เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 กลางดึก

บทที่ 6 กลางดึก

บทที่ 6 กลางดึก


หนิงเถียนเถียนอยากรู้ว่าของที่กำอยู่ในมือนั้นคืออะไร แต่เธอกลัวว่ามันอาจจะเป็นอะไรที่น่ากลัวที่จะทำให้พวกเขากลัว แม้ว่าพวกเขาจะใช้เวลาร่วมกันมาทั้งวัน เธอก็ยอมรับพวกเขาเป็นเหมือนครอบครัวแล้ว เธอแค่อยากหาที่สงบๆ อยู่คนเดียว และนึกถึงการนอนหลับขึ้นมาทันที

โชคดีที่หลิวกุ้ยหลานทำตามใจเธอ เห็นหลานสาวหาวก็รีบอุ้มเข้าไปในห้อง พอเห็นว่าหลับสนิทแล้วจึงออกมา ถึงลานบ้านก็ยังไม่ลืมกำชับหนิงเจี้ยนตงให้พูดเบาๆ

ในห้อง หนิงเถียนเถียนรู้สึกได้ว่าย่าออกไปแล้ว จึงลืมตา เธอยกมือขึ้นมาที่ระดับไหล่ เอียงศีรษะก้มมอง แล้วค่อยๆแบมือออก วินาทีถัดมา เมื่อเห็นของในมือ หนิงเถียนเถียนก็เงียบไป

เธอไม่คิดเลยว่าของที่กังวลอยู่ตั้งนาน และอุตส่าห์หาที่ดูเงียบๆจะเป็นเพียงเมล็ดข้าวโพดไม่กี่เมล็ด หนิงเถียนเถียนรู้สึกเหมือนโดนกระทบใจ จึงปาเมล็ดข้าวโพดไปไว้หัวเตียง แล้วบอกตัวเองว่านอนเถอะ เรื่องน่ากลัวอะไรจะมีมากมาย

การนอนครั้งนี้ยาวไปจนเกือบค่ำ เมื่อหนิงเถียนเถียนตื่นอีกครั้ง คนในบ้านก็เลิกงานกันหมดแล้ว

“แม่คะ เถียนเถียนหลับอีกแล้วหรือคะ?” หนิงเถียนเถียนได้ยินหวังเย่ว์จินถามหลิวกุ้ยหลาน ก็รีบส่งเสียงขึ้นมา

“อา—” เป็นเสียงแบบเดิม หนิงเถียนเถียนรีบเงียบ ตั้งใจว่าจะต้องหัดเรียกคนให้ได้เร็ว ๆ

“ตื่นแล้ว รีบไปดูเถอะ” มือยังถือวอวอโถวอยู่ หลิวกุ้ยหลานจึงเร่งให้หวังเย่ว์จินไป

หวังเย่ว์จินได้ยินเสียงเหมือนกัน รีบเข้าไปอุ้มลูกสาวออกมา เห็นศีรษะมีเหงื่อก็หยิบผ้าเช็ดให้

“ดูเจ้าหมูน้อยสิ หลับไปนานแค่ไหนกัน”

“ตั้งแต่ฉันเริ่มทอดแผ่นแป้ง ก็หลับแล้ว ตอนนี้วอวอโถวใกล้นึ่งเสร็จ เธอว่าหลับนานแค่ไหนล่ะ” หลิวกุ้ยหลานยิ้มพูด “เถียนเถียนของเรานี่เลี้ยงง่าย รู้ว่าย่าต้องทำงาน ก็หลับยาวเลย”

มื้อค่ำยังเป็นโจ๊กข้าวโพด หนิงเถียนเถียนอยากปฏิเสธอยู่บ้าง โชคดีที่ช่วงบ่ายกินอิ่ม ท้องยังไม่ค่อยหิว ดื่มไปสองอึกพอรองท้องก็ไม่อยากดื่มต่อ

หวังเย่ว์จินเห็นว่าลูกกินน้อย ก็แปลกใจ ถามหลิวกุ้ยหลานว่า “แม่คะ บ่ายนี้เถียนเถียนได้กินอะไรหรือคะ”

“กินแล้ว กินไปครึ่งชามเล็ก ๆ” หลิวกุ้ยหลานหยุดมือถามกลับ “ทำไม เธอกินน้อยไปหรือ”

“ดื่มไปแค่สองอึกเองค่ะ” หวังเย่ว์จินมองลูกสาวที่กำลังเล่นกับกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ก็ลำบากใจเล็กน้อย

“ไม่อยากกินก็อย่าป้อนเลย วันนี้เจ้าเล็กเอานมมอลต์ผงมา เดี๋ยวเธอเอาไปที่ห้อง กลางคืนถ้าเถียนเถียนหิว ก็ชงให้กินสักชาม” หลิวกุ้ยหลานกำชับ แล้วเสริมอีกว่า “อ้อ เงินที่เจ้าเล็กออกไป ให้เจ้าสี่เอาไปคืนเขาด้วย” ไม่พูดถึงจำนวนเงิน เพราะพี่น้องกันย่อมเกรงใจกันเอง

“นมผงมอลต์หรือคะ?” หวังเย่ว์จินแปลกใจ ไม่นึกว่าน้องเขยที่ปกติไม่ค่อยพูดจะหาของแบบนี้มาได้ ฟังคำแม่สามีก็ไม่มีเหตุจะปฏิเสธ “ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันบอกเจี้ยนหมิน”

พูดจบก็ป้อนลูกอีกคำ พอเห็นลูกส่ายหน้าปฏิเสธเงียบๆ  หวังเย่ว์จินก็ขำ แตะปลายจมูกลูก “แม่หนูเลือกกินนัก กินแต่ของดีๆ” แล้วก็เรียกหนิงเสี่ยวฉือมา ส่งถ้วยให้ “น้องสาวไม่กินแล้ว เสี่ยวฉือกินเถอะ” เธอเติมน้ำตาลลงไปด้วย และตัวเธอเองก็ยังไม่อยากกินเลย

หนิงเสี่ยวฉือรับไปอย่างดีใจ ของที่น้องสาวเหลือเขากินเป็นประจำ ไม่เคยรังเกียจเลย เด็กชายรับมาแล้วก็ยิ้มกว้างให้หนิงเถียนเถียน ก่อนจะตักคำหนึ่งอย่างระมัดระวัง แล้วยื่นให้เธอ

หนิงเถียนเถียนทำหน้ารังเกียจ ดันออกไม่เอา หวังเย่ว์จินยืนดูการหยอกล้อของสองพี่น้องด้วยรอยยิ้ม

ลู่เสี่ยวหงออกมา ก็เห็นหวังเย่ว์จินเอาโจ๊กข้าวโพดที่ใส่น้ำตาลให้หนิงเสี่ยวฉือ อ้าปากจะพูดอะไร สุดท้ายก็กลืนคำพูดกลับไป เมื่อตอนเที่ยงเพิ่งโดนดุมา หากตอนนี้พูดไปก็ไม่เกิดผลดี

แม้จะไม่พูด แต่ในใจก็ยังอัดอั้น มื้อเย็นเห็นหนิงเสี่ยวเทากินเลอะเทอะเต็มหน้า ก็ไม่กล้าว่าลูกชาย กลับฟาดมือลงบนตัวลูกสาวชื่อเจวียนเจวียน แล้วด่าว่า “กินๆ เอาแต่กิน กินเหมือนไม่เคยเห็นของกิน เป็นแค่เด็กผู้หญิงแท้ๆ คิดว่าตัวเองเป็นสมบัติล้ำค่าหรือไง?”

คำพูดที่ไม่รู้หัวรู้ท้ายนี้ นอกจากเด็กๆแล้ว ทุกคนต่างฟังออกว่าหมายถึงใคร สีหน้าของหวังเย่ว์จินเปลี่ยนทันที แต่เมื่อเห็นว่าต่างอยู่บนโต๊ะอาหาร หากทะเลาะกันก็จะดูไม่ดี เธอจึงสะกดกลั้นไว้

หญิงสาวไม่พูดเพราะกลัวจะดูไม่ดี แต่หลิวกุ้ยหลานไม่กลัว เสียงตะเกียบกระแทกโต๊ะดังขึ้น ก่อนจะสวนกลับว่า

“สะใภ้รอง  ถ้าคิดว่าไม่ควรกินที่นี่ หรือถ้าคิดว่าอาหารตระกูลหนิงไม่อร่อย ก็ไปซะ ตระกูลหนิงไม่ยึดถือตามธรรมเนียมของตระกูลเธอ เจวียนเจวียน กลับไปกินที่บ้านพ่อของเธอเถอะ”

บ้านแม่ของสะใภ้รองไม่เคยเห็นหัวลูกสาว เด็กผู้หญิงทำงานมากกินน้อย ลูกชายยังต้องอาศัยลูกสาวเลี้ยง เธอไม่ยอมให้หลานสาวต้องลำบากตามแม่ ส่วนทางหวังเย่ว์จินเห็นลูกชายหยุดมอง ก็ยิ้มพูดอ่อนโยน “เสี่ยวฉือ รีบกิน กินเสร็จไปเล่นกับน้องสาว”

“ครับ” หนิงเสี่ยวฉือรับคำ ดื่มคำสุดท้าย วางถ้วย แล้วไปหาน้องสาว

“น้องสาว พี่เก็บผลไม้ไว้ให้” หนิงเสี่ยวฉือทำหน้าลึกลับ หยิบผลไม้เล็ก ๆ ที่แบ่งไว้ตั้งแต่เที่ยงออกมา แต่แล้วก็ชะงัก ผลไม้ที่ซ่อนไว้ในตู้ข้างเตียงตอนเที่ยง ล้วนเน่าเสียหมดแล้ว

หนิงเสี่ยวฉือรู้สึกเหมือนโดนกระแทกใจ ร้องไห้เสียงดังออกมาทันที

“เป็นอะไรไป?” หวังเย่ว์จินที่คอยสังเกตในห้องถามขึ้น พูดยังไม่ทันจบ ตัวก็เข้าไปถึงแล้ว

“ฮือ—ฮืออๆๆ—ผลไม้ ผลไม้เสียแล้ว—” หนิงเสี่ยวฉือใช้หลังมือปาดน้ำตาที่จะไหลเข้าปาก “ฮือๆๆ—ผม ผมเก็บไว้ให้ ให้น้อง—ฮือ—” พูดจบก็ร้องหนักกว่าเดิม

หวังเย่ว์จินทั้งขำทั้งสงสาร รู้ดีว่าการหาได้สักกำไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงลูกชายมักหาอะไรได้ในจังหวะที่คนอื่นไม่ทันเห็น แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจมาก เธออุ้มลูกขึ้นมาปลอบ

“เสี่ยวฉือไม่ร้องนะ น้องสาวยังเล็ก กินผลไม้ไม่ได้ ต้องรอพรุ่งนี้น้องโตขึ้นถึงจะกินได้ วันนี้ต่อให้ไม่เสีย น้องก็ยังไม่กิน เสี่ยวฉือเด็กดี พรุ่งนี้ค่อยหามาให้น้องใหม่ วันนี้อันนี้ให้แม่ช่วยทิ้งนะ ดีไหมครับ”

“จริ…จริงหรือ?” หนิงเสี่ยวฉือขยี้ตาแล้วถาม

“จริงสิ แม่เคยหลอกเสี่ยวฉือตอนไหนกัน” หวังเย่ว์จินยิ้มถามกลับ

“งั้น…งั้นก็ได้ แม่ทิ้งไปเถอะครับ” หนิงเสี่ยวฉือตอบด้วยเสียงอ่อนนุ่มแบบเด็ก ๆ

พอปลอบลูกชายได้แล้ว หวังเย่ว์จินก็โล่งใจ หันไปดูพอลูกสาว คราวนี้ถึงกับขำ เห็นหนิงเถียนเถียนเอามือเท้าคาง ดูเหตุการณ์อย่างตั้งอกตั้งใจ หวังเย่ว์จินจึงถามอย่างขบขันว่า

“เจ้าตัวน้อย ลูกฟังรู้เรื่องด้วยหรือ”

หนิงเถียนเถียนมองเธอเงียบๆ ในใจคิดว่าถ้าพูดออกไป มีหวังตกใจตายกันพอดี

หวังเย่ว์จินไม่รู้ความคิดของลูกสาว แน่นอนว่าเธอจึงไม่ตกใจอะไร เธอวางลูกชายลง แล้วเก็บผลไม้ที่เน่าเสียอย่างรวดเร็ว จากนั้นหันไปถามลูกชายว่า

“เสี่ยวฉือจะนอนหรือยังครับ”

“นอนครับ” หนิงเสี่ยวฉืออ้าแขนให้แม่อุ้มขึ้นเตียง ปากก็ไม่ลืมบอก “น้องสาวก็นอน”

“เสี่ยวฉือนอนก่อน น้องสาวก็ขึ้นเตียงนอนด้วย” กล่อมลูกชายลูกสาวจนหลับแล้ว หวังเย่ว์จินจึงออกไปเตรียมของให้สามีสำหรับวันพรุ่งนี้

กลางดึก “ดึกขนาดนี้ ไม่หลับไปพลิกไปพลิกมาทำอะไร” หวังเย่ว์จินรู้สึกว่าหนิงเจี้ยนหมินข้างกายพลิกตัวไม่หยุด จึงถามเสียงเบา

“รู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่มหลัง” หนิงเจี้ยนหมินตอบทั้งที่ยังงัวเงีย เขาเองก็อยากนอน แต่บนเตียงเหมือนมีอะไรอยู่

“เสื่อก็เพิ่งตากเมื่อวาน จะมีอะไรได้คะ” หวังเย่ว์จินไม่เชื่อ คิดว่าเขานอนไม่หลับแล้วหาเรื่อง

“มีจริงๆนะ ไม่เชื่อลองจับดู” หนิงเจี้ยนหมินจับมือภรรยาให้ลองคลำเอง

“มีจริงหรือคะ” เธอพูดพลางลุกขึ้น จุดตะเกียงน้ำมัน เพราะกลางคืนลูกสาวจะตื่นสักหนึ่งสองครั้ง เธอจึงนอนด้านนอกเพื่อสะดวกลุก

หนิงเจี้ยนหมินควานของที่อยู่ด้านหลังออกมา ส่งให้หวังเย่ว์จิน “ดูสิ”

หวังเย่ว์จินรับมา ส่องกับแสงตะเกียงแล้วมองดู “เมล็ดข้าวโพด? หล่นมาจากเสื้อคุณหรือ” ตัวเธอไปเก็บถั่วอยู่ฝั่งใต้หมู่บ้าน เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาข้าวโพดกลับมา

“ไม่ใช่” หนิงเจี้ยนหมินปฏิเสธ “ผมกลับมาก็ไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว จะเป็นของผมได้ยังไง”

“งั้นมาจากไหนกัน” หวังเย่ว์จินถามอย่างงง ๆ

“ผมจะไปรู้ได้ยังไง ช่างมันเถอะ คงเป็นเสี่ยวฉือไปเล่นที่ไหนแล้วเอามาไว้บนเตียง ทิ่มผมจนไม่สบาย” หนิงเจี้ยนหมินบ่นสองประโยค

“งั้นลุกเร็ว ฉันจะเขย่าเสื่อ” เห็นหนิงเจี้ยนหมินตบ ๆ สองทีแล้วจะนอนต่อ หวังเย่ว์จินรีบเร่ง

พอหนิงเจี้ยนหมินลงจากเตียงอย่างไม่เต็มใจ หวังเย่ว์จินก็พับเสื่อขึ้น เก็บเมล็ดข้าวโพดตรงกลางออกมา พลางพูดอย่างดีใจว่า “มีตั้งหลายเมล็ดเลย”

“จะมีกี่เมล็ดกัน รีบนอนเถอะ” หนิงเจี้ยนหมินอยากนอนเต็มที เดินอ้อมภรรยาไปวางตะเกียงไว้หัวเตียง แล้วเป่าดับ “นอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”

“พรุ่งนี้ถามเสี่ยวฉือดูว่าไปได้มาจากไหน ถ้าได้มาอีกก็เป็นอาหารอีกมื้อหนึ่ง” หวังเย่ว์จินพูด ข้าวโพดไม่ใช่ของถูก ตอนนี้เพิ่งได้ธัญพืชมา ราคาถูกลงหน่อยก็จริง แต่ในบ้านคนเยอะ เสบียงที่มีอยู่ กว่าจะถึงปีใหม่ก็หมดพอดี ทุกอย่างต้องประหยัด คิดในใจว่าพรุ่งนี้จะบอกแม่สามี

เรื่องนี้ตั้งใจจะบอกหนิงเจี้ยนหมินก่อน แต่ยังไม่ทันพูด ก็ได้ยินเสียงกรนข้างกาย เธอจึงพูดอย่างหมั่นไส้ว่า “นิสัยจริงๆเลย” ว่าแล้วเธอก็ล้มตัวลงนอน

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ หนิงเถียนเถียนที่นอนอยู่บนเตียงเล็กได้ยินชัดเจน ในใจเธอเอ่ยขอโทษหนิงเสี่ยวฉือเบาๆ ตั้งใจว่าจะหาจังหวะชดเชยให้ในภายหลัง แล้วก็หลับต่อไปอย่างสบายใจ

หนิงเถียนเถียนที่หลับอยู่ รู้สึกว่าตัวเองมาถึงสถานที่แปลกตา รอบข้างมีหมอกจาง ๆ มองไม่เห็นว่าข้างหน้าเป็นอะไร แต่ในใจก็รู้สึกว่าควรเดินต่อไป

เมื่อเธอเดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง แม้อากาศจะหนาวแล้ว แต่บนต้นยังเต็มไปด้วยใบไม้ มีเพียงบริเวณใกล้จุดแตกกิ่งที่โล่งไปหย่อมหนึ่ง ลำต้นเต็มไปด้วยรอยเล็บ หนิงเถียนเถียนรู้สึกว่าต้นไม้นี้คุ้นตา อยากหยุดดูให้นานขึ้น แต่ข้างหูกลับมีเสียงหนึ่งเร่งให้เดินต่อ

เธอเดินต่อไปไม่กี่ก้าว ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป รอบข้างไม่ใช่ไม้ยืนต้นสูงใหญ่แล้ว แต่กลายเป็นป่าไผ่เป็นหย่อมๆ บนพื้นมีปล้องไผ่หล่นอยู่หลายท่อน รอยบนไผ่เหมือนถูกสัตว์ตัวใหญ่กัดแทะ หนิงเถียนเถียนสังเกตเสียละเอียด รู้สึกว่าตัวเองเหมือนนักสืบ เพียงแต่ไม่มีคดีให้สืบ

หรือว่านี่คือจุดสิ้นสุด? หนิงเถียนเถียนไม่เข้าใจว่าทำไมเธอเดินมาถึงตรงนี้แล้วต้องหยุด เธอลุกขึ้นจะเดินต่อ แต่พบว่าข้างหน้ามีบางอย่างกั้นอยู่ กำลังจะลองดูว่าจะฝ่าออกไปได้หรือไม่ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกเธอข้างหู

“เถียนเถียน พ่อจะออกไปซื้อของอร่อยให้แล้วนะ!” ก่อนออกเดินทาง หนิงเจี้ยนหมินไม่ลืมแวะมาพูดกับลูกสาวที่ข้างเตียง

หนิงเถียนเถียนที่ถูกรบกวนจากความฝัน ค่อยๆลืมตาขึ้น เธอนึกขึ้นได้แล้ว!

จบบทที่ บทที่ 6 กลางดึก

คัดลอกลิงก์แล้ว