- หน้าแรก
- หลังจากหย่าร้าง ทั้งผมกับภรรยาต่างได้เกิดใหม่
- บทที่ 17 ผู้เกิดใหม่มักมาพร้อมกับสูตรโกง
บทที่ 17 ผู้เกิดใหม่มักมาพร้อมกับสูตรโกง
บทที่ 17 ผู้เกิดใหม่มักมาพร้อมกับสูตรโกง
บทที่ 17: ผู้เกิดใหม่มักมาพร้อมกับสูตรโกง
ระหว่างทางไปโรงเรียนในช่วงบ่าย หวังหมิงเดินตามเซ้าซี้ถามเจียงเซี่ยไม่หยุด
"เหล่าเจียง แม่ฉันคุยอะไรกับนายกันแน่? ทำไมท่านถึงชมรัวๆ ขนาดนั้น แถมยังบอกให้ฉันเอาอย่างนายให้มากๆ อีก"
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นแม่ตัวเองชมใครออกนอกหน้าขนาดนี้ ในขณะที่ตัวเขาเองตั้งแต่เล็กจนโตได้รับคำชมเรื่องวาดรูปแทบนับนิ้วได้ มันช่างดูเหลือเชื่อจริงๆ
เจียงเซี่ยตอบหน้าตายว่า "คุณน้าบอกว่าฉันเป็นอัจฉริยะด้านการวาดรูปที่หาได้ยากในรอบร้อยปี ชาตินี้ถูกกำหนดมาให้เป็นนักสร้างแอนิเมชันระดับโลกน่ะ"
"ไปไกลๆ เลยไอ้หมอนี่ ไม่ขี้โม้สักวันจะตายมั้ย?"
หวังหมิงหน้าดำคร่ำเครียด คะแนนสอบศิลปะของหมอนี่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเลยแท้ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าทักษะการวาดของเจียงเซี่ยตอนนี้มันก้าวกระโดดไปไกลมาก
ดูเหมือนนกแก่ที่คร่ำหวอดในวงการแอนิเมชันมานาน ไม่เหมือนมือใหม่เพิ่งหัดขับเลยสักนิด
ทักษะที่ดูเก๋าเกมขนาดนี้มาปรากฏอยู่ในตัวเด็กมัธยมปลาย มันช่างขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
เจียงเซี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "สรุปแล้ว นายจะมาช่วยฉันมั้ย?"
"ทำทอมกับเจอร์รี่กับนายน่ะเหรอ?" หวังหมิงเลิกคิ้ว
"ใช่"
"ช่างเถอะ ฉันอยากเน้นเรื่องเรียนก่อน ไว้รอสอบเข้ามหาลัยเสร็จ ถ้านายยังต้องการคนช่วย ฉันค่อยมาช่วยละกัน"
"ก็ได้"
เจียงเซี่ยไม่บังคับ เขาทำคนเดียวก็ได้ แค่ความคืบหน้าอาจจะช้าลงหน่อย
ตามที่เขาคาดหวังไว้ ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงสอบเสร็จ เขาน่าจะทำได้สัก 5-6 ตอน แต่ที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องเข็นตอนแรกออกมาให้ได้ก่อน
ทั้งคู่เดินคุยกันจนถึงโรงเรียน ในห้องเรียนตอนนี้ยังไม่ค่อยมีคน เจียงเซี่ยเลยหยิบสตอรี่บอร์ดออกมาวาดคีย์เฟรมตอนแรกต่อทันที
เขามีงานที่ต้องเร่งทำมาก จึงต้องฉกฉวยทุกวินาทีที่มีค่า
ตะวันเริ่มโพล้เพล้ แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องทอดเงาลงบนตัวเขาเหมือนม่านบางๆ
เพื่อนในห้องเริ่มทยอยกันเข้ามา บรรยากาศของห้องสายศิลป์ภาษาโดยรวมแล้วมักจะผ่อนคลายกว่าสายวิทย์ ส่วนใหญ่มักจะเล่นสนุกกันมากกว่า
"วาดอะไรอยู่น่ะ?" เฉินเหยาไม่รู้ว่ามาตอนไหน จู่ๆ ก็ยื่นหน้าเข้ามาถาม
"อ้อ วาดเล่นๆ น่ะ" เจียงเซี่ยตอบส่งๆ
"คิกๆ แมวตัวนี้ยิ้มได้กวนประสาทจัง"
เธอมองที่กระดาษ เห็นแมวตัวหนึ่งยิ้มหน้าเป็นยืนพิงกำแพงเหมือนกำลังแอบฟังเสียงอะไรบางอย่าง
ไม่รอให้เจียงเซี่ยตอบ เธอขยับตัวกลับไปนั่งหลังตรงพลางหยิบสมุดรวบรวมข้อที่ผิดออกมาจากใต้โต๊ะแล้วถามว่า "การบ้านที่อาจารย์สั่งทำเสร็จหรือยัง?"
เจียงเซี่ยชะงัก ลายเส้นที่ควรจะลากยาวรวดเดียวกลับขาดตอน
"สุดสัปดาห์... มีการบ้านด้วยเหรอ?" เขาถามเสียงอ่อย
"มีสิ ภาษาจีน คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ การเมือง ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ อย่างละชุด" พูดเสร็จเฉินเหยาก็ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "อย่าบอกนะว่านายไม่ได้ทำอีกแล้ว?"
"แค่... ไม่ได้ไม่ได้ทำนะ แค่ลืมเฉยๆ"
เจียงเซี่ยหน้าแดงจัด คำพูดนี้แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกละอายใจ แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ ใครจะไปรู้ว่าตอนนั้นเขาเพิ่งข้ามเวลากลับมา จิตใจเลยไม่ได้อยู่ที่การเรียนเลย
เฉินเหยาเบะปาก "นั่นแหละที่เรียกว่าไม่ได้ทำ"
เธอมองคนที่ยังคงนั่งเฉยไม่สะทกสะท้าน แล้วพูดอย่างหวังดีว่า "สหายเจียงเซี่ย ถึงอาจารย์จะไม่ตรวจ แต่การทำโจทย์น่ะมันดีต่อตัวนายเองนะ ตอนนี้ขยันทำโจทย์ พอถึงตอนสอบจะได้ผิดน้อยลง เรื่องง่ายๆ แค่นี้อย่าบอกนะว่านายไม่เข้าใจ"
พอได้ยินว่าไม่ตรวจ เจียงเซี่ยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เป็นถึงผู้เกิดใหม่ถ้ายังต้องถูกทำโทษให้ยืนหน้าชั้นเรียนคงเสียหน้าแย่
"อืม สหายเฉินเหยาตักเตือนได้ถูกต้องแล้ว"
เขาเก็บกระดาษวาดรูป แล้วหยิบชุดข้อสอบออกมาจากใต้โต๊ะ มองดูวิชาคณิตศาสตร์แล้ววางไว้หลังสุดทันที ตั้งใจจะเริ่มปั่นวิชาภาษาจีนก่อน
เขาลองทำโดยไม่เปิดหนังสือดูก่อน ข้อไหนนึกไม่ออกค่อยเปิดดู ถ้าข้อไหนไม่ได้จริงๆ เขายังมีเพื่อนร่วมโต๊ะที่เป็นเด็กเรียนดี ค่อยหันไปถามบ่อยๆ ก็ได้
ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเจียงเซี่ยหรือเปล่า แต่ความรู้ที่เขาเคยลืมไปหมดแล้ว พอได้เปิดหนังสือดูแวบหนึ่ง มันกลับผุดขึ้นมาในหัวอย่างน่าอัศจรรย์—ไม่ว่าจะเป็นการอ่านออกเสียง ตัวสะเขียน ภาษาโบราณ บทกวี หรือการอ่านจับใจความ... เขากลับจำได้แม่นยำทุกอย่าง
การเกิดใหม่มันมีผลข้างเคียงแบบนี้ด้วยเหรอ?
ถ้าอย่างนั้นวิชาอื่นก็คงจะ...
ดวงตาเขาเป็นประกาย เขาปั่นโจทย์พื้นฐานวิชาภาษาจีนด้วยความเร็วแสง แล้วหยิบวิชาสายสังคมรวมออกมาทำ ผลที่ได้ก็เป็นไปตามคาด
ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในใจที่เกือบถูกลืมเลือนไปแล้ว พอได้สัมผัสกับตำราเรียน พื้นที่มืดมิดเหล่านั้นก็สว่างไสวขึ้นมาทันที
แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่า ความรู้ที่นึกออกนั้นคือสิ่งที่เขาเคยเข้าใจมาก่อน ส่วนข้อไหนที่เขาทำไม่ได้แต่แรก ตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี
ทว่า สำหรับเขาในตอนนี้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว อย่างน้อยเขาก็สามารถตามจังหวะการสอนของอาจารย์ทัน ไม่ใช่ว่าเข้าเรียนแล้วฟังไม่รู้เรื่องเลย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถแบ่งเวลาไปทำเรื่องของตัวเองได้มากขึ้น และโปรเจกต์ทอมกับเจอร์รี่ก็น่าจะเร่งสปีดได้อีก
เจียงเซี่ยถอนหายใจยาว นี่เป็นโชคดีที่ไม่ได้คาดฝันจริงๆ
ตอนแรกนึกว่าต้องใช้เวลาจำนวนมากในการทบทวนใหม่หมด ตอนนี้แค่ตั้งใจเรียนในห้องให้มากพอ เข้าใจตัวอย่างโจทย์ที่อาจารย์สอนให้ครบก็น่าจะรับมือกับการสอบมหาลัยในอีกสามเดือนข้างหน้าได้แล้ว
คาบเรียนเสริมช่วงค่ำของวันหยุดไม่มีอาจารย์เข้าสอน หัวหน้าห้องจะเดินเข้ามาสำรวจบ้างเป็นครั้งคราว เมื่อเห็นนักเรียนส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ก็เดินเอามือไพล่หลังออกไป
ตลอดทั้งคาบ เจียงเซี่ยใช้เวลาไปกับการรื้อฟื้นความรู้เก่า เฉินเหยามองเขาด้วยความประหลาดใจ แฟนหนุ่ม เอ๊ย เพื่อนร่วมโต๊ะคนนี้ทำไมจู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน? ถึงขนาดช่วงพักสิบนาทียังนั่งจดจ่ออยู่กับหนังสือ แม้แต่หวังหมิงมาเรียกเขายังไม่ตอบสนองเลย
นี่ไม่ใช่เขาเลยนะ ปกติควรจะนอนฟุบลงกับโต๊ะหรือไม่ก็หยิบดินสอมาวาดรูปไม่ใช่เหรอ?
จนกระทั่งเสียงกริ่งหมดคาบที่สามดังขึ้น เจียงเซี่ยถึงได้หลุดออกจากภวังค์แห่งการเรียนรู้ เขาใช้เวลาประมาณห้าชั่วโมงในการกู้คืนความรู้มัธยมปลายสามปีกลับมาได้เกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์
เขายังรู้สึกว่า หลังจากเข้าสู่โหมดสมาธิขั้นสูง ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างมาก หลายจุดที่เมื่อก่อนไม่เข้าใจ ตอนนี้กลับเข้าใจทะลุปรุโปร่งเหมือนบรรลุธรรม
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
จริงด้วยสินะ ผู้เกิดใหม่มักมาพร้อมกับสูตรโกงเสมอ
ถ้ายังรักษาโหมดนี้ต่อไปได้ อีกสามเดือนข้างหน้า การจะเข้ามหาลัยศิลปะชั้นนำอย่าง CAFA หรือ GAFA ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก
"เหล่าเจียง ฉันว่านายช่วยหุบยิ้มหน่อยได้มั้ย ยิ้มได้หื่นกามมาก คนไม่รู้จะนึกว่านายกำลังจินตนาการเรื่องลามกอยู่" เสียงของหวังหมิงดังขึ้นขัดจังหวะ เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ โต๊ะหน้าโต๊ะหลังได้เป็นอย่างดี
เจียงเซี่ยหน้ากระตุกแรง ขี้เกียจจะอธิบายกับไอ้หมอนี่ เขาคว้ากระเป๋าเป้แล้วพูดว่า "ไปละ กลับบ้าน"
เขาเดินตามฝูงชนออกจากห้องเรียน มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนเบียดเสียดกันอยู่บนระเบียงทางเดิน
"จะว่าไป เมื่อกี้หัวเราะเรื่องอะไร? ฉันเห็นนายจ้องแผ่นหลังดาวโรงเรียนเราตาไม่กะพริบจนน้ำลายเกือบหก หรือว่านายกำลังมโนเรื่องเธออยู่?" หวังหมิงขยิบตาให้อย่างมีเลศนัย
"ไร้สาระ นายคิดว่าฉันเป็นเหมือนนายหรือไง?" เจียงเซี่ยสวนกลับทันควัน
ความรักของเขาเพิ่งจะจบลง คาดว่าในเวลาสั้นๆ นี้คงยากที่จะเปิดใจให้ผู้หญิงคนอื่น ตอนนี้ในหัวเขามีแต่เรื่องความยิ่งใหญ่ของอาชีพการงานเท่านั้น
ความคิดเริ่มล่องลอยไปไกล ทว่าในตอนนั้นเอง ไฟที่ระเบียงทางเดินก็ดับพรึบลงกะทันหัน
ผู้คนเริ่มส่งเสียงโห่ร้องเซ็งแซ่ เจียงเซี่ยมองออกไปไกลๆ สัญชาตญาณบอกเขาว่ามันมืดสนิทไปหมดทุกที่
ใจเขาเต้นผิดจังหวะ "ไฟดับทั้งเมืองเหรอ?"
……….