- หน้าแรก
- เทพอสูรทลายดาราจักร
- เทพอสูรทลายดาราจักร บทที่ 108 วังเจ็ดอสูร (อ่านฟรี)
เทพอสูรทลายดาราจักร บทที่ 108 วังเจ็ดอสูร (อ่านฟรี)
เทพอสูรทลายดาราจักร บทที่ 108 วังเจ็ดอสูร (อ่านฟรี)
บทที่ 108 วังเจ็ดอสูร
หลิงหยุนเมิ่งให้คนจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับอันโอ่อ่าสมเกียรติ เพื่อฉลองชัยให้หน่วยพิฆาตเทพ รวมถึงกู้หยุนเฟิงและเฉินเจียงหง เหล่าเจ้าหน้าที่ประจำเมืองหลงอวิ๋น ตลอดจนผู้นำตระกูลใหญ่และผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ใต้บังคับบัญชาล้วนมาร่วมงานเลี้ยงฉลองครั้งนี้กันพร้อมหน้า
เจียงหานกลายเป็นจุดสนใจสูงสุดของงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ ผู้คนมากมายต่อคิวกันยกจอกคารวะเขาไม่ขาดสาย เหล่าเจ้าหน้าที่ภายในสำนักต่างก็รู้ดีแล้วว่า ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งการผงาดขึ้นของเจียงหานได้อีกต่อไป หากเจียงหานไม่เลือกไปเข้าร่วมวังเจ็ดอสูรหรือขุมอำนาจใหญ่แห่งอื่น อีกไม่ถึงสิบปี เขาย่อมได้ก้าวขึ้นเป็นผู้อาวุโสของสำนักเมฆาฝัน และแม้แต่ตำแหน่งเจ้าสำนักรุ่นต่อไปก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ทั้งงานต้อนรับในช่วงบ่ายและงานเลี้ยงในตอนค่ำ ผู้อาวุโสรองหยุนซานเยวี่ยไม่ปรากฏตัว ผู้อาวุโสห้าก็ไม่ออกมาเช่นกัน หลานชายของทั้งสองคนเกรงว่าคงพากันไปยังวังหมาป่าแล้ว ทั้งสองแม้ไม่มีใจคิดทรยศ แต่ก็ไร้หน้าไปพบผู้คน
แน่นอนว่า ในงานเลี้ยงครั้งนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยได้กลิ่นอายบางอย่างที่แตกต่างออกไป ผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสสี่ซึ่งเดิมทีวางตัวเป็นกลาง กลับแสดงท่าทีสุภาพนอบน้อมต่อเจียงหานเป็นพิเศษ ถึงกับเป็นฝ่ายยกจอกเข้าไปคารวะจั่วอีอีและฉีปิงด้วยตนเอง ท่าทีผิดสังเกตเช่นนี้ ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงปัญหาบางประการ
ก่อนหน้านี้ ภายในสำนักเมฆาฝันแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจใหญ่ ฝ่ายหนึ่งคือหลิงหยุนเมิ่งกับผู้อาวุโสใหญ่ มีผูุ้นำหอสามคนและเจ้าหน้าที่บางส่วนเป็นผู้สนับสนุนอย่างเหนียวแน่น อีกฝ่ายคืออันจินเหมา ผู้อาวุโสรอง ผู้อาวุโสห้า และผู้อาวุโสหกล้วนเป็นผู้หนุนหลังอันจินเหมา ผู้นำหอและเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ในสำนัก ต่างก็ให้การสนับสนุนอันจินเหมาไม่ว่าต่อหน้าอย่างเปิดเผยหรือในที่ลับ
นอกจากนี้ยังมีผู้อาวุโสสาม ผู้อาวุโสสี่ รวมถึงผู้นำหอและเจ้าหน้าที่ส่วนน้อยที่วางตัวเป็นฝ่ายเป็นกลาง
อาการบาดเจ็บของหลิงหยุนเมิ่งไม่เคยหายขาด ขณะที่อันจินเหมาเป็นผู้ฝึกตนแก่นวิญญาณภูผามหาสมุทรขั้นเก้า คือกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดภายในสำนักเมฆาฝัน อำนาจและบารมีของอันจินเหมาในสำนักสูงล้ำยิ่งนัก เมื่อครั้งช่วยจั่วเทียนซิงบุกยึดสำนักเมฆาฝัน เขานับเป็นผู้มีความชอบอันดับหนึ่ง
ตราบใดที่จั่วเทียนซิงยังไม่ตาย ก็ไม่มีผู้ใดให้การสนับสนุนอันจินเหมา ปัญหาก็คือบัดนี้จั่วเทียนซิงตายไปแล้ว พลังรบของหลิงหยุนเมิ่งยังไม่อาจทำให้ทุกคนยอมศิโรราบ นี่เองที่เป็นชนวนให้เกิดการแก่งแย่งภายในสำนักเมฆาฝัน
ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสสี่ต่างวางตัวเป็นกลาง ทำให้ฝ่ายของหลิงหยุนเมิ่งตกเป็นรองมาโดยตลอด ทว่าบัดนี้ดูเหมือนผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสสี่จะมีแนวโน้มเอนเอียงมาทางหลิงหยุนเมิ่ง สัญญาณเช่นนี้อันตรายอย่างยิ่ง
ผู้อาวุโสใหญ่เองก็เป็นผู้ฝึกตนแก่นวิญญาณภูผามหาสมุทรขั้นเก้า หลิงหยุนเมิ่งอยู่ขั้นแปด หากผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสสี่หันมาหนุนหลิงหยุนเมิ่ง อีกทั้งผู้อาวุโสรองและผู้อาวุโสห้าเพราะเรื่องของหยุนเฟยกับลู่เหิง ทำให้บารมีในสำนักตกฮวบลงอย่างหนัก เช่นนั้นฝ่ายของอันจินเหมาก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งนัก
ในงานเลี้ยงค่ำคืน อันจินเหมาเพียงยกจอกคารวะไม่กี่รอบก็ลุกออกไป หลังจากผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสสี่แสดงท่าทีเอนเอียงแล้ว เหล่าผู้นำหอและเจ้าหน้าที่ที่เคยวางตัวเป็นกลางต่างก็เริ่มขยับตัว พากันยกจอกเข้าไปคารวะเจียงหาน ฉีปิง จั่วอีอีและคนอื่นๆ อย่างแข็งขัน
ถัดจากนั้น เหล่าผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสของตระกูลน้อยใหญ่เบื้องล่างก็ต่างพากันยกจอกตามกระแสขึ้นมา หลายตระกูลล้วนเป็นพวกที่พร้อมเอนตามลม
การผงาดขึ้นของเจียงหาน ฉีปิง และจั่วอีอีเป็นกระแสที่ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้ หากทั้งสามเติบโตขึ้นในวันหน้า ก็จะกลายเป็นยอดผู้ฝึกตนแก่นวิญญาณภูผามหาสมุทรอีกสามคน ฝ่ายของหลิงหยุนเมิ่งย่อมครอบครองพลังอำนาจที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามอย่างเด็ดขาด
เพราะฉะนั้น…
คืนนั้นเจียงหานกับคนอื่นๆ ล้วนดื่มจนเมามายกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะเจียงหานดื่มมากที่สุด จนท้ายที่สุดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนกลับที่พักอย่างไร พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็เป็นยามเที่ยงของวันถัดมาแล้ว
“เจ้าฟื้นแล้วหรือ?”
เสียงอ่อนโยนหนึ่งดังขึ้น เจียงหานลืมตาขึ้นมองเพียงแวบเดียว ความมึนเมาที่หลงเหลืออยู่ก็พลันสลายหายไป เขารีบลุกขึ้น น้อมกายคารวะกล่าวว่า
“คารวะเจ้าสำนัก”
หลิงหยุนเมิ่งหันกายกลับมา มองเจียงหานด้วยรอยยิ้มบาง เอ่ยว่า
“เจียงหาน ข้ากำลังจะกลับไปประจำการที่เมืองหยุนเมิ้ง ก่อนจากกันอยากคุยกับเจ้าสักสองสามคำ”
เจียงหานโค้งกายกล่าวว่า
“เชิญเจ้าสำนักสั่งการ”
หลิงหยุนเมิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า
“เจียงหาน เจ้ารู้เรื่องวังเจ็ดอสูรบ้างหรือไม่?”
เจียงหานพยักหน้าตอบ
“พอรู้บ้าง สำนักเมฆาฝันของเราเป็นกองกำลังย่อยของวังเจ็ดอสูรใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง”
หลิงหยุนเมิ่งตอบว่า
“วังเจ็ดอสูรเป็นกองกำลังระดับบุตรมังกร ส่วนสำนักเมฆาฝันของเราเป็นกองกำลังระดับขุนนาง เรากับกองกำลังระดับขุนนางอีกกว่าสิบแห่งในแถบนี้ ล้วนอยู่ใต้การปกครองของวังเจ็ดอสูรทั้งสิ้น”
"วังเจ็ดอสูรทรงพลังยิ่งนัก มีผู้แข็งแกร่งขอบเขตวัฏจักรวิญญาณอยู่ถึงเจ็ดคน ผู้ฝึกตนแก่นวิญญาณภูผามหาสมุทรเกือบร้อย นับเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในดินแดนแถบนี้”
เจียงหานพยักหน้าอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าหลิงหยุนเมิ่งพูดเช่นนี้หมายความอย่างไร? ทำได้เพียงตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ
หลิงหยุนเมิ่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เอ่ยว่า
“ศึกใหญ่ครานี้ใกล้จะถึงจุดจบแล้ว อีกสักหนึ่งถึงสองครั้งที่พวกเจ้าออกศึก จำนวนผู้ฝึกตนของวังหมาป่าที่ถูกเราฆ่าสังหารก็น่าจะครบสองพัน ศึกครั้งนี้เราก็ถือว่าชนะแล้ว รอจนศึกใหญ่ยุติ ทูตจากวังเจ็ดอสูรก็คงจะมา”
เจียงหานยังคงไม่เข้าใจว่าหลิงหยุนเมิ่งคิดจะทำอะไรอยู่ในใจ อดไม่ได้จึงถามออกไปว่า “เจ้าสำนักหมายความว่าอย่างไร?”
“แท้จริงแล้วศึกใหญ่ครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการแย่งชิงความเป็นเจ้าของเหมืองหลงอวิ๋นเท่านั้น ยังมีเจตนาที่ลึกกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง”
หลิงหยุนเมิ่งในที่สุดก็เอ่ยถึงจุดประสงค์ที่ตนมาครานี้ นางกล่าวว่า “นั่นก็คือ…วังเจ็ดอสูรต้องการคัดเลือกอัจฉริยะ หากไม่เกิดเหตุผิดคาด ครานี้ เจ้า อี๋อี๋ ปิงเอ๋อร์ จิงจิง ล้วนเข้าตาวังเจ็ดอสูรไปแล้ว รอจนศึกใหญ่จบ วังเจ็ดอสูรจะส่งทูตมารับพวกเจ้าไปวังเจ็ดอสูร”
“เอ่อ…”
เจียงหานชะงักไป เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เจ้าสำนัก พวกเราจำเป็นต้องไปหรือไม่?”
เจียงหานกำเนิดจากถิ่นกันดาร ความรู้เห็นไม่กว้างไกลนัก ก็ไม่มีความทะเยอทะยานยิ่งใหญ่ใดๆ ในใจเขาคิดเพียงแค่ยืนหยัดให้มั่นในสำนักเมฆาฝัน พาเจียงหลี่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปทั้งชาติ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
วังเจ็ดอสูรเพื่อคัดเลือกอัจฉริยะ ถึงกับให้สำนักเมฆาฝันกับวังหมาป่านำคนเจ็ดถึงแปดพันชีวิตมาห้ำหั่น บัดนี้ทั่วสามสิบสามยอดเขามองไปทางใดก็เห็นแต่หลุมศพ มีสักกี่คนที่อาบเลือดต่อสู้? มีสักกี่คนที่ต้องฝังร่างต่างถิ่น? แค่คำสั่งเดียวจากเบื้องบนของวังเจ็ดอสูร ผู้คนนับไม่ถ้วนเบื้องล่างก็ต้องกลายเป็นดั่งสัตว์ติดกับดักที่กัดฟันสู้จนตัวตาย
ในใจเจียงหาน วังเจ็ดอสูรคือสถานที่ไร้ซึ่งไออุ่นของมนุษย์ ล้วนเป็นสัตว์เลือดเย็น เขาจึงมีความรู้สึกต่อต้านวังเจ็ดอสูรอยู่ในใจ จึงได้ถามเช่นนั้นออกไป
“ข้าแนะนำ…ให้ไป!”
คำตอบของหลิงหยุนเมิ่งทำให้เจียงหานถึงกับตะลึง นางเว้นช่วงเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “เจ้าควรรู้ดีว่า เส้นทางการบ่มเพาะ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือทรัพยากร หากเจ้าอยากแข็งแกร่งขึ้น ก็จำต้องครอบครองทรัพยากรมหาศาล”
“ยิ่งเป็นขุมอำนาจที่แข็งแกร่งมากเท่าใด ทรัพยากรที่พวกเขาควบคุมไว้ก็ยิ่งมากเท่านั้น เอาอย่างนี้…ต่อให้เอาทรัพยากรทั้งหมดของสำนักเมฆาฝันมากองให้คนผู้เดียว ก็ไม่มีทางปั้นให้กลายเป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตจิตวิญญาณสวรรค์พิภพได้”
“เพราะฉะนั้น!”
หลิงหยุนเมิ่งหันกายกลับมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หากอยากจะแข็งแกร่งขึ้น หากอยากได้ทรัพยากรมากกว่านี้ ก็ทำได้เพียงเข้าร่วมขุมอำนาจที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเท่านั้น”
“รอจนเจ้าบ่มเพาะในวังเจ็ดอสูรจนถึงขอบเขตวัฏจักรวิญญาณ หากถูกขุมอำนาจที่สูงกว่านั้นหมายตา หากเจ้าปรารถนาจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก เจ้าก็จำต้องละทิ้งวังเจ็ดอสูร แล้วเข้าร่วมขุมอำนาจที่สูงกว่านั้น”
“เมื่อบ่มเพาะไปถึงช่วงหลังๆ เช่น ขอบเขตจิตวิญญาณสวรรค์พิภพ ขอบเขตสุญญตา ขอบเขตเซียนปฐพี ทรัพยากรจำนวนมากมิใช่สิ่งที่ใช้หินวิญญาณซื้อหาได้ มีเพียงกองกำลังมหาอำนาจเท่านั้นที่ครอบครองอยู่”
“มหาอำนาจเหล่านั้นผูกขาดทรัพยากร ก็เท่ากับผูกขาดเส้นทางไต่เต้าของเหล่าจอมยุทธ์เร่ร่อน อัจฉริยะทุกคนที่อยากจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งสูงสุด ล้วนจำต้องเข้าร่วมมหาอำนาจ กลายเป็นกำลังให้พวกมันใช้สอย!”
“มหาอำนาจได้รับการเข้าร่วมอย่างไม่ขาดสายจากเหล่าอัจฉริยะ ก็ย่อมสามารถครอบครองกลุ่มยอดผู้แข็งแกร่งอยู่เสมอ เมื่อมีพลังอำนาจทางยุทธ์อันแข็งแกร่ง ก็ย่อมสามารถครอบครองดินแดนอันกว้างใหญ่ ก็ย่อมสามารถครอบครองทรัพยากรมหาศาล ก็ย่อมสามารถดึงดูดอัจฉริยะให้เข้าร่วมได้อีก”
“เช่นนี้จึงก่อเกิดเป็นวัฏจักรที่ดีงาม ดังนั้นโครงสร้างของแคว้นจิ่วโจวจึงแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา!”
“นี่แหละคือกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้!”
หลิงหยุนเมิ่งอธิบายอย่างละเอียด เจียงหานเข้าใจเรื่องราวขึ้นมากนัก เขาพยักหน้าเล็กน้อย เอ่ยว่า “เจ้าสำนัก ข้าเข้าใจแล้ว”
“อืม”
หลิงหยุนเมิ่งเผยรอยยิ้มบาง กล่าวต่อว่า “จุดประสงค์ที่ข้ามาที่นี่มีเพียงเรื่องเดียว หากเจ้าตัดสินใจจะเข้าร่วมวังเจ็ดอสูรแล้วละก็ ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าวังเจ็ดอสูรในฐานะศิษย์ภายใต้ผู้อาวุโสสี่พร้อมกับอี๋อี๋และพวกนาง”
“ผู้อาวุโสสี่คือหลักพึ่งพิงของสำนักเมฆาฝันของเรา หากพวกเจ้าเข้าร่วมและทำให้สายของผู้อาวุโสสี่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ต่อไปผู้อาวุโสสี่ก็จะยิ่งดูแลสำนักเมฆาฝันของเรามากขึ้น”
“นอกจากนี้ ผู้อาวุโสสี่ได้ให้สัญญากับข้าไว้แล้ว ศึกใหญ่ครานี้หากเราชนะ จะมอบสิทธิแนะนำเข้าวังเจ็ดอสูรให้เราสองคน ดังนั้นเมื่อศึกจบลง เราน่าจะมีหกคนที่ได้เข้าร่วมวังเจ็ดอสูร”
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
เจียงหานโค้งกายคารวะ เอ่ยว่า “หากข้าเข้าร่วมวังเจ็ดอสูร ข้าจะต้องไปพร้อมกับอี๋อี๋และพวกนางอย่างแน่นอน”
“ดีแล้ว! หลิงหยุนเมิ่งหมุนกายเดินออกไปทางด้านนอก ถึงหน้าประตูราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ นางเอ่ยว่า”การทรยศของหยุนเฟย น่าจะเป็นฝีมืออันซื่อฉี เดิมทีข้าคิดจะลงมือจับอันซื่อฉีเสียให้ได้ คาดไม่ถึงว่าเขาจะรีบหนีเข้าเมืองเงาทมิฬไปก่อน”
“วางใจเถิด เว้นเสียแต่เขาจะซ่อนตัวอยู่ในเมืองเงาทมิฬไปชั่วชีวิต มิเช่นนั้นตราบใดที่ก้าวออกมา ข้าจะให้คนไปจับตัวเขามา คืนความยุติธรรมให้เจ้า”
“ที่แท้ก็เป็นมันจริงๆ!”
แววตาเจียงหานวาบด้วยแสงเยียบเย็น เจ้าเฒ่าคนนี้คิดร้ายต่อเขาไม่เคยสิ้น หากมีโอกาสสักครั้ง ต้องฆ่ามันให้ได้!