- หน้าแรก
- ภรรยาที่ถูกเอ็นดูแห่งยุค 70
- บทที่ 29 โตแล้ว
บทที่ 29 โตแล้ว
บทที่ 29 โตแล้ว
“ไม่ได้หายนะ นี่ก็เหมือนเมื่อวานไม่ใช่หรือ?”
“หายไปหนึ่งกระป๋อง” ซูอวี้ฮ่วนพูดอย่างมั่นใจ
ซูหาวซิ่นเห็นว่าหลอกหลานไม่ได้ จึงนั่งลงแล้วบอกเขาว่า “กระป๋องที่หายไป ปู่เอาไปแลกปลาแล้ว พรุ่งนี้จะตุ๋นแกงปลาให้เสี่ยวฮ่วนกิน”
“แกงปลา” ซูอวี้ฮ่วนมองกระป๋องนมผงที่เรียงอยู่บนเตียง นึกถึงแกงปลาที่ไม่ได้กินมานาน จึงผลักกระป๋องที่อยู่ตรงหน้าออกไปหนึ่งกระป๋อง “แลกสองตัว”
เห็นเขาเป็นแบบนี้ ซูหาวซิ่นก็หัวเราะแล้วพูดว่า “ได้สิ พรุ่งนี้ปู่จะไปหาคนแลกปลาให้เสี่ยวฮ่วน”
ซูอวี้ฮ่วนขมวดคิ้ว “อย่าเรียกเสี่ยวฮ่วน”
“ไม่ให้เรียกเสี่ยวฮ่วน แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?” ซูหาวซิ่นถามอย่างขบขัน หลานชายของเขาตั้งแต่เล็กก็เชื่อฟังกว่าเด็กทั่วไป ระยะนี้ยิ่งทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย แม้แต่คำพูดของเขาก็เอาไม่อยู่ ตอนนี้ยังไม่ยอมให้เรียกชื่อเล่นแล้ว
“เรียกผมว่าซูอวี้ฮ่วน” เขาพูดเน้นเสียง
“ได้ ได้ ซูอวี้ฮ่วนสหายน้อย” ซูหาวซิ่นตอบอย่างอารมณ์ดี “ดึกขนาดนี้แล้ว ถึงเวลานอนหรือยัง?”
ซูอวี้ฮ่วนส่ายหน้า เขายังไม่ง่วง
“ในฐานะสหายน้อย เธอต้องเชื่อฟังการจัดการ ตอนนี้ถึงเวลานอนแล้ว เล่นต่อไม่ได้”
“ก็ได้” ซูอวี้ฮ่วนพูดอย่างลังเล “พรุ่งนี้กินแกงปลานะ” เขายังไม่ลืมต่อรองเงื่อนไข
“พรุ่งนี้ปู่จะไปดูว่าจับปลาได้หรือยัง ถ้าจับได้ก็เอามากิน” ซูหาวซิ่นลูบศีรษะหลานชาย การพาเด็กคนนี้มาอยู่ที่นี่ทำให้เขาต้องลำบาก ที่บ้านเมื่อก่อน เคยมีเรื่องกินปลาแล้วดีใจขนาดนี้หรือ? ทั้งวันถือแต่กระป๋องนมผงนับไปมา ก็เพราะไม่มีอะไรให้กิน ต้องอาศัยนมผงประทังความหิว
“อืม นอน พรุ่งนี้กินปลา” ซูอวี้ฮ่วนพยักหน้า ค่อย ๆ ย้ายของที่อยู่ตรงหน้าไปไว้ข้างหนึ่ง แล้วดึงผ้าห่มพลางเรียกปู่
ทางฝั่งนี้สองปู่หลานหลับสนิทดี แต่อีกฝั่งหนึ่ง หนิงเถียนเถียนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีนมผงกระป๋องแรกแล้ว กลับนอนอยู่ดีๆก็ถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้ง ครั้งนี้ก็ยังเป็นลูกไก่ตัวนั้น ลูกไก่ที่หิวจนตื่นกลางดึกส่งเสียงจิ๊บ ๆ ปลุกหนิงเถียนเถียนให้ตื่น แต่กลับไม่ปลุกผู้ใหญ่สองคนที่สามารถให้อาหารมันได้
หนิงเถียนเถียนลืมตาขึ้น รอบตัวมืดสนิท มองอะไรไม่เห็น แต่พอได้ยินเสียงก็รู้ว่าเป็นของสิ่งนั้นที่กัดเท้าเธออีกแล้ว ด้วยความโมโหจึงเริ่มเรียกแม่ ทว่าเรียกอยู่นาน หวังเย่ว์จินที่ปกติจะมาทันที กลับไม่มีความเคลื่อนไหว เสียงจิ๊บๆยังดังอยู่ข้างหู เธอโกรธจนโยนของบางอย่างในมือที่ไม่รู้ว่ามีตั้งแต่เมื่อไรลงไป เสียงข้างหูก็เงียบลงทันที เมื่อรอบตัวกลับมาเงียบ หนิงเถียนเถียนขยับตัวเล็กน้อย แล้วหลับต่อ
บนเตียง หวังเย่ว์จินสะลึมสะลือตื่นขึ้น เขย่าสามีเบา ๆ “เจี้ยนหมิน เมื่อกี้เถียนเถียนเรียกฉันหรือเปล่าคะ?”
“ไม่หรอก” หนิงเจี้ยนหมินพลิกตัว “นอนเถอะ”
หวังเย่ว์จินไม่เชื่อเขา คลำจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดในความมืด แล้วเดินไปดู เห็นลูกสาวหลับสนิทเหมือนลูกหมูน้อย ก็ยิ้มพลางดึงผ้าห่มให้เธอ แล้วเดินกลับไปอย่างเงียบ ๆ
“ขยับเข้าไปหน่อยสิ” รู้สึกว่าสามีขยับออกด้านนอกอีก หวังเย่ว์จินจึงปลุกเขาแล้วผลักเข้าไปด้านใน
หนิงเจี้ยนหมินที่ยังงัวเงียขยับเข้าไปด้านใน หวังเย่ว์จินจึงล้มตัวลงและหลับไปอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น หนิงเจี้ยนหมินที่ออกไปข้างนอกแล้วกลับมา มีสีหน้าประหลาดใจ เรียกภรรยา “เย่ว์จิน”
“มีอะไรหรือ?” หวังเย่ว์จินลุกขึ้นนั่ง
“เธอดูสิ ลูกไก่นี่เหมือนจะตัวใหญ่ขึ้นหรือเปล่า?” หนิงเจี้ยนหมินยกตะกร้าในมือให้เธอดู เมื่อกี้ตอนเข้าห้อง เขาเหลือบมองก็รู้สึกว่าลูกไก่ดูอ้วนขึ้นกว่าเมื่อวาน
“เหมือนจะใช่จริงๆด้วย” หวังเย่ว์จินจับมันขึ้นมา “ใหญ่กว่าเมื่อวานจริงๆ” เมื่อวานยังใช้มือห่อมันไว้ได้ วันนี้ทำได้แค่จับ
“โตเร็วขนาดนี้?” หนิงเจี้ยนหมินพูด “อีกเดือนก็ออกไข่ได้แล้วหรือ?”
“คิดอะไรอยู่น่ะ?” หวังเย่ว์จินตีเขาเบา ๆ “โตเร็วผิดปกติแบบนี้ จะวางใจได้หรือ?” พูดจบก็วางลูกไก่กลับลงในตะกร้า เห็นมีเมล็ดข้าวสาลีอยู่สองสามเมล็ด จึงหยิบขึ้นมาทีละเมล็ด “คุณเป็นคนให้หรือ?”
“ไม่ใช่” หนิงเจี้ยนหมินส่ายหน้า ของล้ำค่าอย่างข้าวสาลี จะเอามาให้ไก่กินได้อย่างไร “ไม่ใช่ผม”
“แล้วจะเป็นใครกัน?” หวังเย่ว์จินถาม นึกถึงลูกชายที่อยู่ข้างๆแม้จะเช้าอยู่ก็ไม่สนใจแล้ว “เสี่ยวฉือ ตื่นเร็ว อย่านอนแล้ว”
“แม่…” หนิงเสี่ยวฉือที่ถูกปลุก ลืมตาพลางขยี้ตาแล้วเรียก
“เสี่ยวฉือ บอกแม่มา เมล็ดข้าวสาลีในตะกร้านี่ ลูกเป็นคนใส่หรือเปล่า?” หวังเย่ว์จินกางมือให้ดู
หนิงเสี่ยวฉือส่ายหน้า แล้วถามว่า “แม่ ลูกไก่อยู่ไหนครับ?”
“แล้วมันมาจากไหนน่ะ?” หวังเย่ว์จินถามอย่างสงสัย
“ใครจะไปรู้ล่ะ ช่างมันเถอะ แค่ลูกไก่ตัวเดียว จะเป็นอะไรไปได้?” หนิงเจี้ยนหมินพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“แบบนั้นก็ไม่ได้” หวังเย่ว์จินยังไม่วางใจ
“แม่ บนเตียงน้องมี” ขณะที่ทั้งสองพูดกัน หนิงเสี่ยวฉือก็พูดขึ้นมา
หวังเย่ว์จินรีบวางเมล็ดข้าวสาลีในมือลงที่หัวเตียง สวมรองเท้า อุ้มเถียนเถียนขึ้นมา แล้วเขย่าที่นอนของเธอ ก็พบว่ามีเมล็ดข้าวสาลีตกลงมาจริง ๆ หนิงเจี้ยนหมินก้มลงเก็บขึ้นมา มือหนึ่งถือเมล็ดที่เก็บจากพื้น อีกมือถือเมล็ดที่หวังเย่ว์จินวางไว้ที่หัวเตียง เปรียบเทียบกันแล้วเหมือนกันทุกประการ ที่สำคัญ เมล็ดเต็มสมบูรณ์ ดูแล้วเป็นของคุณภาพดี
ในทุ่งปลูกข้าวสาลีหลายพันธุ์ แต่แบ่งให้แต่ละครอบครัวก็แค่ไม่กี่ชั่ง ในจำนวนนั้นหากคัดอย่างละเอียด ก็ยังมีเมล็ดลีบอยู่หลายเมล็ด ไม่เหมือนกับเมล็ดในมือ เมล็ดพวกนี้เห็นชัดว่าไม่ใช่ของในบ้าน
“เถียนเถียน เถียนเถียน” หวังเย่ว์จินเขย่าลูกสาวเบา ๆ “อย่านอนแล้วลูก ตื่นมากินข้าว”
เธอเรียกอยู่นาน หนิงเถียนเถียนจึงลืมตาขึ้นอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ที่ปกติปล่อยให้เธอนอนตามใจ วันนี้ถึงมาปลุก
“เถียนเถียน ดูนี่” หวังเย่ว์จินชี้ไปที่เมล็ดข้าวสาลีในมือของสามี “เถียนเถียนเคยเห็นไหม?”
หนิงเถียนเถียนยื่นหน้าไปดูแวบหนึ่ง แล้วทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่อง ก่อนจะซุกหน้าลงบนไหล่แม่ หลับตาอยากนอนต่อ
หวังเย่ว์จินเขย่าเธออีกครั้ง “เถียนเถียน หนูไม่เคยเห็นหรือคะ? งั้นบอกแม่ซิ ลูกไก่มาจากไหน?”
เถียนเถียนไม่พูดอะไรเอาแต่ซุกไหล่แม่แถมไม่ยอมมองหน้า ถ้าเธอไม่แสดงท่าทีแบบนี้ หวังเย่ว์จินคงไม่สงสัย แต่พอเห็นแบบนี้ ก็รู้สึกว่าลูกสาวต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อวานเธอคิดว่าลูกยังเล็กเกินไป ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่
“เถียนเถียน เป็นเด็กดี บอกแม่เถอะนะจ๊ะ” หวังเย่ว์จินพูดปลอบ “เมื่อวานพ่อเอานมผงมาให้เถียนเถียน เดี๋ยวแม่จะไปชงให้กิน”
พอได้ยินคำว่า “นมผง” ดวงตาเถียนเถียนก็เป็นประกาย เงยหน้ามองแม่แวบหนึ่ง แล้วก็ซุกหน้าลงอีกครั้ง
“ช่างเถอะหน่า ถ้าเถียนเถียนไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด อีกอย่างลูกก็ยังพูดไม่เก่ง จะถามไปก็ไม่ได้อะไร ถึงรู้แล้วจะทำอะไรได้?” หนิงเจี้ยนหมินเห็นภรรยาคอยซักถามลูกสาว ก็รู้สึกสงสารจึงพูดห้าม
“คุณเป็นคนดีอยู่คนเดียว ฉันกลายเป็นคนไม่ดีไปแล้ว” หวังเย่ว์จินมองเขาอย่างไม่พอใจ แต่ก็เลิกถาม สามีพูดถูก ลูกสาวเพิ่งหัดพูด ต่อให้รู้จริงก็อธิบายไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงเป็นห่วง “แล้วลูกไก่ตัวนี้จะทำอย่างไร?”
สายตาของเธอมองไปที่ตะกร้าบนพื้น
“ก็แค่ลูกไก่ตัวเดียว ให้แม่ช่วยดูแลหน่อยก็พอ” หนิงเจี้ยนหมินไม่เข้าใจว่าทำไมภรรยาถึงกังวลนัก