เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 16 มันถูกเขียนว่า 'การเปลี่ยนแปลง' แต่กลับอ่านว่า 'บึง'

ตอนที่ 16 มันถูกเขียนว่า 'การเปลี่ยนแปลง' แต่กลับอ่านว่า 'บึง'

ตอนที่ 16 มันถูกเขียนว่า 'การเปลี่ยนแปลง' แต่กลับอ่านว่า 'บึง'


ตอนนี้ผมแย่จริงๆแล้ว..สิ่งที่ผมพูดออกไป.. สื่อไม่ถึงพวกเขาเลยสักนิดผมไม่เคยคิดเลยว่า.. การพูดภาษาญี่ปุ่นมันจะยากถึงขนาดนี้เลยเพราะผมพูดคุยได้อย่างสบาย กับพวกออร์ค ดวอร์ฟ หรือแม้กระทั่งแมงมุมก็ด้วยอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ.. การที่'โทโมเอะ'และ'มิโอะ'ทำสนธิสัญญาร่วมกับผม และพวกเขาก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นมนุษย์

ผมเลยคิดว่า ตัวผมซึ่งคุยกับพวกเขาที่เป็นมนุษย์รู้เรื่อง จะทำให้ผมคุยกับมหนุษย์บนโลกใบนี้รู้เรื่องซะอีก..ไม่สิ.. มันไม่ใช่แบบนั้นตั้งแต่แรกสุด.. ตอนที่ผมยอมรับในเรื่องความสามารถในการพูดคุยกับเหล่ามาโมโนะได้ ผมก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องการพูดคุยกับสิ่งมีชีวิตที่เป็นมนุษย์มาก่อนเลย

เพราะผมเป็นมนุษย์นี่นา..ใช่.. สุดท้ายผมก็สื่อสารกับพวกเขาไม่ได้..ผมรู้สึกกังวลถึงอนาคตขึ้นมา.. แต่ตอนนี้ผมได้ให้โทโมเอะและคนอื่นๆ ผู้ซึ่งสามารถพูดภาษากลางได้ สอนมันให้แก่ผม[ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้เขียนข้ามเนื้อเรื่องส่วนนี้ไปเหมือนกันครับ แต่ภาษากลางก็คือ ภาษาที่มหนุษย์ใช้

โลกนี้ถูกปกครองด้วยเผ่ามหนุษย์ เผ่าพันธุ์อื่นๆก็เลยต้องจำใจเรียนรู้ภาษานี้ไว้เพื่อสื่อสาร แล้วก็เรียกมันว่าภาษากลางครับ]ผมไม่เข้าใจเลย.. ผมรู้สึกเจ็บใจมากที่พวกเขาพูดได้ แต่ผมกลับพูดไม่ได้.. โดยเฉพาะมิโอะ เธอพูดได้ยังไงกัน? เธอเป็นอัจฉริยะหรือไง?มันทำให้ผมนึกถึงตอนที่คนต่างชาติพยายามจะพูดกับผมเป็นครั้งแรก..

ที่จริงผมก็พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยนะ แต่ถ้าเกิดมีคำศัพท์ยากๆ โผล่มาสักคำหล่ะก็ ผมก็ขอผ่านดีกว่า.. แต่ไม่ว่ายังไงมันก็ไม่ดีแน่ นี่มันไม่ต่างจากการสอบพูดภาษาชัดๆเลยแล้วผมก็ได้ทดสอบอะไรนิดหน่อยอีกด้วย..ผมขอให้ตัวแทนจากแต่ละเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ที่อะโซระ มานั่งพูดคุยสัพเพเหระด้วยกัน.. รวมไปถึงตัวผมด้วยตอนที่ผมทำแบบนั้น.. คนที่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ทุกๆคนพูดได้ ดันมีแค่ผมคนเดียว!เผ่าพันธุ์อื่นๆ

สามารถเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดได้ รวมไปถึงผู้ติดตามของผมอย่าง'โทโมเอะ'และ'มิโอะ'อีกด้วย.. แต่นอกเหนือจากพวกเขาทั้งสองคนแล้ว แต่ละเผ่าต่างเข้าใจภาษาของเผ่าอื่นๆได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือไม่ก็ไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียวแต่เผ่าที่สามารถพูดแต่ละภาษาได้เป็นอย่างดี คือพวกออร์คพวกเขาสามารถพูดคุยกับเผ่าอื่นๆได้แถบจะทุกเผ่า..

พวกเขาจะต้องมีประโยชน์อย่างมากๆแน่ ในการจัดการและควบคุมดูแลเมืองแห่งนี้ในอนาคตยังไงก็ตาม..ตอนนี้ผมต้องเรียนภาษากลางให้ได้โดยด่วนเลย.. อย่างน้อยที่สุดผมต้องอ่านมันได้การที่'โทโมเอะ'กับมิโอะสามารถพูดภาษากลางได้.. มันช่วยผมได้มากทีเดียวบ้าที่สุด... ผมจะแสดงให้เห็น ว่าผมสามารถเรียนรู้ภาษานี้ได้!

ผมพูดว่าอะไรนะ? จะเรียนรู้มันให้ได้อย่างงั้นเหรอ?มันมีช่วงเวลาที่ผมเชื่อแบบนั้นด้วยเหรอ? แถมผมดันเชื่อแบบนั้นเมื่อไม่นานที่ผ่านมาอีกด้วยงั้นรึ?ตอนนี้.. ผมกำลังมีสมาธิอยู่กับการเรียนภาษาครับ ผมมีสมาธิถึงขนาดที่เวลารอบตัวผมหยุดเดินเลยหล่ะ.. จริงๆผมก็เปรียบเทียบเกินไปหน่อยละมั้งคือ.. ภาษากลางเนี่ย.. มันออกเสียงยังไง?

ผมอาจจะเข้าใจความหมายของมัน แต่ว่า..ผมเรียนด้วยการฟังเสียงของแต่ละคำซึ่งผมไม่รู้ความหมาย แล้วบันทึกมันไว้ในสมองของผม แล้วขณะที่พูดมันออกมา ผมก็มองหาความหมายของคำหรือประโยคนั้นๆ ซึ่งผมบันทึกมันไว้ในสมองของผม.. ใช่.. มันเป็นวิธีเรียนรู้ซึ่งห่างไกลจากอุดมคติเยอะเลย..นั่นก็เพราะว่า ไม่ว่าผมจะได้ยินมันมากเท่าไหร่ มันก็จะเป็นแบบนี้..

ตัวอย่างเช่น เสียงที่ผมได้ยินก็คือสเตชั่น.. ใช่ครับ..สเตชั่น?! มันไม่ยอมกลายมาเป็นคำว่าสถานี!

[เขาน่าจะหมายความว่า ภาษาที่เขาได้ยิน ไม่ว่าจะฟังยังไงก็ยังเหมือนกับการฟังภาษาที่ไม่รู้จักอยู่ดี]

ไม่ใช่แค่นั้นหรอก.. คำพื้นฐานอย่าง 'ใช่' ยังฟังเหมือนเสียงคร่ำครวญสำหรับผมเลย.. บางทีมันอาจจะคล้ายๆกับภาษาจีน ซึ่งมีการออกเสียงหลายแบบในคำคำเดียวกันก็เป็นได้มันสาหัสมาก.. ที่แม้แต่การทักทายง่ายๆผมยังทำไม่ได้เลยถ้าให้พูดตามตรง..

ผมมองในแง่ดีว่า ผมจะสามารถเรียนรู้คำง่ายๆอย่าง 'สวัสดี' หรือ 'ยินดีที่ได้รู้จัก' ได้โดยไม่ยากเย็นอะไรเหมือนกับคำว่า 'xie xie(จีน)' หรือ 'obrigado(โปรตุเกส)' หรือ 'merci(ฝรั่งเศส)'

[ทั้งสามคำแปลว่า ขอบคุณ]

นี่มันแย่มาก ผมรู้สึกได้เลยว่ามันแย่มากจริงๆ..ถ้าเป็นแบบนี้ แค่การคาดเดาคำพูดจากสีหน้าของผู้พูดผมยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำมั้ง?ผมรู้สึกได้เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้และส่วนที่เลวร้ายที่สุดก็คือ การออกเสียง.. มันโคตร 'dificil(โรมาเนีย)[ยาก]เลย

นี่มันบั่นทอนจิตใจมาก.. ไม่ว่าผมจะพยายามให้โทโมเอะกับมิโอะสอนผมกี่ครั้งก็ตาม ผมก็ได้แต่เอียงหัวด้วยความงุนงงแย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ผมดันยอมรับว่า ตัวผมไม่สามารถออกเสียงมันได้ผมพยายามอย่างมากที่จะออกเสียงให้ตรงกับคำที่ทั้งสองคนบอกผม.. แต่คำที่ผมเปร่งออกมาจากปาก

อยู่ดีๆมันก็กลายเป็นเสียงอื่นซะอย่างนั้นถ้าจะบอกให้ผมเปลี่ยนเสียง 'ก' เป็นอีกเสียงหนึ่งแล้วจะให้ผมเปลี่ยนมันเป็นเสียงอื่นนอกจาก 'ก' ได้ยังไง?นี่มัน.. แย่มากนี่คือข้อสรุปที่ผมได้ จากการพยายามอย่างสุดความสามารถ ตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม.. น่าตกใจใช่ไหมหล่ะ?

ผมอุทิศชีวิตเรียนรู้ มาตลอด 1 เดือนเลยนะ รู้ไหม?แน่อยู่แล้วว่า ผมจะไม่หยุดเรียนมันหรอก แต่ว่า..ผมคิดว่ามันคงจะฉลาดกว่า ถ้าหากผมล้มเลิกความตั้งใจที่จะพูดภาษานี้รวมไปถึงการเดินเข้าเมืองคนเดียวด้วย.. ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมจะทำให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจสิ่งที่จะพูดได้ยังไง..มันคงจะดีกว่า

ถ้าหากผมยอมแพ้แล้วหาคนไปด้วยสักคน..ถ้าหากเป็นแค่การสื่อสารหล่ะก็ ผมสามารถนึกคำแต่ละคำในหัว เสร็จแล้วก็ใช้เวทย์มนต์วาดมันออกมาแทนการพูด.. ผมคิดว่าผมสามารถทำแบบนั้นได้พูดง่ายๆก็คือ ผมสามารถสื่อสารได้ด้วยการเขียนส่วนความเข้าใจในเรื่องของสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ค่อยปล่อยให้เป็นหน้าที่โทโมเอะหรือมิโอะก็แล้วกัน...

[ อันนี้ผมไม่มั่นใจเท่าไหร่ครับ แต่คำว่า feeling ไม่น่าจะหมายถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย ผมเลยแปลเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายพูดแทน หรือถ้าใครรู้ว่าประโยคนี้หมายถึงอะไรก็บอกได้เลยครับ > The understanding of the other party’s feelings can be done by Tomoe or Mio. ]

หืม? แค่คำว่า 'ใช่' ผมก็เขียนได้นะรู้ไหม? เพราะการเขียนหน่ะ มันไม่มีผลกับการออกเสียงอยู่แล้ว.. มันก็ไม่ต่างกับการเขียนภาษาต่างประเทศนั้นแหละจริงๆมันก็เป็นปัญหาที่เหมือนจะแก้ไม่ได้.. แต่ว่าหลังจากเรียนรู้อย่างหนักมาตลอด 1 เดือน อย่างน้อยผมก็สามารถเขียนมันได้.. ส่วนเรื่องของการออกเสียง... ทำยังไงผมก็ออกเสียงมันไม่ได้!

เฮ้อ... ยังไงก็ตาม ยังมีปัญหาอื่นนอกจากเรื่องภาษาอีก.. ทำยังไงผมถึงจะแก้ไขเรื่องนั้นได้นะ? ผมหาหนทางไม่ได้เลยเพราะอะไร.. ทำไมชาวบ้านที่ผมเจอเป็นคนแรกถึงต้องวิ่งหนี? ผมเผลอไปเจอค่ายฝึกทหารลับเข้าหรือยังไงกัน?มันจะต้องมีเหตุผลแน่ๆ อย่างที่รู้กันอยู่ มันคงจะไม่ได้เป็นเพราะเรื่องภาษาแค่เรื่องเดียวแน่ๆ..

ในตอนที่เธอวิ่งหนีออกห่างจากผม ผมก็เริ่มสงสัย แต่ว่า...บางที เธออาจจะอยู่ในสถานการณ์บีบบังคับที่ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา.. หรือไม่ก็ เธอเข้าใจผิด คิดว่าผมเป็นใครบางคนที่เธอรู้จักมันไม่น่าจะใช่ทั้งสองอย่างที่กล่าวมา.. จากการที่ผมตรวจสอบมา ทางด้านของหมู่บ้าน

ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ต้องคอยตื่นตัวตลอดเวลา และก็ไม่มีใครเลยสักคนที่หน้าตาเหมือนกับผม แล้วก่อเหตุร้ายจนถูกประกาศจับ.. เธอไม่มีของมีค่าอยู่ในตัวเลยด้วยซ้ำ การที่เธอยืนอยู่ตรงนั้น มันก็แค่สิ่งที่เธอทำเป็นกิจวัตรประจำวันเท่านั้นเองผมไม่อยากจะเชื่อ... ไม่อยากจะยอมรับมันด้วย

แต่ว่า... สาเหตุก็คือตัวผมเองดูเหมือนว่า ผมจะปลดปล่อยพลังเวทย์มนต์มหาศาลขณะที่กำลังเดินอยู่ และมันมหาศาลถึงขั้นที่คนธรรมดาสามารถรับรู้ถึงมันได้เลยทีเดียว.. พูดให้เป็นรูปธรรมกว่านี้คือ มันมหาศาลถึงขั้นที่สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวผมในระยะ 10 เมตร มันเริ่มที่จะบิดเบี้ยวเลยทีเดียวทุกๆคนในอะโซระต่างรับรู้ถึงเรื่องนี้ แต่พวกเขาก็สามารถเข้าใจได้..

เนื่องจากผมมีทาสที่เป็นมังกร ผู้ซึ่งสามารถควบคุมมิติอะโซระได้ และยิ่งไปกว่านั้นรูปร่างของผมยังเป็นแบบเดียวกันกับมหนุษย์อีกด้วย.. พวกเขาเลยไม่ใส่ใจพลังเวทย์มนต์ของผม ซึ่งรั่วไหลออกมาพวกเขาเลยคิดว่า มันไม่จำเป็นที่จะต้องบอกผม...ขอร้องหล่ะครับ คราวหลังช่วยใส่ใจและบอกให้ผมรับรู้สักนิดด้วยเถิด..ช่วงหลังมานี้  พวกออร์คต่างพบปะกับเผ่าอื่นๆ และพูดคุยกันกับพวกเขาบ่อยขึ้น เมื่อผมเข้าไปถามออร์คภูเขา

คุณ'เอม่า'.. เธอบอกผมว่า ตอนที่เธอเจอผมครั้งแรก เธอไม่รู้สึกถึงพลังเวทย์จากตัวผมเลย.. บางทีมันอาจจะยังถูกปิดตายอยู่ในร่างกายของผมก็ได้หล่ะมั้ง?เธอบอกผมว่า หลังจากที่ผมเรียนรู้การใช้เวทย์มนต์ จากถ้ำแห่งการชำระล้างร่างกายแห่งนั้น พลังเวทย์มนต์ของผมก็เริ่มรั่วไหลออกมา.. หรือไม่ก็ การใช่เวทย์มนต์ไปกระตุ้นให้จุดที่ถูกปิดอยู่ มันเปิดออก

และพลังเวทย์ก็เริ่มที่จะล้นทะลักออกมาแล้วจากนั้น.. ช่วงเวลาที่ผมกลับมาถึงถ้ำพร้อมกับโทโมเอะ.. ช่วงเวลาที่ผมพาโทโมเอะไปยังหมู่บ้านของออร์คแล้วพักอยู่ที่นั้น.. ช่วงเวลาที่ผมถูกโจมตีจากแมงมุมสีดำ.. ช่วงเวลาที่เหล่าดวอร์ฟมารวมตัวกัน.. และตลอด 1 เดือนที่ผมเรียนภาษาอยู่นั้น..

ดูเหมือนว่าพลังเวทย์ของผมจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอัตราที่ไม่สามารถวัดค่าได้ และกำลังอยู่ในสถานะที่ รั่วไหลออกมาเรื่อยๆได้โปรดบอกผมเถอะครับ.. บอกผมสักคำว่าพลังเวทย์ของผมมันรั่วออกมา.. เพราะยังไงผมก็เป็นมือใหม่นะครับ

*ฮึก ฮึก..*

ไม่อย่างนั้นสักวันหนึ่งผมก็อาจจะรู้ด้วยตัวเอง เพราะร่างกายของผมอาจจะทนไม่ไหวจนหมดสติ จากพลังมากมายที่รั่วไหลออกมาทั้งหมดนี่'มันเหมือนกับน้ำพุที่ไหลมารวมกันเรื่อยๆ จนกลายเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่' สำนวนนั้นเทียบได้กับผู้ติดตามของผมทั้งสองคนเลย..

[ ทางผู้แปลอังกฤษเองก็ไม่รู้ครับ ว่าสำนวนนี้หมายถึงอะไร まるで大河の源流となる泉の如く ]

แสดงความยินดีกับคุณภาพของทาสของผมด้วย เย้!.. สักวันหนึ่ง ผมอยากได้สาวใช้ที่คอยรัก และเอาใจใส่ เจ้านายของเขาอย่างเอาจริงเอาจัง.. มันคงจะดีไม่น้อยถ้าสาวใช้คนนั้นจะมีความคิดในแบบของคนปกติ แล้วก็คอยเตือนผมในเรื่องง่ายๆ อย่างพลังเวทย์ของผม..

ถ้าหากความคิดนั้นเป็นจริงเมื่อไหร่ ผมอาจจะสร้างระยะห่างที่เหมาะสมออกจากทั้งสองคนนั้นได้ แต่ถึงผมจะพูดแบบนั้นก็เถอะ.. ผมรู้สึกว่าสุดท้าย มันก็ต้องจบลงที่ 'เป็นความคิดที่ดีซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้น ว่าไหม?' นั้นแหละ เหตุผลที่ผมนับถือตัวผมเอง ผู้ซึ่งสามารถยอมรับและพูดแบบนั้นออกมาได้

" แล้ว.. คนในหมู่บ้านแห่งนั้น.. เห็นผมเป็นยังไงหล่ะ? "”

(มาโกโตะ)

นั่นคือสิ่งที่ผมถาม.. ผมนี่เก่งจริงๆ

" นั้นสิน้า... ถ้าหากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ หล่ะก็... "”

(โทโมเอะ)

" ครับ.. ผมหวังว่าเธอจะอธิบายให้ผมเข้าใจได้ง่ายๆนะ "”

(มาโกโตะ)

หลังจากที่พึมพำเล็กน้อย.. โทโมเอะก็พูดออกมาในรูปแบบของคำอุปมา

" มันจะเหมือนกับ.. การที่อยู่ดีๆก็มีดีม่อนลอร์ดหลายคน ปรากฎตัวขึ้นมาพร้อมๆกัน หล่ะมั้ง? "”

(โทโมเอะ)

" ?? "”

(มาโกโตะ)

เธอพูดว่าอะไรนะ?ความคิดของผมหยุดชะงักไปเข้าใจหล่ะ...ผมเข้าใจทุกๆอย่างแล้ว..ถ้าหากไม่นับว่าผมเป็นดีม่อนลอร์ดแล้วถ้าอยู่ดีๆ มีเผ่าพันธุ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างเผ่าดีม่อนปรากฎตัวขึ้น โดยที่ไม่คิดจะซ่อนพลังของตัวเองแล้วยิ่งไปกว่านั้น ยังพยายามจะเข้ามาใกล้ตัวเรา..

เสร็จแล้วก็ไล่ตามมา หลังจากที่เราวิ่งหนี... มันจะต้องกลายเป็นประสบการณ์ราวกับหนังสยองขวัญแน่ๆเมืองเองก็เหมือนกัน.. ในพื้นที่ที่พวกเขากำลังตรวจตาอยู่ แล้วอยู่ดีๆก็มีสัตว์ประหลาดที่ปล่อยพลังเวทย์มหาศาลออกมา แล้ววิ่งเข้าหาพวกเขาด้วยความเร็วที่ต่างไปจากคนปกติ...

ประตูเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พร้อมสำหรับต่อสู้เสมอ.. พลเมืองที่กำลังวิ่งหนี และ ตัวผม ซึ่งกำลังไล่ตามพลเมืองคนนั้นไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม... และดูเหมือนว่าตัวตนของผม จะดูโหดเหี้ยมราวกับปีศาจอีกด้วยถูกแล้วครับ.. สิ่งที่พวกเขาปฏิบัติต่อผม ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว...

เฮ้อออ~ผมถอนหายใจอย่างแรงผมควรจะทำยังไงดี?!เปิดตัวครั้งแรกก็เป็นตัวอันตรายของสังคมไปซะแล้ว!ยิ่งไปกว่านั้น.. พวกเขายังเห็นใบหน้าของผมอย่างชัดเจนอีกด้วย!...หรือบางที ผมควรจะเริ่มสร้างอาณาจักรมาโมโนะอย่างจริงจังดีนะ?

ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก.. เมื่อไม่นานมานี้ผมยังพึ่งตั้งเป้าหมายใหม่ได้เลย 'ผมจะต้องตามหาร่องรอยหรือข้อมูลของครอบครัวของผมให้ได้' ...แต่ผมจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจหรอก!

เฮอะ! เรื่องพรรค์นี้ ผมจะต้องฟันฝ่ามันไปได้อย่างแน่นอน อย่าดูถูกความสามารถของคนในตระกูลมิซุมิ!พลังเวทย์ของผมรั่วออก? ไม่มีปัญหา! ผมพึ่งได้รับแหวนจากพวกดวอร์ฟ ซึ่งสามารถดูดกลืนและย่อขนาดพลังเวทย์ลงได้! ยังไงก็ตาม ถ้าหากมีคนอื่นที่ไม่ใช่ผม พยายามสวมใส่แหวนวงนี้หล่ะก็..

พวกเขาจะถูกดูดพลังเวทย์ออกจากร่างจนถึงแก่ความตายในที่สุด.. และด้วยเหตุนี้ มันจึงกลายมาเป็น 'แหวนต้องคำสาป' ยังไงหล่ะ!มันไม่มีทางอื่นอีกแล้วสำหรับตัวผม ที่จะซ่อนพลังเวทย์ของผมเอาไว้.. จริงๆผมก็สามารถหยุดการรั่วไหลของมันได้ด้วยตัวเองนะ.. แต่ดูเหมือนว่า ถ้าหากผมพยายามจะหยุดการรั่วไหลของมันตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน..

สุดท้ายผมก็จะปล่อยพลังงานมหาศาลออกมารวดเดียว แล้วจากนั้นก็...

(บึ้ม)

ตามนั้นแหละนั้นคือเหตุผลที่แหวนวงนี้จะเก็บสะสมพลังเวทย์เอาไว้ และเปลี่ยนคุณลักษณะของพลังเวทย์.. มันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเปลี่ยนมุมมองของบุคคลรอบข้าง ต่อพลังเวทย์มนต์ของผม ยังไงก็ตาม แหวนมันจะเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีแดง.. จริงๆผมก็ไม่ได้บอกให้พวกเขาทำสีให้มันเป็นแบบนี้หรอกนะ แต่วัตถุดิบที่ใช้ จะต้องเป็นสีนี้เท่านั้น ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างมันขึ้นมา..

แต่การที่มันกลายเป็นสีแดงเลือดแบบนี้ก็เกินไปหน่อยนะ!ผมตั้งชื่อให้มันว่าดรอพนอร์*(Draupnir)! ถึงผมจะรู้ว่าของจริงมันจะเป็นกำไลแขนไม่ใช่แหวนก็เถอะ..

[Draupnir คือแหวนทองคำที่ถูกสวมด้วยเทพโอดิน ตัวแหวนมีความสามารถในการแบ่งตัวของมันเองออกได้ เมื่อผ่านไปทุกๆ 9 คืน]

[ในวิกิบอกว่ามันเป็นแหวนครับ แต่ทำไมตรงนี้มาโกโตะบอกว่ามันเป็นกำไลผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน > I named it Draupnir! I feel like the real one was a bracelet but I decided not to mind it]

พวกเขาจำเสียงผมได้? ยังไงผมก็ออกเสียงไม่ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ฉะนั้นผมจะไม่พูดสักคำเดียว! แล้วการที่พวกเขาเห็นหน้าผมหล่ะ? ผมก็แค่หาหน้ากากมาใส่เท่านั้นเอง เห็นไหมหล่ะ? หมดปัญหา!

อย่าดูถูกพวกดวอร์ฟในเรื่องของการสร้างหน่อยเลย! มันเป็นหน้ากากทันสมัย ซึ่งปกปิดแค่ส่วนบนของใบหน้าของผมเท่านั้นเอง!เสื้อผ้าของผมก็เปลี่ยนด้วยเช่นกัน..

แต่ไม่ว่าจะยังไง ผมก็ไม่สามารถเดินทางไปด้วยตัวคนเดียวได้อย่างแน่นอน.. ฉะนั้นผมจะพามิโอะกับโทโมเอะไปด้วยและพวกเขาจะไม่มีวันจำหน้าผม ซึ่งเป็นตัวอันตรายได้อย่างแน่นอน!อย่างที่ทุกๆคนรู้กัน มันคือหน้ากาก! ในโลกแห่งความจริงหน่ะ ถ้าหากคุณสวมใส่หน้ากากแล้วหล่ะก็.. จะไม่มีใครจำคุณได้อีกเลย!...

มีผู้หญิงสองคนยืนขนาบข้างผม มันให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดชอบกล...ส่วนตัวผมกำลังใส่หน้ากาก และแหวนที่ดูเหมือนแหวนต้องสาปอยู่...นี่มัน.. ยอมรับมันได้แล้วเหรอ?ไม่สิ.. ผมปล่อยวางแล้วมากกว่ามั้ง?ใช่จริงด้วยสินะ การตัดสินใจในครั้งนี้... ผมปล่อยวางแล้วแต่ว่านะ ผมทำมันไปจริงๆซะด้วย..

แต่ผมจำเป็นต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบนี้ เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์จากการปรากฎตัวครั้งก่อน.. เพราะผมไม่รู้จะใช้วิธีไหนอีกแล้วเฮ้อ~ มันไม่ควรจะกลายมาเป็นแบบนี้เลย ผมคิดในใจว่า.. ถ้าหากผมได้สมัครเข้าร่วมกับ กิลด์ของนักผจญภัย

(ถึงผมจะไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริงรึเปล่าก็เถอะ)

แล้วแสดงพละกำลังเหนือมนุษย์ให้พวกเขาดู เสร็จแล้วก็เดินทางไปยังประเทศต่างๆ และสนุกไปกับความโรแมนติกเล็กน้อย...ช่วยเหลือเจ้าหญิงที่กำลังตกที่นั่งลำบาก.. และระหว่างกำลังเดินทางไปด้วยกัน เนื้อเรื่องที่เหมือนกับ นิยายรักโรแมนติกแฟนตาซีก็เกิดขึ้น.. หรืออะไรทำนองนั้นแหละ..

แต่นับจากนี้ไป มันจะไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอย่างแน่นอน.. ใช่ ผมเข้าใจดีเลยหล่ะ.. ผมเข้าใจจนสามารถทำให้ตัวผมมาเข้าใจตัวผมเองได้อีกรอบหนึ่งเลยด้วยซ้ำ...ถึงมันจะเกิดขึ้นจริงก็เถอะ.. ในกรณีของผม ผมก็คงไม่ได้รับบทบาทอื่นนอกจากตัวร้ายนั้นแหละ..

ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลยจริงๆตอนที่ผมขอให้'โทโมเอะ'ไปกับผมด้วย เธอตอบตกลงทันที เสร็จแล้วก็พูดต่อว่า...

" ถ้าหากพวกเรากำลังพูดถึงคนสามคนละก็.. จะต้องเป็นท่านโกมอนอย่างแน่นอน! นายน้อยจะรับบทเป็นผู้ที่เกษียณไปแล้ว และข้าก็จะเป็นคุณคาคุ! ส่วนมิโอะก็จะเป็นคุณสุเกะ หรือไม่ก็ ฮาชิบิ! "”

(โทโมเอะ)

[เป็นรูปแบบของคนที่ไม่ระบุนาม แล้วเข้าประเทศในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับสูง พร้อมๆกับมีบอร์ดี้การ์ดสองหรือสามคนครับ  ถ้าหากพวกเขาเจอเจ้าหน้าที่ที่เลวทรามหรือทำการทุจริต พวกเขาจะโชว์เครื่องหมายหรือตราสัญลักษณ์ของพวกเขาแล้วพูดว่า " จงดูซะ! ผู้ที่กำลังยืนอยู่ข้างหน้าของพวกเจ้าก็คือ ท่านโกมอนผู้ยิ่งใหญ่! " หรืออะไรทำนองนั้นครับ]

นั้นคือสิ่งเหลวไหลที่เธอพูดออกมาทั้งหมด... ส่วน'มิโอะ'ก็..

" ฉันจะได้เดินไปรอบๆ เพื่อลิ้มรสอาหารที่วิเศษต่างๆในเมืองสินะคะ.. อ่า~ ช่างน่าปลื้มปิติจริงๆเลย.. และแน่นอน อาหารจานหลักจะต้องเป็นนายน้อยค่ะ ส่วนของหวานก็อาจจะเป็นซากปรักหักพังโบราณ? "”

(มิโอะ)

อาหารที่วิเศษก็ว่าไปอย่าง.. แต่ตัวผมกับซากปรักหักพังโบราณไม่ใช่อาหารนะ! ถ้าหากผมพาเจ้าตะกละนี้ไป เธอจะไม่กินทั้งคนแล้วก็เมืองทั้งเมืองจนเกลี้ยงอย่างงั้นเหรอ?ยิ่งไปกว่านั้น.. ผมเป็นอาหารจานหลักให้กับทาสของผมเนี่ยนะ?

เฮือก เลวร้ายที่สุด!แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง.. ทำไม'โทโมเอะ'ต้องการเปลี่ยนโลกของดาบและเวทย์มนต์แห่งนี้ ให้กลายเป็นโลกของละครย้อนยุคเศร้าๆด้วย? นี่มันเลวร้ายยิ่งกว่าอาหารจานหลักซะอีก!

" เฮ้ โทโมเอะ.. ถ้าหากจะเอาที่โด่งดังหน่อย ทำไมไม่เอาเรื่อง 'Mito no go Rokou*' หล่ะ? "”

(มาโกโตะ)

[คือเรื่องอะไรผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ]

พอมองจากโลกแห่งนี้แล้ว ไม่ว่าจะมองยังไง.. โลกแห่งนี้มันก็โลกแฟนตาซีผสมกับยุโรปยุคกลางชัดๆ!

" อืม... จริงๆแล้ว ข้าไม่ได้คิดถึงเรื่องตัวละครรองหรอกนะ.. เอาเรื่องเดิมนั้นแหละ เพราะมันจะเป็นเรื่องยาก ถ้าหากพวกเราจะแต่งบทบาทสมมุติขึ้นมา ระหว่างที่พวกเรากำลังเดินทางกันอยู่นี่นา "”

(โทโมเอะ)

การแต่งบทบาทมันยาก? เธอกำลังพูดอะไร...?ผมกำลังบอกให้เธอหยุดนำเรื่องราวในละครย้อนยุค มาเป็นบทบาทสมมุติให้กับพวกเราอยู่นะ

" ไม่ต้องก็ได้.. แล้วทำไมเธอถึงยกเรื่องละครย้อนยุค มาเป็นบทบาทสมมุติให้กับพวกเราตอนเข้าเมืองด้วยหล่ะ? "”

(มาโกโตะ)

" พูดแปลกๆ.. ในที่สุดข้าก็ได้ดาบคาตานะมาใช้สักที.. ฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ข้าจะกวัดแกว่งมันเล่น ใช่ไหม? "”

(โทโมเอะ)

สุดท้าย มันก็แค่สิ่งที่เธออยากจะทำ...ไปเลย.. ไปเป็น แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ในประเทศญี่ปุ่น หรืออะไรสักอย่างได้เลย...

" แล้ว.. เธอพูดเกี่ยวกับเรื่องของ ท่านโกมอน แต่ว่า... "”

(มาโกโตะ)

" หืม? "”

(โทโมเอะ)

" ผมไม่ได้เป็นรองโชกุนรุ่นก่อนหรืออะไรนะ รู้ไหม? ผมไม่มีอิทธิพลอะไรเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นผมเป็นท่านโกมอนไม่ได้หรอก.. "”

(มาโกโตะ)

" ใช่.. แต่มันไม่มีปัญหาหรอก พวกเราก็แค่เปลี่ยนฉากสุดท้ายของโชกุนรุ่นที่แปดนิดหน่อยเท่านั้นเอง เห็นไหมหล่ะ? "”

(โทโมเอะ)

หมายความว่ายังไงกัน ที่บอกว่า 'เห็นไหมหล่ะ'?ถ้าตัดส่วนนั้นทิ้ง ผมก็กลายเป็นแค่นักเลงที่มีบอร์ดี้การ์ดสองคนเท่านั้นเองสิ?ถ้าหากไม่มีกล่องใส่ยา ก็จะไม่มีตราประจำตระกูลมาร์โลวนะ

[อันนี้ผมไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรนะครับ อาจจะเป็นสำนวน หรืออิงถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์อะไรสักอย่าง > If there is no medicine case then there would be no Mallow family crest.]

ผมไม่ใช่รองโชกุนรุ่นก่อน หรือเป็นท่านโชกุนยุคปัจจุบันนะ รู้ไหม?อ่า~ ไม่ดีแน่.. ผมจำเป็นจะต้องใจเย็นและฉลาดเข้าไว้...โทโมเอะเอาแต่พูดว่า 'เมื่อข้าหยิบดาบเล่มนี้ขึ้นมา จะมีประกายน้ำแข็งแตกออก! เอ๋? อย่าเข้ามาใกล้ข้านะ! ถ้าหากเจ้าเข้ามาใกล้ข้าอีกก้าวหนึ่ง ข้าจะฟันเจ้าให้ขาดเป็น 2 ท่อน!'

เสร็จแล้วก็แกว่งดาบไปมา.. เธอโคตรจะตื่นเต้นเลย แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่เธอพูดหน่ะ มันไม่ใช่แค่นี้หรอก.. สิ่งที่ผมยกมาพูด มันก็แค่ตัวอย่างเท่านั้นเอง ของจริงหน่ะ มันยิ่งกว่านี้เยอะ~ส่วน'มิโอะ'ก็...

" อย่างที่คิดเลยค่ะ.. นับจากนี้เป็นต้นไป คุณภาพจะต้องมาก่อนปริมาณ! เลือดของนายน้อย.. พลังเวทย์ของนายน้อย แล้วก็........... หึๆๆๆๆๆๆๆๆๆ "”

(มิโอะ)ทางนี้ก็ดูพร้อมที่จะกินผมได้ทุกเมื่อเลย.. อ่าห์! อาการปวดหัวของผม.. ผมไม่อยากจะคิดถึงความหมายของ 'หึๆๆๆๆๆๆๆๆๆ' ที่เธอพูดเลยสักนิด.. ส่วนช่วงนี้เธอก็เอาแต่โวยวายเรื่อง 'การดูแลรักษา' หรืออะไรทำนองนั้นอยู่บ่อยๆ  ผมหวังว่ามันจะไม่กลายเป็นการหาคู่ของตั๊กแตนนะ

..การดูแลรักษา ที่ผมต้องเอาชีวิตเขาเสี่ยงหน่ะ.. มันไม่ใช่การดูแลรักษาเลยสักนิด! จริงๆแล้วมันก็คือการบริการอย่างนึงด้วยซ้ำ! ผมจะต้องเดินทางไปพร้อมๆกับพวกเขาทั้งสองคนอย่างนั้นเหรอ?ผมรู้สึกว่า.. ผมกำลังแบกรับภาระหนัก ซึ่งแย่ยิ่งกว่าเรื่องของภาษาซะอีก พยายามเข้านะ ตัวผม...อย่ายอมแพ้..

จะต้องมีแสงสว่างที่ฉายหนทางสู่อนาคตอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างแน่นอน...เดี๋ยวก่อนนะ? ทำไมอยู่ดีๆ เสียงต่างๆก็เงียบลงซะอย่างนั้น? จริงด้วยสิ.. สุดท้ายแล้วพวกเราก็รับบทบาทเป็นท่านโกมอนพระเจ้า.. ผมจะไม่สนอีกแล้ว! ให้ตายเถอะ มันเป็นบทบาทที่เปลี่ยนไม่ได้เลยเหรอไง?!

ผม.. ผู้ซึ่งขอร้องให้เหล่าดวอร์ฟ สร้างดรอพนอร์ให้.. ตัวผม ผู้ซึ่งขอร้องให้ทุกๆเผ่าในอะโซระมารวมตัวกัน แล้วบอกตัวแทนของพวกเขา ถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน..ด้วยเรื่องนี้แหละ.. ผมจะได้เดินทางต่อได้สักที ผลสรุปจากการประชุมเรื่องบทบาทสมมุติและสถานะของตัวผม คือ.. ผมเป็นลูกชายของพ่อค้าที่ร่ำรวย และกำลังเดินทางไปที่ต่างๆ เพื่อฝึกฝนทักษะทางการค้า..

ผมติดโรคร้ายบางอย่างจนไม่สามารถพูดได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังมีหน้ากากและแหวนต้องสาป.. แล้วก็เรื่องราวน่าเศร้าต่างๆอีกมากมาย... มันเป็นการแสดงฉากหน้าที่เละเทะมาก..ผมมันโชคร้ายแค่ไหนกัน? ผมอยากจะถามจริงๆ ว่า 'เรื่องน่าเศร้า' นั้นหน่ะ คิดขึ้นมาได้ยังไงกัน!

ถ้าเทียบกับละครย้อนยุคแล้ว.. บทบาทที่ผมได้รับมันช่างเหมือนกับเด็ก แล้วก็น่าหดหู่จริงๆพวกเขาทั้งสองคน จะต้องเดินทางไปกับผมในฐานะบอร์ดี้การ์ดและผู้ติดตาม.. และผลผลิตที่พวกเราจะนำเข้าเมืองก็คือ ยูริ.. เป็นผลิตภัณฑ์หายาก ซึ่งสร้างโดยเหล่าผู้ที่อาศัยอยู่ในอะโซระ..

พูดง่ายๆก็คือ มันคือการค้าขายเพราะสิ่งที่สามารถหาได้จากในอะโซระนั้นหาได้ยาก.. และผลผลิตเหล่านี้ จะต้องกลายเป็นรายได้ในการสร้างเมืองลับแลในอนาคตอย่างแน่นอน.. 'โทโมเอะ'กับ'มิโอะ' ก็ไม่ได้งี่เง่าไปซะทุกเรื่องสินะถึงจริงๆแล้ว ความคิดในแง่ของคุณค่าในสิ่งต่างๆของทั้งสองคนนั้น จะแตกต่างจากคนอื่นมากก็เถอะ

จริงด้วยสิ.. นั้นมันไม่ใช่แค่แตกต่าง แต่เป็นปัญหาเลยด้วย..

อืม.. ยังไงพวกเขาก็งี่เง่าอยู่ดีแล้วจากนั้น..ผม.. ผู้ซึ่งถูกเรียกว่านายน้อย.. ได้เริ่มต้นการเดินทางที่ไม่สิ้นสุดไปทั่วโลก

ด้วยขาทั้งสองข้างของผมเองเดี๋ยวนะ!

ผมยังไม่รู้เลยว่าระบบเงินของโลกแห่งนี้มันเป็นยังไง!

แล้วก็คนที่อยู่ตรงนั้นหน่ะ! หยุด(คนที่ควรจะเป็น)ทาสของผมที!

ที่มา:https://my.dek-d.com/hitomi-yuriko/writer/viewlongc.php?id=1474392&chapter=19

จบบทที่ ตอนที่ 16 มันถูกเขียนว่า 'การเปลี่ยนแปลง' แต่กลับอ่านว่า 'บึง'

คัดลอกลิงก์แล้ว