เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 องค์ชาย... องค์ชายเพคะ

บทที่ 1 องค์ชาย... องค์ชายเพคะ

บทที่ 1 องค์ชาย... องค์ชายเพคะ


ความรู้สึกราวกับหลับใหลไปนานนับศตวรรษ เมื่อตื่นขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือ เซียวหมิง ก็รู้สึกปวดหัวแทบระเบิด ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือมุ้งผ้าโปร่งสีขาว และห้องหับที่ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักลงรักสีแดงชาด

“ยังไม่ตายเหรอเนี่ย?”

เซียวหมิงพึมพำกับตัวเอง ภาพเหตุการณ์ห้องทดลองระเบิดดูเหมือนยังคงฉายชัดอยู่ตรงหน้า

เขาลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมปักลายสีม่วงร่วงลงมากองที่เอว บนร่างกายของเขาสวมใส่ชุดตัวในสีขาวและกางเกงผ้าแบบที่เห็นในละครย้อนยุค

แปลก... นี่มันชุดบ้าอะไรกัน?

เมื่อยันกายจะลุกจากเตียง มือที่ขาวผ่องเรียวยาวคู่หนึ่งก็ทำให้ใจของเขา “กระตุกวูบ” ...นี่ไม่ใช่มือของเขาอย่างแน่นอน!

ด้วยความตื่นตระหนก เขารีบยกมือขึ้นลูบคลำใบหน้าของตนเอง ความเย็นเยียบเกาะกุมหัวใจทันที... เขาไม่ใช่ตัวเขาคนเดิมอีกแล้ว!

“องค์ชาย... ตื่นบรรทมแล้วหรือเพคะ”

เสียงหวานใสแฝงความนุ่มนวลดังขึ้น ตามมาด้วยร่างของดรุณีน้อยในชุดกระโปรงยาวสีเขียวเดินเข้ามาจากด้านนอกด้วยท่าทางนอบน้อม

“ลู่หลัว?”

ชื่อนี้หลุดออกมาจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ ทันใดนั้น ความทรงจำสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาประหนึ่งภูเขาไฟระเบิด

ในชั่วพริบตา เขาก็เข้าใจสถานะของตนเองแจ่มแจ้ง

ตอนนี้เขาก็ยังชื่อ เซียวหมิง แต่เซียวหมิงผู้นี้คือ องค์ชายเจ็ด ในยุคปัจจุบัน และสถานที่ที่เขาอยู่คือดินแดนที่เรียกว่า แคว้นต้าอวี้

ประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ดำเนินมาคล้ายคลึงกับโลกเดิมของเขาจนถึงยุคสามก๊ก แต่หลังจากนั้นประวัติศาสตร์ก็ยุ่งเหยิงไปหมด จนเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าแคว้นต้าอวี้ที่ตนอยู่นี้ เทียบเท่ากับราชวงศ์ใดในประวัติศาสตร์เดิม

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็คงคล้ายกับช่วงศตวรรษที่ 17 ของราชวงศ์หมิง แต่ระดับเทคโนโลยีและความเป็นอยู่ของผู้คนกลับเทียบเท่าเพียงยุคราชวงศ์ถังหรือซ่งเท่านั้น

ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของโลก เขาเองก็สุดจะรู้ เพราะที่นี่ข้อมูลข่าวสารช่างปิดตายเหลือเกิน

ทะลุมิติ... เซียวหมิงจำต้องยอมรับความจริงข้อนี้

โชคยังดีที่ดูเหมือนเขาจะเป็นถึงองค์ชาย แถมยังมีดินแดนศักดินาเป็นของตัวเอง

แต่โชคร้ายก็คือ ดินแดนของเขาดูเหมือนจะกันดารที่สุด แถมยังอยู่ไกลจากเมืองหลวง ‘ฉางอัน’ ชนิดสุดกู่

และที่สาหัสที่สุดคือ ทางทิศเหนือสุดของดินแดน ‘ชางโจว’ นั้น ติดกับทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ของพวกชนเผ่าคนเถื่อน กล่าวได้ว่าดินแดนของเขามีสิทธิ์ถูกพวกคนเถื่อนบุกยึดได้ทุกเมื่อ

มิหนำซ้ำ ฮ่องเต้แห่งต้าอวี้ ‘เซียวเหวินเซวียน’ ในยามนี้ก็ชราภาพมากแล้ว ทว่าองค์รัชทายาทกลับอ่อนแอและมีโอกาสถูกปลดได้ตลอดเวลา ซึ่งนั่นเท่ากับว่าตำแหน่งผู้สืบทอดราชบัลลังก์ยังคงลูกผีลูกคน

ด้วยเหตุนี้ เหล่าองค์ชายจึงแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เข่นฆ่ากันเองทั้งในที่ลับและที่แจ้ง แทบอยากจะให้อีกฝ่ายตายตกไปเสีย แม้เขาจะถูกเนรเทศมาอยู่ชายแดนห่างไกล แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นองค์ชาย ก็ไม่อาจหนีพ้นชะตากรรมนี้ได้

ส่วนสาเหตุที่เขาถูกเนรเทศมาไกลขนาดนี้ แน่นอนว่าเป็นเพราะไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้

ในวัยเดียวกัน เขาถูกไล่มาที่นี่ตั้งแต่อายุสิบสาม ตลอดห้าปีมานี้ เซียวเหวินเซวียนไม่เคยมีราชโองการเรียกตัวเขากลับไปเยี่ยมบ้านเลยสักครั้ง

ในขณะที่ องค์ชายหก ซึ่งแก่กว่าเขาเพียงเดือนเดียว จนป่านนี้ยังคงเสวยสุขอยู่ที่เมืองหลวงฉางอัน แม้ขุนนางจะทูลเสนอให้องค์ชายหกออกไปครองเมืองศักดินาหลายครั้ง แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ทรงยินยอม

นอกจากองค์ชายหกแล้ว รัชทายาท, องค์ชายสอง, องค์ชายสาม และองค์ชายสี่ ต่างก็อยู่ที่ฉางอันกันหมด มีเพียง องค์ชายห้า ที่ต้องระเห็จออกมาครองเมืองศักดินาเหมือนเขา แต่ทว่าดินแดนเสฉวนของฝ่ายนั้น อุดมสมบูรณ์กว่าที่นี่แบบเทียบกันไม่ติด

พอลองตรองดูดีๆ สาเหตุที่เขาต้องตกระกำลำบากขนาดนี้ ดูเหมือนจะเป็นเพราะมารดาของเขาไม่มีแบ็กกราวน์จากตระกูลขุนนางใหญ่หนุนหลังเลยแม้แต่น้อย

ผิดกับองค์ชายและองค์หญิงคนอื่นๆ ที่ต่างก็มีสายเลือดเกี่ยวดองกับ ‘ห้าแซ่เจ็ดตระกูล’ ผู้ทรงอิทธิพลแห่งต้าอวี้ไม่มากก็น้อย

“ไม่รักก็ช่างปะไร ประหยัดเวลาไม่ต้องไปคอยเรียกใครว่าพ่อ อยู่ในที่ของตัวเอง สบายใจเฉิบกว่าเยอะ”

ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเซียวหมิงในดินแดนศักดินานั้นยากลำบากยิ่ง

อย่าว่าแต่ทรัพยากรขาดแคลนหรือความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่แร้นแค้นเลย ประเด็นสำคัญคือทรัพยากรเหล่านี้กลับตกอยู่ในมือของเหล่าตระกูลเศรษฐีท้องถิ่น

ตระกูลใหญ่เหล่านี้มีอำนาจล้นฟ้าในท้องถิ่น ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “ชาวบ้านรู้จักแต่ตระกูลใหญ่ ไม่รู้จักอ๋องฉี”

เซียวหมิงคนก่อนนั้นโง่เขลาเบาปัญญา ย่อมไม่เข้าใจถึงภัยร้ายเหล่านี้ แต่เขาในตอนนี้เข้าใจแจ่มแจ้ง... หากผลประโยชน์ลงตัว ตระกูลเหล่านี้ก็คือสุนัขที่เชื่อง แต่หากผลประโยชน์ขัดกันเมื่อไหร่ พวกมันก็พร้อมจะกลายเป็นเสือร้ายที่กินคนได้ทันที

เมื่อทำความเข้าใจสถานการณ์พื้นฐานได้แล้ว เซียวหมิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชีวิตตอนนี้เรียกได้ว่าหนีเสือปะจระเข้ อยู่ท่ามกลางไฟสงครามอย่างแท้จริง

แต่เมื่อนึกถึงสาเหตุที่เขาทะลุมิติมา ความหวังสายหนึ่งก็จุดประกายขึ้น

ในวินาทีที่ห้องทดลองระเบิด วัตถุทดลองที่เรียกว่า ‘ผลึกเทคโนโลยี’ ดูเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ร่างของเขา และในขณะที่เขาสลบไสล เขารู้สึกได้ตลอดเวลาว่าผลึกนี้ฝังอยู่ในจิตสำนึกของเขา

ผลึกเทคโนโลยีนี้คือผลึกพลังงานชนิดหนึ่ง ว่ากันว่ามาจากอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในกระบวนการทดลอง นอกจากจะค้นพบเทคโนโลยีล้ำยุคจำนวนมากแล้ว ทีมนักวิจัยยังได้ป้อนข้อมูลความรู้ทุกแขนงของมนุษยชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเข้าไปข้างในนั้นด้วย

จุดประสงค์ของการทดลองครั้งนี้ คือการผสานจิตสำนึกของมนุษย์เข้ากับผลึกเทคโนโลยี เพื่อสร้าง ‘ผู้สร้างอารยธรรม’ ขึ้นมา จากข้อมูลลับที่เขาทราบมา หากผสานเข้ากับผลึกเทคโนโลยีได้สำเร็จ ก็จะสามารถครอบครองคลังเทคโนโลยีในผลึกนั้นได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ ผู้ที่ผสานกับผลึกเทคโนโลยียังสามารถถ่ายทอดความรู้สู่ผู้อื่นได้ วิธีการถ่ายทอดความรู้ที่คล้ายกับการส่งต่อความทรงจำนี้ จะช่วยให้ผู้อื่นเรียนรู้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วในขอบเขตที่กำหนด ทำให้อารยธรรมหนึ่งๆ พัฒนาขึ้นมาได้อย่างก้าวกระโดด

ด้วยความตื่นเต้น เซียวหมิงลองสัมผัสถึงผลึกเทคโนโลยีในสมอง ความรู้มหาศาลก็ถาโถมลงมาราวกับขุนเขา

ความรู้ทางเทคโนโลยีทุกแขนงตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน วรรณกรรมอันหลากหลายครอบจักรวาล กรรมวิธีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมทุกชนิด การผลิตวัสดุทุกประเภท ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำอนาคต

“ผู้สร้างอารยธรรม... กำไรเห็นๆ งานนี้กำไรเละ!”

จากที่เคยตัดพ้อต่อว่าเมืองศักดินาอันทรุดโทรม ตอนนี้จิตใจของเซียวหมิงกลับฮึกเหิมขึ้นมาทันที

สมกับชื่อ ‘ผู้สร้างอารยธรรม’ มันคือผู้ที่สามารถสร้างอารยธรรมขึ้นมาได้จากความว่างเปล่า ฟังก์ชันนี้ช่างเหมาะเจาะกับเขาในเวลานี้เสียเหลือเกิน

ตอนนี้ดินแดนของเขายากจนข้นแค้น แต่เมื่อมีผลึกเทคโนโลยี เขาก็สามารถวิจัยและสร้างเครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตได้

ด้วยเครื่องมือเหล่านี้ เขาจะสามารถควบคุมทรัพยากรจำนวนมหาศาล ถึงเวลานั้นเขาจะได้กุมอำนาจเหนือดินแดนศักดินาไว้ในมืออย่างแท้จริง มิเช่นนั้นพวกตระกูลใหญ่ท้องถิ่นก็จะเป็นหนามยอกอกตลอดไป

เมื่อมีเป้าหมายชัดเจนในใจ เซียวหมิงก็เผลอหัวเราะ ‘เฮะๆ’ ออกมาราวกับคนบ้า

“องค์ชาย... องค์ชายเพคะ?”

เสียงหัวเราะที่ดูเลื่อนลอยของเซียวหมิงทำให้สาวใช้ที่ชื่อ ลู่หลัว อกสั่นขวัญแขวน สองวันมานี้ ‘อ๋องฉี’ ป่วยหนัก หากเป็นอะไรไป พวกนางที่เป็นบ่าวไพร่คงไม่มีใครรอดชีวิตแน่ ถึงแม้อ๋องฉีจะไม่เป็นที่โปรดปราน แต่ยังไงก็ขึ้นชื่อว่าเป็นถึงเชื้อพระวงศ์

เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่หลัวก็รู้สึกเศร้าโศกจนอดไม่ได้ที่จะสะอึกสะอื้นออกมาเบาๆ

“ท่านพ่อ ท่านแม่... ลูกอกตัญญูต่อท่านแล้ว ชาตินี้คงไม่อาจอยู่ดูแลพวกท่านได้...”

เสียงร้องไห้ของลู่หลัวดึงสติของเซียวหมิงให้กลับมาจากห้วงจินตนาการ

เขาดึงสติกลับมามองสาวใช้คนสนิท อายุราวสิบแปดปี หน้าตาสะสวยหมดจด

ในความทรงจำ สาวใช้สองคนของเขาคือ ลู่หลัว และ จื่อวั่น เป็นคนที่เขาไปอ้อนวอนขอจากเสด็จแม่ ‘เจินเฟย’ เมื่อไม่นานมานี้ ส่วนจุดประสงค์นั้นย่อมชัดเจนอยู่แล้ว เจ้าหมอนี่มันสะสมความเจ้าเล่ห์เพทุบายมาตั้งแต่เด็ก

แต่จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนเซียวหมิงจะยังไม่เคยแตะต้องสาวใช้ผู้นี้เลย

ไม่ใช่ว่าเซียวหมิงจะเป็นสุภาพบุรุษผู้ทรงศีลอะไรหรอกนะ เพียงแต่ลู่หลัวและจื่อวั่นเพิ่งเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องฉีได้ไม่ถึงสิบวัน เขายังไม่ทันได้เชยชมก็ดันม่องเท่งไปเสียก่อน

“ร้องไห้ทำไม ข้ายังไม่ตายสักหน่อย”

เซียวหมิงรู้ดีว่าลู่หลัวกังวลเรื่องอะไร แม้จะเข้าจวนมาได้เพียงสิบวัน แต่นิสัยขี้กลัวของลู่หลัวนั้นชัดเจนมาก

ลู่หลัวตกใจรีบกลั้นเสียงสะอื้นทันที ตอบเสียงแผ่วเบาราวกับยุงบิน

“หม่อมฉัน... หม่อมฉันนึกว่าองค์ชายเกิดอาการเสียสติเพคะ”

คำว่า ‘เสียสติ’ ในที่นี้หมายถึงอาการทางจิต หรือโรคประสาท ซึ่งในแคว้นต้าอวี้ยังมีความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจเข้าสิงด้วย

เซียวหมิงกลอกตามองบนใส่ลู่หลัว

“คิดเพ้อเจ้ออะไรกัน มีเวลาว่างขนาดนี้ สู้ให้ ‘เปิ่นหวาง’ (ตัวข้า) ตรวจร่างกายเจ้าหน่อยไม่ดีกว่ารึ”

“ตรวจร่างกาย? องค์ชาย... การตรวจร่างกายคือสิ่งใดหรือเพคะ?”

ลู่หลัวเบิกตากลมโตกระพริบปริบๆ ถามด้วยความไม่เข้าใจ

อ๋องฉีเซียวหมิงคนก่อนนั้นขี้ขลาดตาขาว แต่มีนิสัยโหดร้ายทารุณ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ฮ่องเต้ไม่ทรงโปรด

ทว่าเซียวหมิงคนปัจจุบันไม่ได้คิดจะเลียนแบบนิสัยของคนเก่า ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น ใครใช้ให้เขาเป็นดั่งฮ่องเต้น้อยในดินแดนแห่งนี้ล่ะ?

อีกอย่าง เซียวหมิงเป็นคนนิสัยเปิดเผย รักอิสระ และมีความทะลึ่งตึงตังแบบหน้าไม่อายอยู่แล้ว เขาคงทนปั้นหน้าเป็นคนที่มีนิสัยตรงกันข้ามไม่ได้แน่ๆ

ในเมื่อรู้ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลู่หลัว ที่เปรียบเสมือน เจี่ยเป่าอวี้กับสีเหริน (เจ้านายหนุ่มกับสาวใช้ห้องข้าง) การมาเยือนยุคสมัยนี้ทำให้เขาอดกระหยิ่มยิ้มย่องในใจไม่ได้

ชีวิตหนุ่มวิศวะโสดสนิทที่ถือครองพรหมจรรย์มานับยี่สิบกว่าปี ในโลกใบนี้จะได้ปิดฉากลงเสียที

“การตรวจร่างกาย ก็หมายถึงการ ดู ฟัง ถาม และจับชีพจร อย่างไรเล่า... แล้วก็ถือโอกาสสังเกตโครงสร้างทางสรีรวิทยาไปพร้อมๆ กัน”

เซียวหมิงยิ้มเจ้าเล่ห์

ลู่หลัวยิ้มทั้งน้ำตา

“องค์ชายดูโรคเป็นตั้งแต่เมื่อใดกันเพคะ ไอ้วิชาแพทย์ ดู ฟัง ถาม จับชีพจรน่ะ หม่อมฉันพอรู้... แต่ว่า ‘โครงสร้างทางสรีรวิทยา’ ที่ว่านี้ มันคืออะไรหรือเพคะ?”

(จบตอน)

เกร็ดเพิ่มเติมจากผู้แปล:

จบบทที่ บทที่ 1 องค์ชาย... องค์ชายเพคะ

คัดลอกลิงก์แล้ว