- หน้าแรก
- ซุปเปอร์มาร์เก็ตข้ามมิติ เปิดระบบเศรษฐีแห่งยุค
- บทที่ 34 นายเองเหรอ?
บทที่ 34 นายเองเหรอ?
บทที่ 34 นายเองเหรอ?
หยางหลินนอนหลับยาวเหยียด ตื่นมาอีกทีก็ปาเข้าไปเช้าวันใหม่ ยังไม่ทันจะลุกจากเตียง เสียงตะโกนเรียกของจางเหว่ยก็ดังแว่วเข้ามา
หยางหลินหรี่ตามองจางเหว่ยที่ยืนรออยู่ข้างนอก วันนี้เจ้าตัวแต่งตัวจัดเต็ม เซตผมมาอย่างดี สวมเสื้อเชิ้ตลายดอกบาดตา สร้อยทองเส้นโตบนคอดูสะดุดตายิ่งกว่าหุ่นอ้วนกลมของเจ้าตัวเสียอีก
“เสี่ยวหยางทำไมตื่นสายขนาดนี้ วันนี้ฉันจะพาไปเลี้ยงที่ ‘จินปี้ฮุยหวง’ นะ อย่าสายล่ะ!”
พูดจบจางเหว่ยก็เดินจากไป เดินไปได้สองก้าวก็หันมาย้ำอีกรอบว่าห้ามสายเด็ดขาด
“ติดคุกไปรอบเดียว กลับใจมาถือศีลกินเจได้เลยเหรอ?” หยางหลินแค่นหัวเราะ เขาไม่เชื่อหรอก จางเหว่ยทำตัวพินอบพิเทาผิดปกติแบบนี้ ต้องมีลูกไม้อะไรซ่อนอยู่แน่ ๆ
แต่ถ้าถามว่าจางเหว่ยมีความกล้าพอจะเล่นงานเขาหนัก ๆ ไหม เต็มที่ก็คงแค่จ้างคนมาด่าในเน็ต ความสามารถมันมีแค่นั้นแหละ
ตอนแรกเขาก็ไม่ได้อยากไปหรอก แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมาแล้วสิ
ปืนพกเอาไปไม่ได้ ขืนพกไปแล้วเรื่องแดงขึ้นมา เขาเองที่จะซวย แต่โชคดีที่ยังมียาเม็ดพลังกายเพชรเหลืออยู่อีกเม็ด ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมาจริง ๆ ก็พอจะเอาตัวรอดได้
หยางหลินรีบล้างหน้าแปรงฟัน ส่องกระจกโกนหนวดเคราอย่างประณีต โกนเสร็จถึงเห็นว่าแก้มขวามีรอยยุงกัดแดงเถือกบวมเป่ง
ยุงสมัยซ่งเหนือนี่พิษแรงชะมัด!
เขาหันไปหยิบไม้ตียุงไฟฟ้าที่ยังไม่ได้แกะกล่องจากชั้นวางของมาสามอัน ยัดใส่เป้เตรียมไว้ เอาไว้รอบหน้าจะเอาติดมือไปด้วย
แต่งตัวง่าย ๆ เสร็จแล้ว หยางหลินก็ขับรถกระบะคู่ใจมุ่งหน้าสู่ ‘จินปี้ฮุยหวง’
พอลงจากรถ ก็เห็นจางเหว่ยกำลังยืนคุยกับกลุ่มวัยรุ่นอยู่ที่หน้าประตู บังเอิญว่าคนกลุ่มนั้นกว่าครึ่งดันเป็นคนหน้าคุ้น
“นั่นหยางหลินไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังขับรถกระบะส่งของอยู่อีก? เรียนจบมาตั้งกี่ปีแล้ว ทำไมชีวิตตกต่ำขนาดนี้?”
“เออว่ะ หยางหลินจริงด้วย”
สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน จางเหว่ยทำหน้างง “อ้าว? พวกแกรู้จักกันเหรอ?”
หยางหลินปรายตามอง ไม่รู้ว่าหมอนี่ไม่รู้จริงหรือแกล้งโง่
คนกลุ่มนั้นคือเพื่อนสมัยมัธยมปลายของหยางหลิน ตอนเรียนก็ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่ พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จก็แทบไม่ได้เจอกันอีกเลย
ไม่นึกว่าจะมาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้
“ได้ข่าวว่าเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตแต่เจ๊งไม่เป็นท่านี่? คนกันเองทั้งนั้น วันหลังฉันจะแวะไปอุดหนุนนะเพื่อน”
“หยางหลิน ถ้าไปไม่รอดก็มาทำกับฉันสิ มาเป็นเซลส์ลูกน้องฉัน ยังไงก็ดีกว่าอดตาย พี่จางว่าจริงไหมครับ?”
“ฉันบอกแล้วว่าเรียนเก่งไปก็เท่านั้น ดูพวกที่ได้ดีในสังคมตอนนี้สิ มีแต่พวกหลังห้องทั้งนั้นแหละ!”
จางเหว่ยดูออกทันทีว่าเพื่อนเก่ากลุ่มนี้ไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับหยางหลิน แถมยังจ้องจะเหยียบย่ำซ้ำเติมกันอีกต่างหาก
“วันนี้โลกกลมจริง ๆ ไม่นึกว่าพวกแกจะรู้จักกัน งั้นเอาอย่างนี้ ฉันเปิดห้องวีไอพีไว้แล้ว เข้าไปสนุกกันข้างในดีกว่า!”
“ได้เลยครับพี่จาง! ให้พี่จางเลี้ยงแบบนี้เกรงใจแย่เลย!”
“หยางหลิน เพิ่งเคยมาที่แบบนี้ครั้งแรกสินะ! มา ๆ เดี๋ยวฉันจะสอนงานให้...”
หยางหลินเหลือบมองจางเหว่ยแวบหนึ่ง
จางเหว่ยคิดในใจว่าสวรรค์เข้าข้างชัด ๆ
ถึงเขาจะมีแผนชั่วอยู่ในใจ แต่การที่กลุ่มเพื่อนเก่าของหยางหลินโผล่มาถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ และเขาไม่รังเกียจที่จะมีคนมาร่วมวงดูความพินาศของหยางหลินเพิ่มขึ้นหรอก
“เอาล่ะ ๆ เห็นแก่หน้าฉัน วันนี้เสี่ยวหยางเป็นแขกของฉัน พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ” จางเหว่ยพูดจาไพเราะเสนาะหู เชิญทุกคนเข้าไปข้างใน
‘จินปี้ฮุยหวง’ เป็นสถานบันเทิงชื่อดัง ค่าเปิดห้องขั้นต่ำแปดพันหยวน คนที่มาเที่ยวที่นี่ได้ถ้าไม่รวยก็ต้องมีเงินเหลือใช้ แถมยังมีพวกลูกท่านหลานเธอจากจังหวัดข้างเคียงแวะเวียนมาหาความสำราญไม่ขาดสาย
หยางหลินนั่งลงบนโซฟา ข้างกายมีเด็กสาวหน้าตาเหมือนเด็กมัธยมปลายมานั่งประกบ เธอสวมชุดวับๆ แวมๆ ราคาถูก ขัดกับใบหน้าที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง ทำให้เขารู้สึกอึดอัดบอกไม่ถูก
คนอื่น ๆ ในห้อง รวมถึงจางเหว่ย ต่างก็มีหญิงสาวมานั่งคลอเคลีย ดื่มเหล้าร้องเพลง อาศัยจังหวะไฟมืดลวนลามจับนั่นจับนี่อย่างเมามัน
หยางหลินขมวดคิ้วแน่น หันไปมองเด็กสาวที่นั่งตัวเกร็งอยู่ข้าง ๆ
หน้าตาดูเรียบร้อยขนาดนี้ ทำไมถึงมาทำงานอย่างว่าในที่แบบนี้ได้?
...
ในห้องทำงานอีกห้องหนึ่ง
มาม่าซังแต่งหน้าจัดจ้านกำลังดัดเสียงคุยโทรศัพท์ ตรงหน้าคือจอมอนิเตอร์ที่แสดงภาพกล้องวงจรปิดทุกมุมของร้าน
“คุณชายโจววางใจได้เลยค่ะ งานง่าย ๆ แค่นี้ฉันจัดการได้อยู่แล้ว นังเด็กนั่นพยศน่าดู วันก่อนเพิ่งตบหน้าแขกไปฉาดใหญ่ ถ้าทางบ้านมันไม่ร้อนเงินคงไม่ยอมมาทำงานที่นี่หรอก ฉันตกลงกับมันแล้วว่าถ้าให้ความร่วมมือ จะจ่ายโบนัสให้อีกเดือนนึง!”
“ขอแค่ไอ้แซ่หยางมันกล้าแตะเนื้อต้องตัว รับรองว่ามันจะเจอดีแน่! ถึงตอนนั้นฉันจะให้เด็กนั่นยืนยันว่าโดนลวนลาม แล้วคุณชายก็ส่งคนไปประโคมข่าว รับรองชื่อเสียงมันป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!”
“คุณชายโจววางใจเถอะค่ะ ไม่มีพลาดแน่นอน...” มาม่าซังเหลือบมองจอมอนิเตอร์ คิ้วโก่งที่เขียนมาอย่างดีเริ่มขมวดเข้าหากัน รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป
ไอ้เด็กนั่นมันทำบ้าอะไรอยู่?
...
หยางหลินกำลังชวนคุย
เหตุผลคือเมื่อกี้ตอนไฟสาดมา เขาเห็นหน้าเด็กคนนี้ชัด ๆ แล้วรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาชอบกล พอถามชื่อแซ่ ยิ่งรู้สึกคุ้นหูเข้าไปใหญ่
“ลู่ เยียนเยียน? ลู่ เกินฉวนเป็นอะไรกับเธอ?”
ลู่ เยียนเยียนที่กำลังกำชายกระโปรงแน่นด้วยความประหม่า พอได้ยินชื่อพ่อตัวเองก็สะดุ้ง “พี่รู้ชื่อพ่อหนูได้ยังไง?”
สีหน้าหยางหลินเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยังคงความสุขุมไว้ “หมายความว่า ลู่ เกินฉวนคือพ่อของเธอ?”
“พี่เป็นใครคะ?” ลู่ เยียนเยียนตัวสั่นเทา เธอมาทำงานที่นี่เพื่อหาเงินค่ารักษาพ่อ ไม่เคยคิดว่าจะมาเจอคนรู้จัก ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูพ่อ...
“จำพี่ไม่ได้เหรอ? พี่ชื่อหยางหลินไง เมื่อก่อนเราเคยเจอกัน! ตอนตรุษจีนพี่เคยตามพ่อไปเที่ยวบ้านเธอตั้งหลายครั้ง!”
ลู่ เยียนเยียนตาโตเท่าไข่ห่าน “พี่... พี่หยางหลิน?”
“พี่เอง!” พอแน่ใจว่าเป็นลู่ เยียนเยียนจริง ๆ หยางหลินก็ยิ่งรู้สึกซับซ้อนในใจ
พ่อของหยางหลินเคยเป็นทหาร พอปลดประจำการก็มาเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต พ่อมีเพื่อนทหารคนสนิทชื่อลู่ เกินฉวน ทั้งสองครอบครัวไปมาหาสู่กันอยู่เสมอแม้จะไม่บ่อยนัก เมื่อหลายปีก่อนหยางหลินเคยตามพ่อไปบ้านตระกูลลู่
แต่เวลามันผ่านไปนานมากแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงจำลู่ เยียนเยียนได้ตั้งแต่แวบแรก
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วลุงลู่ล่ะ?”
หยางหลินขมวดคิ้วมุ่น
ลู่ เยียนเยียนรู้สึกจุกในอก ความน้อยเนื้อต่ำใจพรั่งพรูออกมา น้ำตาคลอเบ้า แต่จู่ ๆ เธอก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“จริงสิ พี่หยางหลิน วันนี้พี่โดนวางงานแล้ว! พี่ต้องรีบหนีไปเดี๋ยวนี้!” เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องอย่างหวาดระแวง
“วางงาน?”
“เจ๊หลิวบอกว่ามีคนจะเล่นงานพี่ ถ้าหนูยอมร่วมมือด้วย เจ๊แกจะเพิ่มเงินเดือนให้หนูอีกเดือนหนึ่ง... หนู... หนูคิดว่าเป็นพวกตาแก่บ้ากาม เลยกะว่าจะสั่งสอนให้เข็ดแล้วก็ได้เงินเพิ่ม หนู... หนูไม่รู้ว่าเป็นพี่นี่นา!” ลู่ เยียนเยียนหน้าเสียจนเกือบร้องไห้
ใจหยางหลินกระตุกวูบ พยายามปลอบใจเธอ พร้อมกับใช้สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว
จางเหว่ยคิดไม่ซื่อจริง ๆ แต่ลำพังแค่น้ำยาอย่างจางเหว่ย จะมีปัญญาสั่งคนของ ‘จินปี้ฮุยหวง’ ได้เชียวเหรอ?
ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้
แต่ไม่ว่ายังไง ออกไปจากที่นี่ก่อนดีกว่า
“เยียนเยียน พี่จะพาเธอออกไป”
“มะ... ไม่ได้ หนูไปไม่ได้ บัตรนักเรียนกับบัตรประชาชนหนูอยู่กับเจ๊หลิว แถมหนูยังเบิกเงินล่วงหน้าไปจ่ายค่ารักษาพ่อแล้ว ถ้าหนูหนีไป พวกมันไม่ปล่อยหนูไว้แน่!”
พอนึกถึงเรื่องนี้ ลู่ เยียนเยียนก็นึกถึงเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่ง ตอนแรกเด็กคนนั้นแค่อยากหาเงินซื้อของแบรนด์เนม แต่พอรู้เบื้องหลังสกปรกโสมมของที่นี่ก็อยากจะเลิกทำ แต่ติดสัญญาทาสเลยไปไหนไม่ได้ สุดท้ายโดนซ้อมปางตาย พ่อแม่เด็กคนนั้นไปแจ้งความ แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป
ได้ข่าวว่าเด็กคนนั้นเสียอนาคตไปเลย พ่อแม่ต้องพาย้ายหนีไปอยู่ที่อื่น ไม่ได้เงินชดเชย ไม่ได้รับความยุติธรรม ชีวิตพังพินาศ!
ลู่ เยียนเยียนแค่คิดก็ตัวสั่นด้วยความกลัว เธอไม่อยากให้พี่หยางหลินเดือดร้อนไปด้วย และไม่อยากมีจุดจบแบบนั้น ยิ่งพ่อยังรอกเงินค่ารักษาอยู่ด้วย
“ลุงลู่ป่วยเหรอ?”
ลู่ เยียนเยียนพยักหน้าทั้งน้ำตา ไหล่สั่นเทาด้วยความสะอื้น
จบบท