- หน้าแรก
- เริ่มต้นทะลุมิติมาเป็นรูปสลักเทพ ฉันถูกยกให้เป็นเทพหญิงในปีทุพภิกขภัย
- บทที่ 11 มุ่งมั่นสร้างร่างทองคำ!
บทที่ 11 มุ่งมั่นสร้างร่างทองคำ!
บทที่ 11 มุ่งมั่นสร้างร่างทองคำ!
“ท่านแม่ วันนี้เราจะกินอะไรกันหรือเจ้าคะ” เด็กหญิงสองคนจ้องมารดาอย่างรอคอย หลินอันเหนียงมองบ้านที่ว่างเปล่าก็เข้าใจปัญหา แม้ว่าคนตระกูลหลินทุกวันนี้จะไม่กล้าเข้ามาก่อกวน หรือมากดขี่นางกับลูกสาวอีกต่อไป แต่นางแม่ลูกกลับยากจนปานนี้ ถึงกับไม่มีข้าวประทังท้องเสียด้วยซ้ำ
“ซิ่วซิ่วกับจูเอ๋อร์ คอยอยู่ที่นี่ แม่จะนำของกินมาให้เดี๋ยวนี้” หลินอันเหนียงไม่คิดเกรงใจคนตระกูลหลินแม้แต่น้อย อาศัยช่วงที่ฝ่ายนั้นกำลังโกลาหล ก็ตรงเข้าครัว ตักข้าวสารหุงเป็นข้าวต้มจนเหนียวหอม แล้วทอดขนมแผ่นใส่น้ำมันต้นหอมสามแผ่น แต่ละแผ่นม้วนไข่ไก่ที่เจียวจนส่งเสียงฉี่ฉ๋าไว้หนึ่งฟอง
เมื่อแม่เฒ่าหลินเห็นเข้าก็เหมือนฟ้าจะถล่ม หากมิใช่ยังหวั่นอานุภาพจากเรื่องก่อนหน้านี้ เกรงว่าคงกระโจนเข้ามาแล้ว
“โธ่เอ๊ย! นังหญิงผู้นี้! หยิบเสบียงไปมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งยังหยิบไข่ไปตั้งสามฟอง สิ้นเปลืองข้าวปลายิ่งนัก!”
ไข่ไก่แต่ละใบในบ้านล้วนมีนับจำนวน แม่เฒ่าหลินจะเก็บไว้ให้ลูกชายและหลานชายก่อน แล้วค่อยแบ่งให้ผู้เฒ่าหลินบ้าง แม้แต่นางเองยังไม่ค่อยกล้ากินอยู่มื้อหนึ่ง แต่นี่ถูกหยิบไปทีเดียวสามฟอง นางแทบคลั่งเสียให้ได้
"นังแก่บ้า หากกล้าเข้ามาใกล้กว่านี้อีกก็ลองดูสิ" หลินอันเหนียงโยนมีดหินในมือลงบนเขียง และไม่นานมีดก็ตั้งตรงอยู่บนนั้น นี่ยังเป็นการออกแรงอย่างคุมไว้ หากมิใช่ อย่าว่าแต่เขียง แม้แต่เตาไฟด้านล่างเกรงว่าจะพังลง
แม่เฒ่าหลินพลันเหมือนไก่ที่ถูกบีบคอ ไม่อาจส่งเสียงได้ นางทำได้เพียงถลึงตาอยู่ตรงนั้น
หลินอันเหนียงกระแทกเสียงในลำคอ รอจนข้าวต้มข้นเหนียวดีแล้ว ตักเอาออกจนหมดหม้อ ไม่ได้ทิ้งแม้สักเม็ด เมื่อก่อนลูกสาวของนางต้องซดแต่น้ำต้มใสที่แทบไม่เห็นเม็ดข้าว วันนี้ก็ปล่อยให้คนตระกูลหลินซดน้ำข้าวใสนั่นแหละ นางหมุนตัวออกจากห้องครัว โดยไม่ชายตามองแม่เฒ่าหลินที่กลอกตาทำท่าจะเป็นลม
“ท่านแม่ วันนี้มีของกินมากมายเลย” เมื่อกลับถึงกระท่อม หลินซิ่วกับหลินจูดีใจมาก
หลินอันเหนียงเห็นแล้วน้ำตารื้น แต่ก่อนนางก็เคยใช้ชีวิตในบ้านคนมั่งคั่ง ไม่นึกเลยว่าลูกของตนจะดีใจเพียงเพราะมีข้าวต้มขาวหนึ่งชาม
“ลูกเอ๋ย พรุ่งนี้เราจะหาไม้มาก่อเรือนใหม่ ต่อไปพวกเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้น”
“แต่จำไว้ให้ดี ชีวิตดีๆพวกนี้ล้วนเป็นเพราะเทพธิดาแห่งขุนเขา ทุกสองสามวันพวกเราต้องขึ้นเขาไปกราบคารวะท่าน”
หลินอันเหนียงยังไม่ลืมความรู้สึกประหลาดในวันนั้น เป็นเทพธิดาแห่งขุนเขาที่พลิกชะตาของนาง! หากมิใช่ ความฝันในคืนนั้นคงจางหายไป แล้วนางจะกลับไปเป็นเช่นเดิม ยอมตรากตรำก่นด่ารับใช้คนตระกูลหลินอย่างไร้ที่สิ้นสุด
หลินซิ่วและหลินจูกินขนมแผ่นไข่น้ำมันอย่างเอร็ดอร่อยไป พลางพยักหน้าไป เมื่อกินเสร็จ หลินอันเหนียงล้างถ้วยชามเรียบร้อย วางไว้บนโต๊ะเตี้ยๆ
“อันเหนียง อันเหนียง เจ้าอยู่หรือไม่”
“อันเหนียง ก่อนหน้านี้พวกข้าเห็นของในบ้านเจ้ามีน้อย เลยเอาของมาฝาก”
เสียงของบรรดาอาสะใภ้ดังอยู่หน้าประตู เหล่านี้เป็นกลุ่มเดียวกับที่ไปชะเง้อดูเรื่องของตระกูลหลิน พอกลับไปทำอาหารเสร็จยังแทบไม่ทันกิน ก็รีบเร่าออกมาแล้ว ก็เพราะสะใภ้สามแห่งตระกูลหลินเปลี่ยนไปมาก กำลังวังชาน่าหวาดหวั่น ถึงขั้นเดินกร่างไปทั่วหมู่บ้านได้ทั้งแถบ
ดูคนตระกูลหลินเป็นตัวอย่าง แต่ก่อนแม่เฒ่าหลินขึ้นชื่อว่าใจร้าย ทำให้หลานหญิงสองคนผอมจนเหมือนกิ่งไม้ไหวเพียงพริบตาเดียวก็ปลิวได้ แต่ดูยามนี้สิ! ผู้ใดยังจะกล้ารังแกบ้านสามได้
หากพวกนางมีเรี่ยวแรงเช่นนี้บ้าง จะต้องกลัวอันใด ประตูไม้ส่งเสียง ครืดดด...กระท่อมถูกเปิดออก เป็นหลินอันเหนียงที่มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย เชิญเข้ามาก่อนเถิด”
บรรดาเหล่าสะใภ้ทยอยเข้ามา แม้พื้นที่คับแคบก็ยังยิ้มแย้ม
“อันเหนียง นี่เป็นน้ำตาลม่ายหยาถัง (น้ำตาลมอลต์) ที่บ้านข้าทำเอง หวานยิ่งนัก เอาไว้ให้ซิ่วซิ่วกับจูเอ๋อร์กินเล่น”
อาสะใภ้ฮวาพูดพลางยัดแท่งน้ำตาลม่ายหยาถังสองแท่งใส่มือหลินซิ่ว คนอื่นๆก็หยิบของเล็กๆ น้อยๆ มาด้วย ล้วนใช้ประโยชน์ได้จริง หลินอันเหนียงถอนใจ จูงมืออาสะใภ้ฮวานั่งบนเตียง
“พี่ฮวา มิใช่ว่าข้าไม่อยากบอก เพียงแต่กลัวว่าใครๆ จะไม่เชื่อเท่านั้น”
“จะไม่เชื่อได้อย่างไร เจ้าเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ คนตาดีใครจะมองไม่เห็น”
“จริงของเจ้า อันเหนียงแต่งมาอยู่หมู่บ้านเราก็ไม่เคยโกหก คุณธรรมของเจ้าพวกเราจะไม่รู้หรืออย่างไร”
บรรดาเหล่าสะไภ้พากันพูดเจื้อยแจ้ว หลินอันเหนียงมองคนตรงหน้าทีละคน แล้วกล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านั้น ข้าจวนตัวจนไร้หนทาง ซิ่วซิ่วจึงพาจูเอ๋อร์ไปวิหารเทพแห่งขุนเขา หาได้คาดคิดว่าจะพบเทพธิดาแห่งขุนเขาผู้เมตตา”
นางเรียกทุกคนเข้ามาใกล้ แล้วเล่าเรื่องไก่ย่างด้วยเสียงเบา เหล่าสะใภ้เบิกตากว้าง หลายคนกลั้นลมหายใจ
“โอ้โห! ที่แท้ไก่ย่างที่แม่เฒ่าหลินอยากแย่งนั้น เป็นของที่เทพธิดาแห่งขุนเขาประทาน หากถูกนางแย่งไปคงน่าเสียดายยิ่งนัก” อาสะใภ้ฮวาตื่นเต้นจนไม่รู้จะพูดอะไร
ผู้คนอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ต่างก็รู้เรื่องที่ตระกูลหลินทำกันในเช้าวันนี้ เดิมทีคิดว่าไม่น่ามีอันใดนัก มาตอนนี้แต่ละคนอยากตบหน้าตนเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด ควรจะรีบไปเสียแต่แรก บางทีอาจได้รู้เรื่องวิหารเทพแห่งขุนเขาตั้งนานแล้ว
“หากพวกท่านอยากไปคารวะจริง ก็ไปกับข้าในวันพรุ่งนี้เถิด”
“แต่ต้องบอกก่อน วิหารเทพแห่งขุนเขาอยู่บนเขารกร้าง ทางขึ้นมีอันตรายยิ่งนัก หากพวกท่านไม่มีใจเด็ดเดี่ยว ก็ไม่จำเป็นต้องไปหรอก”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น บรรดาเหล่าสะใภ้ก็ลำบากใจขึ้นมา เขารกร้างย่อมมีภัย แม้แต่ชายฉกรรจ์ยังไม่กล้าขึ้นไป พวกนางขึ้นไปแล้วหากมีอันใดเกิดขึ้นเล่า!
…...................................
ภายในวิหารร้าง อวี๋ลั่วเห็นเหตุการณ์แล้วก็กำลังคิดเช่นเดียวกัน จากเส้นทางที่หลินอันเหนียงผ่าน นางก็เห็นตำแหน่งของวิหารร้างโดยประมาณ ที่นั่นคือยอดเขาที่สูงที่สุด เชื่อมติดต่อกับแนวเขาโดยรอบ ตลอดทางมีสัตว์ป่ามากไม่น้อย หากมิใช่เด็กหญิงทั้งสองโชคดี และหลินอันเหนียงมีแรงมหาศาลจากไก่ย่าง คงยากจะขึ้นลงได้โดยปลอดภัย
ใช่ว่าจะให้หลินอันเหนียงคุ้มกันผู้คนตลอดไป ตำแหน่งวิหารนี้ลำบากนัก อยู่สูงและเปลี่ยวเกินไป หากอยู่ตีนเขาก็คงไม่เงียบเหงาถึงเพียงนี้
“ระบบ ระบบ เจ้าออกมาเร็ว” อวี๋ลั่วปลุกระบบที่กำลังจำศีล แล้วเล่าเรื่องให้ฟัง
ระบบฟังจนจบแล้วหาวหนึ่งครั้ง “[เรื่องนี้ง่ายยิ่งนัก หากเป็นผู้ศรัทธาที่มอบค่าศรัทธาแก่โฮสต์ โฮสต์ย่อมสามารถตอบแทนสิ่งของแก่นางได้]”
[รอให้หลินอันเหนียงนำคนมา แล้วมอบใบไม้ให้คนละใบ หลังจากนั้นเมื่อคนเหล่านั้นขึ้นเขามา สัตว์ป่าก็จะไม่ทำอันตรายผู้ศรัทธาของโฮสต์]
[แต่อย่าลืมว่ามีข้อแม้ ผู้คนเหล่านั้นห้ามตั้งใจทำร้ายสัตว์ป่าในเขา]
อวี๋ลั่วได้ฟังแล้วพึงใจนัก หากผู้คนขึ้นลงเขาได้อย่างปลอดภัย ต่อไปย่อมมีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้น เมื่อถึงคราวนั้นนางก็จะมีผู้คนศรัทธามากขึ้นตาม
“แล้วข้าจะเด็ดใบไหนก็ได้ใช่หรือไม่” อวี๋ลั่วนึกถึงไก่ย่างครานั้น
[แน่นอน] ระบบตอบโดยไม่ลังเล
…………………..
ทางด้านหมู่บ้าน เหล่าสะใภ้ยังลังเลอยู่ ฝ่ายสะใภ้รองของตระกูลจางกลับตบเข่าหนึ่งฉาด
“ยากอะไรเล่า ถึงเวลานั้นให้จางจิ่วฉงกับอู่เต๋อยุ่นพาบุรุษหนุ่มในหมู่บ้านไปด้วยสักคนสองคนไปด้วยก็ได้มิใช่หรือ”
“แถมอันเหนียงก็แข็งแกร่งมาก พวกเจ้าจะไม่เชื่อพละกำลังของนางหรืออย่างไร”
สะใภ้รองตระกูลจางแต่เดิมไม่ค่อยออกจากบ้าน แต่วันนี้พอลูกชายอ้อนวอนอยู่พักใหญ่ นางจึงจำใจตามมาด้วย ทว่าในใจนางก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่าจะมีเรื่องมหัศจรรย์เพียงนี้จริงหรือ นางเคยเป็นสาวใช้ในบ้านคนมั่งคั่ง นึกว่าตนเห็นอะไรมามากแล้ว แต่ไม่เคยได้ยินตำนานเช่นนี้มาก่อน ว่าศรัทธาเทพแห่งขุนเขาแล้วมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี อย่างน้อยก็กลับไปตอบลูกชายได้ หากเขาอยากไปวิหารเทพแห่งขุนเขาจริงก็ให้ตามไปเถิด
“ตกลง พวกท่านมาหาข้าในพรุ่งนี้ยามเช้า ข้าจะพาลูกๆขึ้นเขาไปฟันต้นไม้ด้วย”
ส่วนจะโค่นต้นไม้ไปทำอะไร ย่อมเพื่อสร้างเรือนหลังใหม่ พอแยกเรือนแล้ว นางก็จะเริ่มลงมือ
เมื่อส่งเหล่าสะใภ้กลับไป หลินอันเหนียงมองไปยังเรือนข้างเคียง
เรือนใหญ่ของตระกูลหลินถูกปิดด้วยแผ่นไม้แผ่นใหญ่ เห็นทีเจ้ารองคงออกไปทำงาน แต่แผ่นไม้นั้นยังมีช่องโหว่อยู่หลายจุด ลมพัดหวีดหวิวเข้าไปไม่หยุด ดูท่ายามค่ำคืนผู้เฒ่าทั้งสองคงลำบากไม่น้อย แต่สิ่งนี้เกี่ยวอันใดกับนาง เมื่อก่อนคนตระกูลหลินไล่นางกับสามีและลูกสาวสองคนให้อยู่ในกระท่อมผุพัง ยังไม่เห็นนางตัดพ้อแต่อย่างใด
หลินอันเหนียงปิดประตูลงอย่างไร้อารมณ์ หยิบคมมีดที่ยึดมาจากตระกูลหลินขึ้นมา แล้วหยิบกิ่งไม้เนื้อดีที่เก็บจากเช้ามืดออกมาเริ่มแกะสลัก แม้นางไม่ชำนาญ แต่บิดาของนางเคยมีสหายเป็นช่างแกะสลัก นางเคยเห็นฝีมือมาบ้าง จึงพอทำของเล็กๆได้
ครานี้ นางคิดจะสลักรูปเทพธิดาแห่งขุนเขาในวิหารเทพแห่งขุนเขา หลินอันเหนียงอยากทดลองเสียก่อน หากมีเงินแล้วจะหาไม้ดีมาสลักองค์ที่งดงามที่สุดถวาย ภายหลังหากมีเงินมีทอง จะมุ่งหมายสลักองค์ทองถวายแด่เทพธิดาแห่งขุนเขา หลินอันเหนียงฮึกเหิมอย่างยิ่ง ในเวลาไม่นานก็สลักเค้าโครงได้แล้ว
ณ วิหารร้าง อวี๋ลั่วก็ได้รับการแจ้งเตือนจากระบบ