- หน้าแรก
- สามีดวงซวยกับเจ้าก้อนแป้งนำโชค
- ตอนที่ 59 – ไม่รู้หน้าตาตัวอักษร
ตอนที่ 59 – ไม่รู้หน้าตาตัวอักษร
ตอนที่ 59 – ไม่รู้หน้าตาตัวอักษร
หลังมื้อเย็น ก่อนอาทิตย์จะตกดิน ชิงเหมียวกลับมาที่เรือนพัก หาเศษกิ่งไม้มานั่งขีด ๆ เขียน ๆ บนพื้นดิน
"ทำอะไรน่ะ?" ไฉ่อวี้กลับมาเห็นชิงเหมียวนั่งยอง ๆ อยู่หน้าห้อง เลยเดินเข้ามาดู แต่ก็ดูไม่ออกว่าคืออะไร
"วันนี้ข้าตามคุณหนูใหญ่ไปเรียนที่เรือนชิงเฟิง ได้ยินศัพท์แสงวิชาการมาตั้งเยอะ"
ชิงเหมียวพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดนิด ๆ "เสียดายข้าไม่มีหนังสือ ถึงท่องจำได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวอักษรหน้าตามันเป็นยังไง"
ที่นางเขียนบนพื้นตอนนี้ มันเลยดูเหมือนไก่เขี่ยไปหมด
"เจ้าอยากเรียนหนังสือเหรอ?" ไฉ่อวี้ถามอย่างแปลกใจ ตัวนางเองก็อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ปกติสาวใช้ที่จะรู้หนังสือก็มีแค่พวกระดับหัวหน้าหรือคนสนิทเจ้านายที่ต้องทำบัญชีเท่านั้น
"ใช่เจ้าค่ะ โอกาสดีขนาดนี้ อาจารย์จางสอนดีมาก ข้าไม่ได้อยากรู้ลึกซึ้งอะไรมาก แค่พออ่านออกเขียนได้บ้างก็พอ" ชิงเหมียวพูดลอย ๆ ในหัวครุ่นคิดหาวิธีเรียนรู้
"แต่จะเรียนไปทำไม? คุณหนูใหญ่มีพี่หงอวี้กับพี่โม่ถงอยู่แล้ว ต่อให้แต่งงานไป สองคนนั้นก็ตามไปด้วย เจ้าเรียนไปก็ไม่ได้ใช้หรอก อีกอย่าง การเรียนหนังสือมันยากจะตาย"
ไฉ่อวี้ตบอกตัวเอง แค่นึกถึงตัวอักษรยิบย่อยเวลาจัดชั้นหนังสือ นางก็ตาลายแล้ว ทุกคนรู้ว่าการเรียนเป็นสิ่งดี แต่ไฉ่อวี้เข็นไม่ขึ้นจริงๆ
พ่อนางเป็นบ่าวในเรือน พอจะรู้หนังสือบ้าง เคยพยายามสอนลูกๆ ตอนเด็ก แต่ไฉ่อวี้จำไม่ได้เลย จนป่านนี้เขียนได้แค่ชื่อตัวเอง
"ข้าไม่ใช่บ่าวเกิดในเรือน ถึงวัยออกเรือนที่บ้านคงไถ่ตัวกลับไป คนทำนาหาโอกาสเรียนหนังสือยาก พอตอนนี้ได้รับความเมตตาจากเจ้านาย มีโอกาสได้เรียน ข้าก็อยากเรียนติดตัวไว้บ้าง เผื่อกลับไปสอนน้อง ๆ ได้"
ชิงเหมียวไม่ได้บอกเหตุผลหลักที่อยากทำธุรกิจหลังออกจากจวน เหตุผลที่ยกมาดูจะเข้าใจง่ายและยอมรับได้มากกว่าสำหรับคนอื่น
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง พ่อข้าก็บอกว่าคนธรรมดารู้หนังสือไว้บ้างก็ดี อย่างน้อยเวลาออกไปข้างนอกจะได้ไม่โดนหลอก" ไฉ่อวี้พยักหน้าเห็นด้วย
"ที่บ้านจะไถ่ตัวเจ้ากลับไปหรือ?" นี่เป็นครั้งแรกที่ไฉ่อวี้ได้ยินเรื่องนี้ นางเป็นบ่าวในเรือน พี่น้องทุกคนก็ทำงานในจวน อนาคตคงแต่งงานกับบ่าวชายในจวนสักคน
ชิงเหมียวพยักหน้า "ใช่เจ้าค่ะ"
"ก็ดีนะ ข้าคงต้องอยู่ในจวนไปตลอดชีวิต ถ้าเจ้าออกไป การรู้หนังสือมีประโยชน์มากจริง ๆ แต่ข้าไม่ชอบเรื่องพวกนี้ พ่อข้าแทบกระอักเลือดกว่าข้าจะจำชื่อตัวเองได้"
ไฉ่อวี้ย่อตัวลงข้างชิงเหมียว แย่งกิ่งไม้มาเขียนชื่อตัวเองบนพื้นอย่างบรรจง
"นี่ชื่อข้า 'หวังไฉ่อวี้'"
เขียนเสร็จ นางก็เงยหน้ายิ้มให้ชิงเหมียว
"สวยจัง... การอ่านออกเขียนได้นี่มันดีจริง ๆ" ชิงเหมียวจ้องมองตัวอักษรสามตัวนั้นเขม็ง พยายามจำให้ขึ้นใจ
"เมื่อกี้เจ้าบอกว่าไม่มีหนังสือ แต่จำสิ่งที่อาจารย์จางสอนได้หมดเลย?"
ไฉ่อวี้ถามอย่างครุ่นคิด
"ใช่เจ้าค่ะ ความจำข้าดี จำได้เกือบหมด แต่จับคู่เสียงกับตัวหนังสือไม่ได้ ไม่รู้หน้าตามันเป็นยังไง"
ชิงเหมียวเกาหัวแกรก ๆ อย่างจนปัญญา
"ง่ายนิดเดียว ทำไมไม่ฝากคนไปซื้อหนังสือล่ะ? แล้วเอามาเปิดเทียบดูทุกวันหลังเลิกเรียน"
"ซื้อหนังสือ?" ชิงเหมียวเงยหน้ามองอย่างตกตะลึง
ไฉ่อวี้พูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ "ใช่สิ มีปัญหาอะไร? ตอนนี้เจ้าก็มีเงินแล้วนี่ ซื้อหนังสือเรียนเล่มเดียวไม่กี่ตังค์หรอก"
ดวงตาของชิงเหมียวค่อย ๆ สว่างวาบขึ้น นางทิ้งกิ่งไม้แล้วหัวเราะร่า "จริงด้วย! ทำไมข้าคิดไม่ออกนะ? ได้ยินอาจารย์จางบอกว่ากำลังสอน 'ซานจื้อจิง' เดี๋ยวข้าฝากคนไปซื้อมาสักเล่ม แล้วให้พี่หงอวี้ช่วยชี้แนะสักหน่อย ข้าก็น่าจะแกะเองได้แล้ว!"
ไฉ่อวี้พยักหน้า "เห็นไหม ปัญหาแค่นี้เอง บางทีเจ้าก็คิดมากไป"
ชิงเหมียวจับมือไฉ่อวี้อย่างดีใจ "ข้ามาจากบ้านนอก ลึก ๆ แล้วข้าคงคิดว่าการเรียนหนังสือเป็นเรื่องไกลตัว เกินเอื้อม เลยไม่กล้าแม้แต่จะคิดเรื่องควักเงินซื้อหนังสือ"
พูดไปขอบตาชิงเหมียวก็แดงเรื่อ บางทีจิตใต้สำนึกนางอาจจะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับสิ่งที่ปัญญาชนหรือคนรวยเขาทำกัน
"อย่าร้องไห้สิ แก้ปัญหาได้แล้วไม่ใช่เหรอ? เบี้ยหวัดเจ้าก็มี อาจจะซื้อพู่กันกระดาษหมึกอย่างดีไม่ได้ แต่ของเกรดธรรมดาเจ้าซื้อไหวแน่นอน พอจำตัวอักษรได้ ค่อยหัดเขียนทีหลังก็ได้"
ไฉ่อวี้โตมาในจวนคนรวย เห็นความฟุ้งเฟ้อมาจนชิน นางเลยไม่ได้มองว่าเครื่องเขียนเป็นของวิเศษเกินเอื้อมอะไรขนาดนั้น
ชิงเหมียวตั้งสติ "ขอบคุณพี่ไฉ่อวี้ที่ช่วยเตือนสติเจ้าค่ะ ไม่งั้นข้าคงโง่งมไปอีกนาน ที่แท้ประสบการณ์ในหมู่บ้านมันก็จำกัดความคิดข้าไว้จริง ๆ"
"ไม่เป็นไรหรอก แค่วันหลังเอาของอร่อยมาฝากข้าอีกก็พอ"
"ได้เลยเจ้าค่ะ พี่ไฉ่อวี้อยากกินอะไร ข้าจัดให้หมด!"
คืนนั้น ชิงเหมียวนอนลืมตาโพลงจ้องเพดาน นอนไม่หลับ
นางเพิ่งตระหนักถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับคนอย่างไฉ่อวี้ เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เห็นและได้ยินมาตั้งแต่เด็ก มันอาจไม่เห็นชัดในชีวิตประจำวัน แต่พอเจอปัญหา วิธีคิดและวิธีแก้มันต่างกัน
ก่อนเข้าจวน นางสาละวนอยู่กับงานบ้านงานนา เพื่อน ๆ ในวัยเดียวกันก็เหมือนกัน นอกจากลูกคนรวยไม่กี่คนในหมู่บ้านที่ได้เรียน ที่เหลือทำนากันมาชั่วลูกชั่วหลาน ไม่ค่อยคิดเรื่องอื่น แค่ทำนายังไงให้ได้ข้าวเยอะ ๆ ก็หมดเวลาชีวิตแล้ว
แค่หาเช้ากินค่ำก็หมดแรง จะเอาเวลาที่ไหนไปฝันเรื่องเรียนหนังสือ ถ้าไม่ได้เข้าจวน นางคงไม่กล้าฝันว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสรู้หนังสือ
แต่ไฉ่อวี้ต่างออกไป แม้จะเป็นบ่าวไพร่ (ซึ่งศักดิ์ต่ำกว่าชาวบ้านที่มีทะเบียนราษฎร์) แต่เติบโตมาในจวนขุนนาง เห็นโลกกว้างกว่าสาวชาวนาอย่างนางมาก นี่คืออิทธิพลของสภาพแวดล้อม
วินาทีนี้ ชิงเหมียวตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า การพาครอบครัวออกจากหมู่บ้านคือสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าขลุกอยู่แต่ในหมู่บ้านสกุลเหริน ชีวิตก็คงวนเวียนอยู่แค่นั้น มองเห็นจุดจบตั้งแต่จุดเริ่มต้น ลูกหลานเหลนโหลนก็คงก้มหน้าขุดดินหากินกันต่อไป ยากที่จะลืมตาอ้าปาก
โดยเฉพาะครอบครัวนางที่จนกรอบ ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสีย ทำไมไม่ลองเสี่ยงดวงในเมืองดู? ขอแค่ปูทางให้ลูกหลานได้ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่า
ชิงเหมียวไม่อยากให้ลูกหลานในอนาคตต้องลำบากเหมือนนางตอนเด็ก... รสชาติของความจนมันขมขื่นเกินไป