมของลู่เหวย สมัยเรียนก็แอบปิ๊งลู่เหวยอยู่เหมือนกัน เพราะลู่เหวยหน้าตาดี

แต่ลู่เหวยไม่เล่นด้วย เพราะตอนนั้นชอบหลานชุนเยี่ยน เพื่อนร่วมชั้นอีกคนมากกว่า

สวีเหล่าซานได้ยินคำขู่นี้ถึงกับของขึ้น จะพุ่งไปเอาเรื่องลู่เหวยอีกรอบ แต่โดนคนบนรถกดตัวไว้

"พอเถอะน่าเหล่าซาน จะไปถือสาอะไรกับเด็กมัน"

"เหล่าอู่ เร่งม้าหน่อย เหล่าลิ่ว ขับช้าๆ หน่อย"

คนขับรถม้าทั้งสองคันกลัวจะมีเรื่องกันอีก เลยรีบแยกวง คันหนึ่งเร่งความเร็ว คันหนึ่งผ่อนความเร็ว ไม่นานก็ทิ้งระยะห่างจนมองไม่เห็นกัน

ลู่เหวยนั่งไปสักพัก จู่ๆ ก็กระโดดลงจากรถ

เล่นเอาทุกคนตกใจ นึกว่าจะก่อเรื่องอะไรอีก

โจวหยาถามเสียงตื่น "จะทำอะไรน่ะ?"

ลู่เหวยหันมามองงงๆ "เปล่าครับ เท้าชา วิ่งวอร์มหน่อย"

แถวบ้านลู่เหวยช่วงนี้ ตอนเช้าๆ อากาศเย็นจัด อุณหภูมิลดต่ำถึงลบ 40 องศา

นั่งรถม้านานๆ ต้องลงมาวิ่งเหยาะๆ บ้าง ไม่งั้นเท้าแข็งจนไร้ความรู้สึกแน่

โจวหยาถอนหายใจโล่งอก "ตกใจหมด นึกว่าจะไปหาเรื่องใครอีก"

ลู่เหวยทำหน้ามุ่ย "ผมจะไปหาเรื่องใคร? ปกติผมออกจะเรียบร้อย ถ้ามันไม่มากวนตีน ด่าพ่อด่าโคตรเหง้าผมก่อน ผมก็ไม่ทำมันหรอก"

โจวหยาค้อนขวับ "เรียบร้อยตายล่ะ ฉันดูออกนะ พวกเงียบๆ ติ๋มๆ แบบเธอนี่แหละ บทจะร้ายขึ้นมา น่ากลัวที่สุด"

จางเหล่าลิ่วผสมโรง "จริงอย่างว่า หมาเห่าไม่กัด หมาไม่เห่ากัดเจ็บ พวกคนซื่อนี่แหละเวลาฟิวส์ขาด น่ากลัวนัก สมัยก่อนนะ..."

จางเหล่าลิ่วเริ่มเล่าเรื่องเก่าๆ บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง

ทุกคนนั่งรถม้าโยกเยกมุ่งหน้าสู่ตัวตำบล

หนาวก็ลงวิ่ง เหนื่อยก็ขึ้นรถ

สลับไปมาแบบนี้ร่วมชั่วโมง ในที่สุดก็ใกล้ถึงตัวตำบล

"อาสะใภ้ มาซื้อของเข้าร้านเหรอครับ?" ใกล้ถึงจุดหมาย ลู่เหวยก็เริ่มหาช่องทาง

โจวหยายิ้มหวาน รอยยิ้มของเธออ่อนโยนเสมอ

"ใช่จ้ะ คนซื้อของเตรียมปีใหม่เยอะ รอบนี้มาซื้อตุนไว้ ทีเดียวอยู่ยาวถึงหลังตรุษจีนเลย"

ลู่เหวยเห็นรอยยิ้มโจวหยาแล้วใจเต้นตึกตักทุกที

เขาเคยจินตนาการนับครั้งไม่ถ้วน ว่าได้แต่งงานกับโจวหยา ไปสู่ขอ จัดงาน เข้าหอ... สุดท้ายจบที่ฉี่รดที่นอน

เขารู้ดีว่าได้แค่ฝัน ความจริงเป็นไปไม่ได้ แม่เขาคงไม่ยอมให้แต่งกับแม่หม้ายแก่กว่าตั้ง 8 ปีแน่

แถมต่อให้แม่ยอม โจวหยาจะยอมรึเปล่าก็ไม่รู้

แน่นอน ลู่เหวยไม่ได้ฝันถึงโจวหยาคนเดียว สาวสวยในห้องเรียนเขาก็เก็บมาฝันครบทุกคนแล้ว

วัยกำลังโต ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน เรื่องธรรมดา

"อาสะใภ้ งั้นขากลับเรียกผมนะ เดี๋ยวผมช่วยแบกของ"

โจวหยามองลู่เหวยด้วยสายตาเป็นประกาย มุมปากยกยิ้ม "ได้สิ งั้นรบกวนหน่อยนะ ทำธุระเสร็จแล้วมาหาอาสะใภ้ที่ห้างสองนะ จะรอ"

"ครับผม" ลู่เหวยรับคำอย่างกระตือรือร้น ยิ้มแก้มแทบปริ

โจวหยายิ้มตอบ แต่รอยยิ้มนั้นแฝงความนัยบางอย่างที่บอกไม่ถูก

สักพักรถม้าก็ถึงตัวตำบล จางเหล่าลิ่วนัดแนะเวลากลับ แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไป

ตำบลของลู่เหวยชื่อตงหลิน เป็นตำบลเล็กๆ มีถนนสายหลักสายเดียว ยาวไม่ถึงกิโล

ตึกสูงที่สุดแค่สองชั้น สร้างมาตั้งแต่ยุค 50 มีแค่สองตึก คือห้างสรรพสินค้าที่ 1กับห้างสรรพสินค้าที่ 2'

เมื่อก่อนเป็นสหกรณ์ใหญ่ประจำตำบล ตอนนี้ได้ยินว่าน้องเมียนายกเทศมนตรีเหมาไปทำธุรกิจส่วนตัวแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น สองห้างนี้ก็ยังเป็นศูนย์กลางความเจริญของตำบล

นอกจากนั้นก็มีร้านเสื้อผ้า รองเท้า ร้านอาหารตามสั่ง แผงลอยขายประทัด อาหารแช่แข็ง ไก่ ปลา เนื้อ ถั่ว เมล็ดแตงโม ลูกอม

ช่วงใกล้ตรุษจีน ชาวบ้านจากหมู่บ้านรอบๆ จะแห่กันมาจับจ่ายใช้สอย

ถนนหนทางคึกคัก ผู้คนขวักไขว่

ลู่เหวยเดินสำรวจจากเหนือจรดใต้หาทำเลทอง

ยุคนั้นไม่มีเทศกิจ อยากวางแผงตรงไหนก็วาง

เดินดูจนทั่ว ลู่เหวยตัดสินใจปักหลักหน้าห้างสรรพสินค้าที่ 2

เพราะเป็นหนึ่งในสองตึกใหญ่ คนพลุกพล่านที่สุด

ที่สำคัญ โจวหยามาซื้อของที่นี่ ออกมาปุ๊บก็เจอเขาปั๊บ

ได้ทำเลแล้ว ต่อไปต้องสืบราคาตลาด

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ลู่เหวยถามราคาจากหลายๆ คน ถึงได้รู้ว่าทั้งตำบลมีร้านขายผักสดแค่ร้านเดียว

แถมไม่ใช่ร้านขายผักโดยเฉพาะด้วย ขายจับฉ่ายตั้งแต่น้ำปลา ยันของใช้ในบ้าน

พอลองเข้าไปดู พบว่าผักมีน้อยมาก ผลไม้ก็มีแค่สองอย่าง อย่างแรกคือแอปเปิ้ลกั๋วกวง

คนภาคใต้อาจไม่รู้จัก เป็นแอปเปิ้ลลูกเล็กๆ เขียวๆ เปรี้ยวจี๊ด แต่หอมสดชื่น

ที่สำคัญคือทนหนาว เลยขนส่งมาขายที่นี่ได้

แอปเปิ้ลกั๋วกวงในร้านลูกเท่าไข่เป็ด ขายจินละ 5 เหมา

อีกอย่างคือสาลี่แช่แข็ง ของขึ้นชื่อแดนอีสาน จินละ 2 เหมา

ส่วนผักมีแค่ 4 อย่าง:

แตงกวา จินละ 2.5 หยวน

พริกชี้ฟ้า จินละ 2.5 หยวน

มะเขือยาว จินละ 2.5 หยวน

ขึ้นฉ่าย จินละ 2.5 หยวน

หมดแล้ว มีแค่นี้จริงๆ

ส่วนพวกผักกาดขาว มันฝรั่ง หัวไชเท้า ต้นหอม ชาวบ้านมีตุนกันทุกบ้าน แทบไม่มีใครซื้อ ขายไม่ได้ราคา

รู้ราคาตลาดแล้ว ลู่เหวยก็ยิ้มกริ่ม

หาที่ลับตาคน วาร์ปกลับไปปี 2025

ฝั่งนู้นผ่านไปคืนนึง ฝั่งนี้ผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมง

ลู่เหวยเดินไปที่บ้านคุณยายอู๋ เห็นแกกำลังง่วนอยู่หน้าเตา กลิ่นกับข้าวหอมฉุย

"คุณยายอู๋ครับ มีตาชั่งไหมครับ?" ลู่เหวยชะโงกหน้าถาม

คุณยายอู๋หันมา เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน "มีสิลูก แต่เป็นตาชั่งแบบเข็มนะ ไม่ใช่ดิจิตอลแบบพวกหนุ่มสาวเขาใช้กัน"

ลู่เหวยรีบโบกมือ "แบบเข็มสิดีครับ ดิจิตอลผมใช้ไม่เป็น"

"งั้นรอเดี๋ยว ยายไปหยิบให้"

คุณยายอู๋เดินไปที่เพิงเก็บของ สักพักก็ถือตาชั่งขัดมันวับออกมา

"อ่ะ ใช้เป็นไหม?"

"ขอบคุณครับยาย!" ลู่เหวยรับตาชั่งมา ลองชั่งน้ำหนักดู "เหมือนของที่ผมเคยใช้เลยครับ ใช้เป็น"

"ใช้เป็นก็ดีแล้ว"

คุณยายอู๋มองหลานชายยิ้มๆ "จะเอาไปทำอะไรล่ะ?"

ลู่เหวยเกาหัวเขินๆ "ก็ผักที่เก็บมาได้เยอะแยะนั่นแหละครับ... กะว่าจะลองเอาไปขายดู ขายถูกๆ ก็ยังดีกว่าปล่อยเน่าคาบ้าน"

คุณยายอู๋ถึงจะคิดว่าไม่ง่าย แต่ก็ให้กำลังใจ "ลองดูไม่เสียหายลูก ขายได้ก็กำไร ขายไม่ได้ก็ไม่ขาดทุน เพราะต้นทุนเราศูนย์หยวน"

"ครับผม เข้าใจแล้วครับ"

ลู่เหวยพยักหน้า นึกขึ้นได้ "อ้อ ยายครับ ขอยืมรถสามล้อหน่อยนะครับ"

คุณยายอู๋ชี้ไปที่มุมลาน "จอดอยู่นั่นไง เอาไปใช้เลย จะไปขายที่ไหนล่ะ?"

"กำลังจะถามยายอยู่พอดีเลยครับ แถวนี้มีที่ไหนเหมาะๆ บ้าง?"

"หน้าสวนสาธารณะทางทิศตะวันตก ตอนเย็นๆ คนเยอะมาก มีคนไปวางแผงขายของเต็มเลย ไปที่นั่นรับรองขายได้แน่" คุณยายอู๋แนะนำ

"เยี่ยมเลย! งั้นผมไปก่อนนะครับ" ลู่เหวยเข็นรถสามล้อ ขนผักขึ้นรถแล้วออกเดินทาง

คุณยายอู๋ตะโกนไล่หลัง "ระวังรถระวังรานะลูก!"

"ครับผม"

ลู่เหวยเข็นรถสามล้อไปหาที่ลับตาคน แล้ววาร์ปกลับปี 1988

จากอากาศอบอุ่นปี 25 โผล่มาเจออากาศหนาวเหน็บปี 88 เล่นเอาสั่นสะท้าน รีบคว้าเสื้อนวมในรถมาใส่ มองซ้ายขวาไม่มีคน ก็โล่งอก

เข็นรถสามล้อไปจอดหน้าห้างสรรพสินค้าที่ 2 เปิดถุงผักออก

ผักสีเขียวสดใส ตัดกับบรรยากาศหน้าหนาวที่มีแต่สีขาวกับดำ ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นที่สุด

จบบทที่ บทที่ 12 เรื่องต่อยตี

คัดลอกลิงก์แล้ว