- หน้าแรก
- หลังจากหย่าร้าง ทั้งผมกับภรรยาต่างได้เกิดใหม่
- บทที่ 33 ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
บทที่ 33 ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
บทที่ 33 ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
บทที่ 33: ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
เมื่อเห็นพ่อขับรถจากไป เจียงเซี่ยถึงได้จูงมือหลินเยียนหว่านค่อยๆ เดินกลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนอย่างไม่รีบร้อน
"เมื่อกี้คุณกะจะเรียก 'พ่อ' ใช่ไหม?"
"ไม่ใช่ ไม่ใช่ซะหน่อย คุณหูฝาดแล้ว" หลินเยียนหว่านเบือนหน้าไปทางอื่น
พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เจียงเซี่ยก็อดขำออกมาไม่ได้ "พะ...คุณลุง! คุณนี่ก็นะ คิดได้ยังไง"
"มันก็ยังดีกว่าที่คุณเรียก 'แม่' ตรงๆ ตั้งเยอะ!"
"พอๆ กันนั่นแหละ!"
เธอเขินจนหน้าแดงก่ำแล้วสะบัดมือออก ก่อนจะหยิกที่ต้นขาของเจียงเซี่ยอย่างแรงอีกหนึ่งที
"โอ๊ย! เจ็บๆๆ! เมื่อกี้ก็หยิกไปแล้ว ตอนนี้ยังจะเอาอีกเหรอ!?"
โดนหยิกที่จุดเดิมซ้ำๆ เจียงเซี่ยสูดลมหายใจด้วยความเจ็บพลางร้องโวยวาย "คุณดูสิ! มันต้องเขียวคล้ำเพราะคุณแน่ๆ เนื้อไม่ได้อยู่ที่ตัวคุณหรือไง ถึงไม่รู้สึกเจ็บน่ะ?"
หลินเยียนหว่านรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ความผิดของเธอเสียทีเดียว หลายครั้งมันเป็นความเคยชินที่ต้องหยิกเขานี่นา
ขณะที่ทั้งคู่กำลังถกเถียงกัน เสียงกริ่งเข้าเรียนของโรงเรียนก็ดังขึ้นพอดี
ทั้งคู่หันมาสบตากัน เจียงเซี่ยถามว่า "คาบแรกคุณเรียนวิชาอะไรนะ?"
"เหมือนจะเป็นพละมั้ง?" หลินเยียนหว่านนึกทบทวนแล้วตอบ
"...งั้นก็รอดไป พวกเราเหมือนกันเลย"
ทั้งคู่ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่ถือว่าเข้าเรียนสาย
เดินผ่านสนามหญ้า เห็นนักเรียนสองห้องเข้าแถวเรียบร้อยแล้ว ครูพละของแต่ละห้องกำลังนำนักเรียนวอร์มอัพร่างกาย
เจียงเซี่ยทำเป็นมองไม่เห็น เดินดิ่งมุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนทันที
"คุณไม่เข้าเรียนพละเหรอ?" หลินเยียนหว่านถาม "เท้าฉันไม่ค่อยเจ็บแล้ว เดินกลับห้องเองได้"
"ไม่เข้า" เจียงเซี่ยส่ายหน้า สำหรับเขาแล้ว เอาเวลาเรียนพละไปวาดรูปต้นฉบับเพิ่มอีกสองสามใบยังจะดีเสียกว่า
"อ้อ"
แต่การที่ทั้งคู่เดินทอดน่องผ่านขอบสนามฟุตบอลไปด้วยกันแบบเปิดเผยขนาดนั้น ก็อยู่ในสายตาของคนจำนวนมาก
หวังหมิงยืนจ้องมองทั้งคู่ตาค้าง หวานปานน้ำผึ้งจนแทบจะตัวติดกันขนาดนี้เลยเหรอ?
ถ้าแบบนี้ไม่เรียกว่าคบกัน พวกคุณก็คงเป็นพี่น้องคลานตามกันมาแล้วล่ะ!
ภายในห้องเรียนมีคนอยู่เพียงไม่กี่คน เพื่อนร่วมโต๊ะยังคงตะลุยโจทย์วิชาสายศิลป์รวมอย่างขะมักเขม้นเหมือนเคย ไม่ยอมปล่อยให้เวลาว่างสูญเปล่า
เมื่อเห็นเจียงเซี่ย เฉินเหยาแอบประหลาดใจเล็กน้อย เธอขยับเก้าอี้ไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อให้เขาเข้าไปนั่งได้สะดวก
"คุณไม่เข้าเรียนพละเหรอ?"
"ไม่อยากเข้าน่ะ"
เจียงเซี่ยทอดสายตามองท้องฟ้าสีครามและเมฆสีขาวนอกหน้าต่าง พลางคิดว่าช่วงนี้เขาพัวพันกับหลินเยียนหว่านมากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งมันเริ่มสวนทางกับความตั้งใจแรกที่ตั้งไว้
เขาถอนหายใจเบาๆ หยิบสตอรี่บอร์ดและกระดาษวาดรูปออกมาจากลิ้นชัก ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
"เป็นอะไรล่ะ มีแฟนเป็นถึงสาวงามอันดับหนึ่งของสายชั้นพ่วงตำแหน่งเด็กเรียนดีแล้วยังจะมานั่งถอนหายใจอีก?"
เฉินเหยาเหลือบมองเขาด้วยหางตา เห็นเขาวาดรูปอีกแล้ว เมื่อเช้าอุตส่าห์ตั้งใจเรียนนึกว่าจะกลับตัวกลับใจ ที่ไหนได้เป็นแค่แสงสว่างวาบเดียวแล้วดับไปสินะ
เจียงเซี่ยจนปัญญา "คุณคิดมากไปแล้ว"
"งั้นก็คงเป็นเพราะกดดันล่ะสิ ถ้าฉันเป็นคุณนะ ในหนึ่งวันที่มี 24 ชั่วโมง ฉันจะอ่านหนังสือทำโจทย์สัก 23 ชั่วโมง จะได้ตามเธอให้ทัน แล้วสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกันให้ได้" เธอพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
"ผมแค่กำลังคิดว่า..." เจียงเซี่ยเปลี่ยนประเด็น "ช่างเถอะ คุณคิดว่าคนรักที่เคยรักกันมากๆ พอเลิกกันแล้ว จะยังเป็นเพื่อนกันได้จริงๆ เหรอ?"
"ฉันไม่เคยมีแฟนนี่ จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ"
น้ำเสียงของเฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองเขาด้วยความสงสัย "คุณคงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับเธอ ก็เลยกะจะเลิกกับหลินเยียนหว่านแล้วมาเป็นเพื่อนกันแทนหรอกนะ?"
"...ไอ้ระบบความคิดแบบคุณเนี่ย วันหลังอย่าไปเขียนนิยายรักนะ นักอ่านรุมด่าตายแน่นอน"
"ไม่มีทาง ถ้าฉันจะเขียน ฉันจะเขียนแนว 'นางเอกเทพตบหน้าตัวร้าย' เท่านั้นแหละ"
เจียงเซี่ยอดขำไม่ได้ สมเป็นสไตล์ของเธอจริงๆ
"จะว่าไป คุณจะวาดรูปแมวกับหนูพวกนี้ไปทำไมกันน่ะ รูปแต่ละใบเปลี่ยนไปแค่นิดเดียวเอง ถ้าไม่สังเกตดีๆ ฉันก็นึกว่าคุณให้ฉันเล่นเกมจับผิดภาพซะอีก ไม่รู้สึกว่าเสียเวลาบ้างเหรอ?"
เจียงเซี่ยยิ้มแต่ไม่ตอบ
ภาพต้นฉบับก่อนที่จะขยับได้มันก็เป็นแค่ภาพวาดธรรมดา แต่เมื่อมันเคลื่อนไหวได้เมื่อไหร่ ถึงจะเรียกว่าแอนิเมชัน
จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ผลงานระดับตำนานอย่างทอมกับเจอร์รี่ถูกสร้างขึ้นจากทีมงานหลายร้อยคน ที่ค่อยๆ วาดทีละเฟรมๆ แบบที่เขาทำอยู่นี่แหละ
คาบเรียนหนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เจียงเซี่ยได้ภาพต้นฉบับเพิ่มมาอีกแปดใบ หากไม่นับภาพฉากหลังที่ซับซ้อนกว่า ตอนนี้เขาวาดไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว
ตามความเร็วระดับนี้ สุดสัปดาห์นี้เขาก็จะเริ่มลงสีและเข้าสู่กระบวนการตัดต่อช่วงท้ายได้
เรียกได้ว่า ขยับเข้าใกล้ความสำเร็จในอนาคตอันสดใสไปอีกก้าวเล็กๆ
หวังหมิงกลับมาที่ห้องในสภาพเหงื่อท่วมตัวหลังจากเล่นบาสเสร็จ เขามองดูเจียงเซี่ยที่กำลังตั้งใจวาดรูป พยายามจะพูดอะไรบางอย่างหลายครั้งแต่ก็เงียบไป
หมอนี่มีแผนการอนาคตที่ชัดเจน แถมมีแฟนที่สวยจนใจเจ็บ เขาไม่ได้อิจฉาเลยนะ ไม่ได้อิจฉาจริงๆ ฮือๆ...
สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจยาว กลับไปนั่งที่โต๊ะแล้วหยิบน้ำแร่ขึ้นมาดื่มอึกๆๆ ราวกับว่ามันเป็นเหล้าย้อมใจ
…..
"เยียนหว่าน เมื่อกี้เธอเดินกลับห้องมากับเจียงเซี่ย มีคนเห็นเพียบเลยนะรู้ไหม เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นมีผู้ชายอกหักดังเพล้งกันทั้งสนามเลย" เสิ่นอิ๋งหมอบลงบนโต๊ะมองดูเพื่อนรัก
หลินเยียนหว่านทำเป็นหูทวนลมกับประโยคหลัง เธอจิบน้ำขิงพุทราจีนที่เจียงเซี่ยชงมาให้เบาๆ รสชาติยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
"เดินกลับห้องกับเพื่อนมันมีปัญหาตรงไหนเหรอ?" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เพื่อน? แฟนมากกว่ามั้ง" เสิ่นอิ๋งหัวเราะคิกคัก "ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นมาทำตัวกระตือรือร้นแบบนี้ เธอคงปั้นหน้ายักษ์ปฏิเสธไปตั้งนานแล้ว"
หลินเยียนหว่านหน้าแดงเล็กน้อย เลือกที่จะเลี่ยงไม่ตอบ แต่กลับยื่นมือไปเกาเอวตรงที่เสิ่นอิ๋งบ้าจี้แทน
"เธอยังมีหน้ามาพูดอีก! เมื่อเช้าบอกให้ฉันรอ แล้วทำไมหายหัวไปเลยล่ะ?"
"ฮ่าๆๆ... ก็ฉันเห็นว่าแฟนของเธอมาแล้ว ฉันก็ไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอหนทางรักน่ะสิ ว่าแต่เธอก็เถอะ ไม่ใช่ว่าโดนเขาจูงมือเดินตามต้อยๆ ไปเลยเหรอ ฉันเห็นชัดเจนจากบนตึกเลยนะ"
"ตอนนั้นฉันปวดท้อง เจ็บจนไม่มีแรงต่างหาก!"
"แถต่อไปเถอะ ต่อให้ฉันเชื่อเธอ แต่สายตาประชาชีมันเฉียบคมนะ ดูสิว่าคนอื่นเขาจะเชื่อเธอไหม?"
หลินเยียนหว่านรู้สึกว่าท่าทีของตัวเองอ่อนลงทันที
ความสัมพันธ์ของเธอกับเจียงเซี่ยไม่ใช่สิ่งที่คำพูดแค่ไม่กี่คำจะอธิบายได้หมด นั่นมันคือความรัก 4 ปี การแต่งงาน 8 ปี แถมยังมีพันธะเรื่องการกลับมาเกิดใหม่ด้วยกันอีก เรียกได้ว่าบัฟทับซ้อนกันจนเต็มสูบ
ถ้าวันนั้นมีคนมาพบศพของพวกเขาทั้งคู่ บางทีอาจจะสรุปได้ว่าเป็นสามีภรรยาที่รักกันลึกซึ้งก็ได้
——เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เพดานกำลังจะถล่มลงมา สามีใช้ร่างกายของตัวเองปกป้องภรรยาไว้ในนาทีวิกฤต ไม่นึกเลยว่าจะเสียชีวิตไปพร้อมกันทั้งคู่ ช่างเป็นเรื่องที่น่าประทับใจเหลือเกิน
พอคิดแบบนี้ ก็เหมือนกับว่าพระเจ้าจงใจให้พวกเขาทั้งคู่กลับมาต่อวาสนาเดิมกันจริงๆ
"อิ๋งอิ๋ง ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เลิกกับแฟนแล้ว ตกลงกันดิบดีว่าจะไม่เผาเงาไม่เผาผีกันอีก แต่ดันมีเรื่องอาถรรพ์ให้ต้องมาพัวพันกันตลอด ช่วงนี้เพื่อนคนนี้กลุ้มใจมาก ไม่รู้ว่าควรทำยังไงดี"
"จะไปกลุ้มทำไมล่ะ ก็แค่ไม่ต้องสนใจก็จบแล้วนี่"
"พวกเขาไม่ได้เลิกกันเพราะเรื่องความรู้สึกน่ะสิ"
"ทัศนคติไม่ตรงกัน?"
"ทัศนคติเข้ากันได้ดีมากเลยล่ะ แถมผู้ชายรอบข้างก็ไม่มีใครดีไปกว่าเขาแล้วด้วย ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเจอคนที่ดีกว่าเขาไหม"
"ถ้าเธอไม่ได้เกลียดเขา ก็กลับไปคืนดีกันซะสิ อีกอย่าง คู่รักที่ไหนไม่ทะเลาะกันบ้างล่ะ"
หลินเยียนหว่านชะงักไป คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
แต่ถ้าจะกลับไปขอคืนดีเร็วขนาดนี้ มันจะดูเหมือนเธอไร้ความสามารถไปหน่อยไหม?
ทำไมเขาไม่เป็นฝ่ายเริ่มก่อนล่ะ?
……….