- หน้าแรก
- ซุปเปอร์มาร์เก็ตข้ามมิติ เปิดระบบเศรษฐีแห่งยุค
- บทที่ 4 หลินอันหมายเลขหนึ่ง
บทที่ 4 หลินอันหมายเลขหนึ่ง
บทที่ 4 หลินอันหมายเลขหนึ่ง
ในช่องข้อความส่วนตัว หยางหลินกดเปิดหน้าต่างสนทนา แล้วถามอีกฝ่ายว่าสะดวกเจอกันเมื่อไหร่
อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว: วันนี้ได้เลย แต่ผมปลีกตัวออกไปไม่ได้ คุณมาหาได้ไหม? ค่ารถผมออกให้!
หยางหลินสอบถามที่อยู่คร่าว ๆ แล้วเปิดจีพีเอสดู พบว่าขับรถไปแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึง
“ได้ครับ เดี๋ยวผมเตรียมตัวแล้วจะออกเดินทางเลย แป๊บเดียวถึง!”
อีกฝ่ายส่งที่อยู่แบบละเอียดมาให้ทันที ระบุชัดเจนถึงเลขที่บ้าน
“หมู่บ้านหลินอันหมายเลขหนึ่ง?”
แค่ชื่อหมู่บ้านก็ฟังดูแพงระยับแล้ว!
แต่ก็สมเหตุสมผล คนไม่มีเงินที่ไหนจะเปย์ของขวัญระดับ ‘คาร์นิวัล’ สิบอันรวดได้ แถมยังบอกว่าเป็นแค่ค่ามัดจำอีกต่างหาก!
งานนี้กำไรเห็น ๆ ได้กระบี่มาแบบงง ๆ เล่มหนึ่ง แต่กลับมีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้
พอนึกถึงพวกหลี่ ต้ากวง ที่แต่ละคนผอมแห้งหน้าตอบ แถมยังต้องขวัญผวากับเสือร้ายมาตั้งหลายวัน หยางหลินก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาตะหงิด ๆ
ระบบส่งตัวมีระยะเวลาคูลดาวน์ยี่สิบสี่ชั่วโมง แปลว่าอีกยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างหน้าประตูมิติจะเปิดขึ้นอีกครั้ง
ถึงตอนนั้นเขาคงต้องหาของติดไม้ติดมือกลับไปเยี่ยมเยียนพวกเขาเสียหน่อย...
พอกลับมาดูที่หน้าจอไลฟ์สด ก็พบว่ายอดคนดูพุ่งไปถึงห้าพันกว่าคนแล้ว แถมยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ไลฟ์ขายของแทบตาย คนดูไม่เคยเกินร้อย... พอมีคนเปย์คาร์นิวัลตูมเดียว คนดูพุ่งมาเป็นพัน!
“ที่อยู่ที่พี่ใหญ่คนนั้นบอกมาเมื่อกี้ เหมือนจะเป็นหมู่บ้านไฮโซของเมืองหลินอันเลยนะ”
“ใช่ ๆ หมู่บ้านนั้นแหละ ลูกค้าฉันคนหนึ่งก็อยู่ที่นั่น รวยระดับร้อยล้าน!”
“นี่ฉันพลาดอะไรไปหรือเปล่า พี่ใหญ่คนเมื่อกี้ชื่อไอดีอะไรนะ?”
“สตรีมเมอร์รวยเละแล้ว จะเปิดทำไมซูเปอร์มาร์เก็ต รีบไปเกาะขาพี่เขาแน่น ๆ เลยไป!”
“สตรีมเมอร์อย่าไปจำกัดเพศให้มากนัก จะได้ไม่ต้องลำบาก สบายไปอีกห้าสิบปี นี่แหละสำคัญสุด!”
“นั่นสิ เกิดเป็นอาซ้อรุ่นใหญ่ใจป๋าล่ะ?”
“ใช่ ใครบอกว่าต้องเป็นผู้ชายถึงจะรวย?”
คอมเมนต์คุยกันสนุกปาก หยางหลินเองก็อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง
“อีกฝ่ายเป็นพี่ผู้ชายครับ เดี๋ยวลงไลฟ์แล้วผมจะเอาของไปส่งให้”
สิ้นเสียง ห้องไลฟ์สดก็เดือดขึ้นมาอีกรอบ
“จะไปจริงดิ? ไม่ใช่พวกแก๊งต้มตุ๋นนะ สตรีมเมอร์ระวังโดนจับไปขาย!”
“แก๊งต้มตุ๋นที่ไหนจะเปย์คาร์นิวัลสิบอัน! ถ้ามีจริงมาหลอกฉันนี่มา!”
“ฉันดวงแข็ง มาหลอกฉันเถอะ!”
“หลบไป ผมฉี่เหลือง ขอฉี่เรียกสติคอมเมนต์บนหน่อย!”
หยางหลินไล่อ่านคอมเมนต์อย่างรวดเร็ว พบว่ามีคนเรียกร้องให้ไลฟ์สดตอนไปส่งของด้วย
“ผมขับรถไปหลินอันใช้เวลาชั่วโมงนึง ทางฝั่งหลินอันมีการจำกัดทะเบียนรถเข้าพื้นที่ด้วย กว่าจะไปถึงบ้านพี่ชายท่านนั้นก็น่าจะชั่วโมงกว่า ๆ ระหว่างทางไม่มีอะไรน่าดูหรอกครับ ขอไม่ไลฟ์นะ เอาไว้มีอะไรคืบหน้าจะมาเล่าให้ฟังในไลฟ์ครั้งหน้าครับ!”
“อย่าสิ อยากเห็นหมู่บ้านเศรษฐีร้อยล้านอะ!”
“พุ่มไม้ในสวนหย่อมหมู่บ้านนั้นทำจากทองคำรึเปล่า? สตรีมเมอร์แอบเด็ดกลับมาสักต้นสิ เปิดหูเปิดตาพวกเราหน่อย”
“ตอนเรียนอยู่ที่หลินอันฉันเคยผ่านหมู่บ้านนี้ทีหนึ่ง สาบานกับตัวเองไว้เลยว่าเรียนจบแล้วต้องไปสมัครเป็นรปภ.ที่นั่นให้ได้!”
“...”
หยางหลินอยู่คุยเล่นในไลฟ์อีกสักพักก็กดปิดไลฟ์ ดูเวลาแล้วเริ่มจะเย็นมากแล้ว ขืนไม่ออกเดินทางตอนนี้เดี๋ยวฟ้ามืด จะขับรถขึ้นทางด่วนลำบาก
เขาคว้าหนังสือพิมพ์มาห่อกระบี่อย่างลวก ๆ แล้วพันด้วยเทปกาวใสจนแน่นหนา มั่นใจว่าตัวกระบี่จะไม่โผล่ออกมา แล้วจึงปิดไฟในร้าน ทันทีที่ล็อกกุญแจประตูม้วนเสร็จ ก็เห็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตข้าง ๆ มายืนอยู่ที่หน้าประตู
หยางหลินทำเป็นมองไม่เห็น กะว่าจะขึ้นรถขับออกไปเลย แต่ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะเดินเข้ามาหาเรื่องเอง
“เสี่ยวหยาง นี่เพิ่งจะกี่โมงกี่ยาม จะรีบปิดร้านไปไหน?”
จางเหว่ย ชายร่างท้วมเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน พอเห็นหยางหลินไม่สนใจ ก็ยิ่งได้ใจพูดต่อ
“ฉันก็รู้นะว่าร้านแกขายไม่ดี แต่จะทำตัวปล่อยจอยแบบนี้มันใช้ไม่ได้นะเสี่ยวหยาง ไม่ใช่ลุงอยากจะว่าแกหรอกนะ แต่พ่อแม่แกทิ้งสมบัติไว้ให้แค่นี้ เอามาผลาญเล่นแบบนี้มันไม่ดีเลย”
“อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ร้านก็อยู่ติดกันแท้ ๆ ร้านฉันยอดขายเดือนนึงมากกว่าแกตั้งกี่เท่า ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็เชื่อลุงเถอะ เซ้งร้านนี้ให้ลุง...”
หยางหลินวางกระบี่ไว้ที่เบาะข้างคนขับ ตรวจสอบความปลอดภัยเรียบร้อย แล้วจงใจกระแทกประตูปิดเสียงดัง ปัง!
ร่างอ้วนฉุของจางเหว่ยสะดุ้งโหยงเพราะเสียงดังสนั่น กำลังจะอ้าปากด่า ก็ต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับสายตาของหยางหลินที่มองลงมาจากรถ
“ลุงจาง หลบหน่อยสิ”
หยางหลินคาบบุหรี่ไว้ในปาก ชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างรถ ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย จากนั้นไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว เหยียบคันเร่งมิดจนเครื่องยนต์คำรามลั่น ทำเอาจางเหว่ยตกใจกระโดดถอยหลังกรูด
ท่าทางทุลักทุเลนั่นดูตลกพิลึก หยางหลินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นแฝงแววเย้ยหยันอยู่หลายส่วน
“ไอ้เด็กนี่ พูดด้วยดี ๆ ไม่กี่คำ ทำไมต้องจะขับรถชนคนด้วย!” จางเหว่ยใจหายวาบ ยืนด่าทอไล่หลังไป
“ไม่ได้ขับนาน ฝีมือตกไปหน่อย” หยางหลินหัวเราะร่า ขับรถพุ่งออกไป
นอกหน้าต่างรถ ตึกรามบ้านช่องและทิวทัศน์เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว หยางหลินจับพวงมาลัยแน่น แต่อารมณ์กลับไม่ได้เบิกบานเหมือนเมื่อครู่
ตอนที่พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เขาเพิ่งจะเรียนจบมหาวิทยาลัย กำลังสะบักสะบอมกับคลื่นการว่างงานของเด็กจบใหม่ จู่ ๆ ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวร้าย ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า
ภาพสถานที่เกิดเหตุ เศษซากรถกระจัดกระจาย พ่อกับแม่นอนนิ่งอยู่ที่นั่น ไร้ลมหายใจ
หลังจากนั้นในช่วงเวลาที่เขาเจ็บปวดที่สุด จางเหว่ยที่รู้ข่าวก็รีบแจ้นมา อ้างว่าจะมาส่งวิญญาณสองผู้เฒ่าเป็นครั้งสุดท้าย แต่พออ้าปากพูดคำแรกก็คือจะขอเซ้งซูเปอร์มาร์เก็ต
ร้านนั้นคือหยาดเหงื่อแรงงานทั้งชีวิตของพ่อแม่ แต่จางเหว่ยกลับคิดจะฮุบไปทั้งหมดด้วยเงินแค่แสนเดียว
เหตุการณ์ตอนนั้นเขาจำรายละเอียดได้ไม่ชัดเจนนัก เหมือนความทรงจำพยายามจะเลือนภาพความเจ็บปวดนั้นทิ้งไป แต่ความรู้สึกตอนที่เขาคว้ามีดไล่ตะเพิดจางเหว่ยออกไปจากหน้าศพพ่อแม่นั้น เขายังจำได้แม่นยำ
รถแล่นขึ้นทางด่วน เสียงดีเจรายการวิทยุดังคลอเบา ๆ ช่วยดึงสติเขากลับมา
“ไม่รู้ว่ากระบี่เล่มนี้จะขายได้เท่าไหร่นะ” หยางหลินชำเลืองมองเบาะข้างคนขับ ในใจคำนวณตัวเลขคร่าว ๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เข้าเขตเมืองหลินอัน จีพีเอสแจ้งเตือนว่ามีการจำกัดป้ายทะเบียนรถ ไม่สามารถขับไปถึงจุดหมายได้โดยตรง หยางหลินเลยต้องหาที่จอดรถ แล้วเรียกแท็กซี่ต่อไปยังหมู่บ้านหลินอันหมายเลขหนึ่ง
“พ่อหนุ่ม ไปทำอะไรแถวนั้นล่ะ? ที่นั่นราคาบ้านแพงหูฉี่เลยนะ!” คนขับแท็กซี่ชวนคุยแก้เบื่อ
“มีลูกค้ารออยู่ที่นั่นครับ!”
“อ๋อ เป็นเซลส์ขายของนี่เอง!” คนขับดูจะหมดความสนใจทันที ก่อนจะเริ่มโชว์สกิลตีนผี
รถแท็กซี่ซิ่งด้วยความเร็วสูงตลอดทาง แต่พอเจอทางม้าลายก็เบรกหัวทิ่มหัวตำอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กว่าจะถึงหลินอันหมายเลขหนึ่ง หยางหลินก็แทบจะอาเจียนออกมา
“พ่อหนุ่ม ห้าสิบสองหยวน! เอาใบเสร็จไหม?”
“...ไม่เอาครับ”
หยางหลินคลานลงจากรถแท็กซี่อย่างหมดสภาพ ยืนพักหายใจอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะหายคลื่นไส้ พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าแค่ซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้านก็สร้างไว้อลังการงานสร้างราวกับพระราชวัง
เวลานั้น ที่ป้อมยามมีชายวัยกลางคนกับชายชราคนหนึ่งกำลังเดินเข้าไปพอดี ชายชราท่าทางภูมิฐาน ดูเป็นผู้มีความรู้ทรงภูมิปัญญา
จบบท