- หน้าแรก
- ภรรยาที่ถูกเอ็นดูแห่งยุค 70
- บทที่ 19 คุ้นเคย
บทที่ 19 คุ้นเคย
บทที่ 19 คุ้นเคย
ทุกอย่างแบ่งเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเรื่องการดูแลยามชราของหนิงวั่งจู่กับหลิวกุ้ยหลาน เรื่องนี้ต้องพูดให้ชัดเจนก่อน
“ฉันกับพ่อของพวกเธออายุก็มากแล้ว ทำงานได้อีกก็แค่ปีสองปี จะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แยกบ้านแล้วเราไม่ขอมาก แต่ละครอบครัวปีหนึ่งให้เงินห้าหยวนกับข้าวสิบจินก็พอ” ไม่ใช่ว่าขาดเงินก้อนนี้ แต่ต้องการให้ลูกๆรู้ว่ายังมีผู้เฒ่าสองคนให้ดูแล ตอนนี้ไม่ขอพอถึงวันที่ทำงานไม่ไหวจริงๆจะมาขอก็ยากแล้ว หลิวกุ้ยหลานอยู่หมู่บ้านมาหลายปี เห็นมามากว่าท้ายที่สุดไม่มีใครเลี้ยงดูจึงต้องเตรียมการไว้ก่อน
“แม่ แม่ไปอยู่กับบ้านน้องสี่ คะแนนงานที่หาได้ก็ไม่แบ่งให้พวกเรา แล้วทำไมพวกเราต้องควักเงินให้ทุกปี” ลู่เสี่ยวหงที่เงียบไปได้ไม่นาน พอได้ยินเรื่องเงินก็ทนไม่ไหว สำหรับเธอ เงินออกจากมือสักเหรียญก็ปวดใจ ย่อมไม่อยากให้
“สะใภ้ใหญ่ เจาตี้ พวกเธอว่าควรให้ไหม ปีหนึ่งห้าหยวน สิบปีก็ห้าสิบแล้วนะ”
“ฉัน…ฉันฟังแม่ค่ะ เงินดูแลพ่อแม่ก็ควรให้” หลี่อ้ายหยุนที่แทบไม่มีตัวตนในวงสนทนา ถูกลู่เสี่ยวหงดึงออกมากลางคัน พอเห็นทุกคนมองมาที่ตัวเองก็ร้อนรน โดยเฉพาะเมื่อเห็นแม่สามีก็มองอยู่ เสียงที่พูดจึงสั่นเล็กน้อย
“ฉันกับเจี้ยนตงก็ฟังแม่ค่ะ” หลิวเจาตี้ยืนช่วยหวังเย่ว์จินดึงเชือกปออยู่ข้าง ๆ พอได้ยินสะใภ้ใหญ่ตอบแล้วก็พูดต่อ
หลิวกุ้ยหลานได้ยินคำตอบจากสะใภ้สองคน ใจก็สบายขึ้นบ้าง แต่ยังต้องพูดให้ชัด “ไม่ว่าเราจะไปอยู่กับใคร ก็ไม่มีเหตุผลที่แยกบ้านแล้วจะไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ เราเลี้ยงเจี้ยนกั๋วกับพวกน้องๆจนโต สร้างบ้านให้ แต่งสะใภ้ให้ ขอเงินกับข้าวแค่นี้ทำให้พวกเธอลำบากหรือ นอกจากสะใภ้ของเจี้ยนตงที่ยังไม่คลอด ลูกๆของแต่ละครอบครัว ฉันก็เลี้ยงดูมาเอง แค่นี้อย่างเดียว เงินก้อนนี้พวกเธอก็ต้องให้”
“มันมากเกินไป” ลู่เสี่ยวหงโต้กลับ
“ไม่ให้ก็ได้ วันนี้พวกเธออย่าเอาอะไรไป ออกไปมือเปล่า บ้านฉันจะสร้างให้ใครก็สร้าง ไม่ต้องเลี้ยงคนอกตัญญูเพิ่มอีกครอบครัว” หลิวกุ้ยหลานพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“แม่ พวกเราจะให้” หนิงเจี้ยนจวินที่ฟังความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เห็นหลิวกุ้ยหลานโกรธก็เอ่ยรับปาก “ปีนี้พอข้าวออก ผมจะเอามาให้พ่อกับแม่เอง”
เมื่อหาแนวร่วมไม่ได้ สามีก็รับปากไปแล้ว ลู่เสี่ยวหงจึงหุบปากอย่างไม่เต็มใจ ในใจคิดว่าเขาพูดแค่ว่าจะเอาข้าวมา ไม่ได้บอกว่าเป็นข้าวอะไร ตั้งใจไว้ว่าถึงเวลาจะเล่นงานตรงนี้ คิดแล้วก็พอใจขึ้น ตั้งใจฟังต่อไปอย่างกระปรี้กระเปร่า
“ถึงจะแยกบ้านแล้ว พวกเธอก็ยังเป็นพี่น้องแท้ ๆ กัน มีเรื่องอะไรก็ช่วยเหลือกันไว้ ไม่สามัคคีกัน วันหน้าก็ถูกคนนอกรังแกเอาได้” หลิวกุ้ยหลานพูดจบเรื่องเล็กน้อยไม่กี่อย่าง หนิงวั่งจู่จึงเป็นคนสรุปท้าย
พวกพี่น้องหนิงเจี้ยนกั๋วต่างพยักหน้ารับกันทีละคน จากนั้น หนิงวั่งจู่หยิบกระดาษกับพู่กันออกมาเขียนข้อตกลงทั้งหมดที่เพิ่งคุยกันลงไป ทำไว้สองฉบับ หนิงวั่งจู่กับหนิงเจี้ยนกั๋วและพวกน้องๆพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ หนิงวั่งฝูกับหนิงวั่งเฉิงในฐานะพยานก็พิมพ์ลายนิ้วมือเช่นกัน ฉบับหนึ่งหนิงวั่งจู่เก็บไว้เอง อีกฉบับหนิงวั่งฝูถือไป พอหมึกแห้งแล้ว หนิงวั่งจู่พับกระดาษอย่างระมัดระวังสองทบเก็บใส่กระเป๋าแล้วหันไปบอกหนิงวั่งฝูกับหนิงวั่งเฉิงว่า
“พี่ใหญ่ วั่งเฉิง วันนี้ไม่ใช่เทศกาล บ้านก็ไม่มีอะไร ขอไม่รั้งพวกพี่ไว้ ไว้ถึงเทศกาลค่อยนั่งดื่มกันอีกสักครั้ง”
หนิงวั่งฝูพูดอย่างไม่ใส่ใจ “พี่น้องกันเอง ไม่ใช่คนนอกจะพิธีรีตองไปทำไม เก็บของไว้ให้เด็กๆเถอะ”
พูดจบก็นึกถึงว่าแยกบ้านแล้ว ผู้เฒ่าสองคนจะเหลือแค่หลานชายหลานสาวสองคนอยู่ข้างตัว จึงถอนหายใจ ไม่พูดอะไรต่อ มือยันโต๊ะลุกขึ้นยืน “ฉันกับวั่งเฉิงกลับก่อน”
“ให้เจี้ยนตงไปส่งไหม” หนิงวั่งจู่ลุกตาม
“ไม่ต้อง ส่งอะไร ไม่ได้แก่เจ็ดแปดสิบ เจี้ยนตงอยู่บ้านเถอะ ฉันกับอาสามเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว ไม่ต้องส่ง” หนิงวั่งฝูโบกมือห้าม แล้วเดินกับหนิงวั่งเฉิงออกไปทีละคน
หลังหนิงวั่งฝูออกไปแล้ว อาศัยที่ฟ้ายังไม่มืด ครอบครัวก็เริ่มแบ่งของที่พอจะแยกได้ อาหารไม่ต้องเลือก กระสอบไหนก็เหมือนกัน บ้านมีหม้อสองใบ โอ่งใหญ่หนึ่งใบ ชามตะเกียบก็มีไม่น้อย นอกจากของของเถียนเถียนที่แยกไว้ต่างหาก ที่เหลือแบ่งยากทั้งหมด
ของมีมาก การแบ่งจึงยากเป็นธรรมดา แบ่งออกเป็นห้าส่วน ย่อมมีส่วนที่ได้มากและได้น้อยไม่เท่ากัน
ลู่เสี่ยวหงเดินวนรอบกองของ คอยเลือกไปเลือกมา ใบนี้ชามน้อย บ้านเธอคนเยอะ ใบนั้นกะละมังใกล้พัง เอาไปบ้านใหม่ก็ดูไม่ดี มือแทบไม่ได้ทำงาน ปากกลับไม่หยุดพูด
“สะใภ้รอง เธอเลือกดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เดี๋ยวก็จับสลาก จับได้อะไรก็เอาอย่างนั้น ตอนนี้เลือกไว้ ไม่กลัวคนอื่นจับไปหรือไง” หวังเย่ว์จินเห็นเธอรื้อไม่หยุด จึงถามอย่างหมดความอดทน
ลู่เสี่ยวหงที่กำลังเลือกเพลิน ถูกคำพูดนี้ตัดหน้าเอาไว้ทันทีจึงดึงมือกลับอย่างกระอักกระอ่วน หัวเราะแห้ง ๆว่า “ฉันก็แค่ดูว่ามันแบ่งไม่เท่ากันน่ะ”
“งั้นให้สะใภ้รองเป็นคนแบ่งไหม ยังไงก็จับสลากเหมือนกัน แบ่งยังไงฉันก็ไม่ว่า” หวังเย่ว์จินมองเธอแล้วถาม
“ฉันหัวไม่ค่อยดี ให้สะใภ้สี่แบ่งเถอะ ฉันแค่ดู” คนโง่เท่านั้นแหละถึงจะรับงานนี้ ลู่เสี่ยวหงคิดอย่างดูแคลน เบ้ปากแล้วเดินไปหลังบ้าน เมื่อไปถึงหลังบ้าน เห็นหลี่อ้ายหยุนอยู่ในเล้าไก่ หลิวกุ้ยหลานอุ้มเถียนเถียนยืนดูอยู่ข้างนอก นึกว่าสองคนกำลังจับไก่ ลู่เสี่ยวหงก็ไม่พอใจอีก
“แม่ ทำไมเริ่มจับไก่แล้ว ไม่เรียกฉันด้วย”
หลิวกุ้ยหลานไม่สนใจ รับไข่ไก่สองฟองจากมือหลี่อ้ายหยุน อุ้มเถียนเถียนเข้าเรือน เอาไข่ใส่ลงในโอ่งที่ใช้เก็บไข่โดยเฉพาะอย่างระมัดระวัง เดี๋ยวค่อยเอาไปแบ่ง นี่ล้วนเป็นเงิน หาแหล่งขายดี ๆ ไข่ฟองหนึ่งขายได้หลายเฟิน บ้านมีไก่เยอะ วันหนึ่งไข่ที่ออกมาเกือบเทียบได้กับคะแนนงานของคนหนึ่งคน ข้อเสียอย่างเดียวคืออาหารไม่ดี ไข่ออกน้อย
เก็บไข่เรียบร้อย หลิวกุ้ยหลานคิดในใจว่าอีกสองวันจะขายไก่ตัวผู้สองตัว แล้วซื้อไก่ตัวเมียเพิ่มอีกสองตัว รวมเป็นหกตัว วันหนึ่งอย่างน้อยก็น่าจะได้ไข่สามฟอง เก็บไว้ให้หลานสาวกินหนึ่งฟอง ยังเหลืออีกสองฟอง เมื่อคิดเสร็จเธอกำลังจะออกไปก็เห็นเถียนเถียนจ้องโอ่งไม่ขยับ ใจก็อ่อนลงทันที
“เถียนเถียนอยากกินไข่หรือ พรุ่งนี้ย่าจะนึ่งให้ วันนี้ดึกแล้ว กินตอนนี้เดี๋ยวท้องอืด” พูดจบก็อุ้มเถียนเถียนออกไป เด็กเล็กก็เป็นแบบนี้ เห็นอะไรก็อยากกิน พอไม่เห็นเดี๋ยวก็ลืม
เถียนเถียนมองย่าที่วางไข่ในมือ จ้องโอ่งที่กลมๆเต็มไปด้วยของพวกนั้น แล้วเงียบไปครุ่นคิด สิ่งนี้เธอเหมือนจะเคยเห็นมาก่อน เธอถูกอุ้มออกมาที่ลานบ้าน เห็นหวังเย่ว์จินกำลังเก็บของ เถียนเถียนอยากเข้าไปหา แต่รออยู่นานย่าก็ไม่เดินไป จึงรีบร้อนพยายามเปล่งเสียงออกมา
“ย่า…”
“เถียนเถียนอยากได้อะไร” หลิวกุ้ยหลานก้มหน้าถามหลาน
“ย่า…” พูดออกมาแล้วรู้สึกไม่ถูก จึงหยุดไปครู่หนึ่ง จากนั้นออกแรงคว้าเสื้อหลิวกุ้ยหลาน ชี้ไปทางครัว เสียงชัดเจนเรียกออกมาคำหนึ่ง “แม่”
หวังเย่ว์จินกำลังเก็บชามกะละมังอยู่ในครัว ได้ยินเสียงข้างนอกก็หันไปมอง พอดีกับจังหวะนั้น ได้ยินเสียงของเถียนเถียน หญิงสาวใจเต้นแรงจนเกือบทำชามกระเบื้องในมือหล่น โชคดีที่ตั้งสติได้ทันและคว้าไว้ก่อนจะกลิ้งเข้าใต้เตา เธอวางชามลง และล้างมือให้สะอาด เช็ดมือกับเสื้อสองที จากนั้นเดินออกไป เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองหูฝาดหรือไม่ จึงถามยืนยันกับแม่สามีอย่างไม่แน่ใจว่า
“แม่คะ เมื่อกี้เถียนเถียนเรียกฉันหรือคะ”