- หน้าแรก
- ภรรยาที่ถูกเอ็นดูแห่งยุค 70
- บทที่ 5 อาเล็ก
บทที่ 5 อาเล็ก
บทที่ 5 อาเล็ก
ท้ายที่สุดหนิงเถียนเถียนก็ไม่ได้กินไข่ เพราะสะใภ้ห้ากลับมา ย่าบอกว่าใกล้คลอดแล้ว จึงลางานกลับไปเยี่ยมบ้านแม่ เดิมทีหลิวกุ้ยหลานวางหนิงเถียนเถียนไว้บนเก้าอี้ตัวเล็กข้างๆ ซึ่งไม่รู้ว่าใครทำไว้ พอดีกับตัวเธอพอดี มีที่รองเล็กๆอยู่ด้านหน้า ซึ่งเมื่อปรับลงมาแล้วจะโอบล้อมเธอไว้ทั้งหมด จึงไม่ต้องกังวลว่าเธอจะตกจากเก้าอี้
เหนือคานค้ำยันมีแผ่นไม้แนวนอนกว้างประมาณฝ่ามือ หลิวกุ้ยหลานหยิบของเล่นกบสีเขียวที่สีหลุดลอก วางไว้ให้เธอเล่น ส่วนตัวเองก็อยู่ข้าง ๆ นวดแป้ง ของเล่นเด็กแบบนี้ หนิงเถียนเถียนไม่สนใจอยู่แล้ว เธอนั่งรอหลิวกุ้ยหลานนวดแป้ง เพราะย่าบอกไว้แล้ว ว่านวดแป้งเสร็จจะนึ่งไข่ให้เธอกิน ก็เป็นจังหวะนั้นเอง ที่อาเล็กหนิงเจี้ยนตงกับสะใภ้เล็กหลิวเจาตี้กลับมา
“แม่ครับ พวกเรากลับมาแล้ว” หนิงเจี้ยนตงประคองภรรยาอย่างระมัดระวัง เมื่อมาถึงก็พบว่าประตูเปิดอยู่ หรือว่าแม่ของเขารออยู่ที่บ้านกันแน่? เขาดีใจมากจนอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ
“โวยวายอะไร กลับมาก็กลับมา จะพิเศษตรงไหน” รู้สึกรำคาญเสียงดังของลูกชายตลอดเวลา เธอคิดในใจว่า แม้แต่คู่สามีภรรยาแก่อย่างพวกเขาก็ยังไม่เคยพูดมากขนาดนี้ ทำไมลูกชายฉันถึงเป็นแบบนี้กันนะ?
“แม่ ก็ผมดีใจนี่นา แม่กำลังนวดแป้งอยู่หรือ” หนิงเจี้ยนตงพูดอย่างตื่นเต้น แม่เขาประหยัดมาก ทั้งปีได้กินแป้งสักสองครั้งก็ถือว่ามากแล้ว วันนี้เป็นวันอะไรถึงได้นวดแป้งกิน
“นวดอยู่ แต่นวดไม่ใช่ให้พวกแกกิน” หลิวกุ้ยหลานพูดตรง ๆ “พรุ่งนี้พ่อกับพี่สี่จะไปอำเภอรับคน พี่แกเห็นว่ากินข้างนอกแพง เลยให้ฉันเตรียมเสบียงให้”
“ถ้าพวกแกไม่ดันกลับวันนี้ ก็คงได้เผื่อให้ด้วย” น่าเสียดายที่วันนี้ลูกชายคนที่ห้าไม่อยู่ ทีมถึงเลือกไม่ได้ เพราะไม่แน่ว่าจะกลับทัน
“อ้อ” แม้จะคาดไว้แล้ว หนิงเจี้ยนตงก็ยังรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ลืมไปอย่างรวดเร็ว “แม่ครับ ผมเอาของดีมาด้วย” พูดจบก็แก้สายตะกร้าสะพายลง
“เอาเก้าอี้มาให้เจาตี้ก่อนสิ!” หลิวกุ้ยหลานแทบจะโมโห ลูกชายแต่ละคนเซ่อซ่าจนเกินไป เจ้าสี่ยังพอทำเป็นรู้ทันได้ แต่เจ้านี่ซื่อตรงจริงๆ ถึงบ้านแล้วไปคุ้ยของอะไร ก่อนอื่นควรต้องจัดที่ให้นั่งกับภรรยาก่อน
“แม่คะ ฉันไม่เป็นไร” หลิวเจาตี้เห็นสามีถูกดุ ก็รีบพูดช่วย “เจี้ยนตงดีใจค่ะ พี่สาวฉันฝากคนเอานมมอลต์ผงมาหนึ่งกระปุก ได้ยินว่าของแบบนี้ให้เด็กกินดี” พูดไปก็จะก้มไปหยิบจากตะกร้า ลืมคำเตือนต่างๆที่ได้ยินมาจากบ้านแม่ไปเสียหมด
เมื่อเห็นเธอจะก้มลงไป หลิวกุ้ยหลานก็รีบห้าม พอดีกับที่หนิงเจี้ยนตงเอาเก้าอี้มาแล้ว เธอเร่งว่า
“ฉันหยิบเอง รีบไปนั่งเลย” แต่ละคนช่างไม่ทำให้สบายใจเลย
หลิวเจาตี้นึกได้ก็ยิ้มแห้งๆ ดึงมือกลับ ประคองเอวแล้วนั่งลง แต่ก่อนชินกับการทำงาน ไม่รู้ว่าตั้งครรภ์ต้องระวังมากขนาดนี้ ตอนเด็กๆ แม่ของเธอตั้งท้องน้องสาว ก็ยังถูกย่าใช้ให้วิ่งวุ่น พอแต่งเข้าบ้านหนิง ถึงได้รู้ว่าผู้หญิงท้องต้องดูแลให้ดี
พอเห็นเธอนั่งเรียบร้อย หลิวกุ้ยหลานก็โล่งใจ สะใภ้เล็กเป็นญาติฝั่งบ้านเธอเอง ลูกชายคนที่ห้าซื่อตรง เธอกลัวถ้าได้ภรรยาฉลาดเกินไป จะถูกข่มเหมือนบ้านลูกชายคนที่สอง เลยเลือกคนที่ไม่ซับซ้อน สองคนมีพี่ชายพี่สะใภ้คอยดูแล อีกทั้งยังมีผู้เฒ่าสองคนพยุงไปได้อีกหลายปี ก็ไม่ต้องกลัวถูกรังแก
ข้อเสียอย่างเดียวคือบ้านเดิมของหลิวเจาตี้ ย่าของเธออยากได้หลานชาย แต่แม่ของเธอกลับมีแต่ลูกสาวสี่คน จึงถูกบ้านสามีดูแคลน ตั้งท้องก็ไม่รู้จักถนอมตัว สุดท้ายได้ลูกชายร่างกายอ่อนแอ หลิวเจาตี้ชินกับการทำงานในบ้าน จึงขยันขันแข็ง แต่พอตั้งครรภ์กลับไม่รู้จักระวัง ต้องให้คนเตือนทั้งวัน
หนิงเจี้ยนตงไม่ทันฟังบทสนทนาของแม่กับภรรยา เขากำลังดีใจจึงรีบหยิบนมมอลต์ผงที่ซ่อนไว้ก้นตะกร้าออกมา อวดหลิวกุ้ยหลาน
“แม่ดูสิ กระปุกนี้แพงมาก พี่เขยยอมจ่ายหนักถึงได้มา โชคดีที่ผมพกเงินมามาก ไม่อย่างนั้นเถียนเถียนกับเจาตี้คงไม่ได้กิน” พูดจบก็ยื่นให้หลิวกุ้ยหลาน ส่วนตัวเองเดินไปอุ้มหลานสาว
หนิงเถียนเถียนไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกจับใต้วงแขนยกขึ้นมา ตกใจจนคว้าเก้าอี้ไว้ไม่ปล่อย ล้อเล่นหรืออย่างไร คนตัวใหญ่ซุ่มซ่ามแบบนี้ ถ้าทำเธอตกขึ้นมาจะทำอย่างไร หนิงเจี้ยนตงที่ถูกหลานสาวเมินใส่ ทำได้เพียงยอมแพ้ หยิบกบสีเขียวตัวเล็กตรงหน้าหนิงเถียนเถียนขึ้นมา แหย่ให้เธอเล่นแทน
“เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ” หลิวกุ้ยหลานเขย่ากระปุกในมือ เดิมทีก็พอใจอยู่แล้ว แต่ฟังไปฟังมากลับรู้สึกไม่ชอบมาพากล “เจาตี้ พวกเธอจ่ายเงินไปเท่าไร” เธอคิดว่าเป็นของที่บ้านพี่สาวของลูกสะใภ้ให้มาเป็นการชดเชย ที่ไหนได้ กลับเป็นของที่ซื้อมา แถมดูท่าว่าจะใช้เงินไม่น้อย เมื่อรู้จักนิสัยญาติฝั่งนั้นดี หลิวกุ้ยหลานยิ่งรู้สึกว่ามีเงื่อนงำ
“สามหยวนครับ” หนิงเจี้ยนตงรีบตอบ
“สามหยวน!” หลิวกุ้ยหลานแทบจะโมโหกับน้ำเสียงที่พูดออกมาอย่างไม่คิดอะไร เงินสามหยวนใช่จำนวนน้อยหรือ ตอนธัญพืชออกใหม่ แป้งข้าวโพดชั่งละเจ็ดเฟิน สามหยวนซื้อได้สี่สิบกว่าชั่ง พอให้ทั้งบ้านกินได้เกือบครึ่งเดือน
สิ่งที่หลิวกุ้ยหลานโกรธไม่ใช่แค่สามหยวน เธอรู้ดีว่าในอำเภอ ของแบบนี้กระปุกหนึ่งขายตั้งห้าหยวนกว่า เธอยังไม่กล้าซื้อ สามหยวนถือว่าถูก แต่ที่เธอรับไม่ได้คือ กระปุกในมือนี่เบากว่าของที่ขายในอำเภอเกินครึ่ง ชาวไร่ชาวนาอย่างเธอ ต่อให้กะน้ำหนักเล็กน้อยไม่ออก แต่นี่ต่างกันตั้งครึ่งชั่ง จะไม่รู้สึกได้อย่างไร
หลิวกุ้ยหลานไม่พูดอะไร เดินเข้าครัวไปหยิบมีดออกมา
หนิงเถียนเถียนที่เห็นท่าทางนั้นตกใจเอาการ คิดในใจว่า หรืออาเล็กโดนหลอก ย่าก็เลยจะไปเอาเรื่อง
หลิวกุ้ยหลานวางกระปุกไว้บนม้านั่งที่เธอใช้นวดแป้งเมื่อครู่ แล้วต่อหน้าลูกชายกับลูกสะใภ้ ใช้สันมีดงัดฝาออก
ทันทีที่ฝาเปิด กลิ่นหอมเฉพาะตัวก็ลอยฟุ้งออกมา ไม่เพียงหนิงเจี้ยนตงกับภรรยาที่ไม่เคยกินมาก่อนจะกลืนน้ำลาย แม้แต่หนิงเถียนเถียนเองก็รู้สึกอยากลอง
หลิวกุ้ยหลานก็ได้กลิ่นเช่นกัน ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งชัด แต่ต่อให้หอมแค่ไหน ความขุ่นในใจก็ยังไม่หาย เธอหันปากกระปุกไปทางทั้งสองคน “ดูเอาเอง ฉันเคยถามมาแล้ว ของแบบนี้กระปุกหนึ่งห้าหยวน พวกเธอบอกว่าพี่เขยไปหามาด้วยความลำบาก เก็บเงินจากพวกเธอแค่สามหยวน ดูน้ำหนักสิ ของเขาเต็มกระปุก ของนี่มีถึงหนึ่งในสี่หรือเปล่า”
ต่อให้โง่แค่ไหน หนิงเจี้ยนตงก็รู้แล้วว่าถูกหลอก เขาลุกพรวดจะไปเอาเรื่อง แต่ถูกหลิวกุ้ยหลานห้ามไว้
“ยืนอยู่นี่ จะไปไหน”
“แม่ ผมจะไปถามเขา หลอกญาติกันแบบนี้ไม่รู้สึกผิดหรือ” หนิงเจี้ยนตงตอบ
“เขาบังคับให้ซื้อหรือไง” หลิวกุ้ยหลานเก็บมีด “ไม่คิดให้รอบคอบ พี่เขยกับพี่สาวของเธอตั้งใจจะเอาเปรียบพวกเธอสองคน เงินที่มีฉันสั่งให้เก็บไว้ดี ๆ พอกลับบ้านแม่เกลับอาเงินไปทำอะไร”
หลิวเจาตี้หน้าแดงก่ำ ถูกพูดจนไม่รู้จะเถียงอย่างไร ได้แต่พูดเบาๆว่า “แม่คะ พวกเราผิดไปแล้ว”
หลิวกุ้ยหลานถอนหายใจ คลุมผ้าบนกองแป้งที่นวดไว้ “ลูกก็คือหนี้ของพ่อแม่ รอวันหนึ่งพวกเราไม่อยู่แล้ว พวกเธอจะทำอย่างไร”
หนิงเถียนเถียนไม่ชอบฟังคำพูดแบบนี้ เอากบในมือเคาะเก้าอี้ พยายามดึงความสนใจของหลิวกุ้ยหลาน
หลิวกุ้ยหลานลอบจับมือหลานสาวไว้ไม่ให้ขยับ ในมุมที่ลูกชายกับลูกสะใภ้มองไม่เห็น ปากก็ยังพร่ำว่า “โดนหลอกครั้งหนึ่งก็มีครั้งที่สอง ต่อไปเขาก็จะหลอกแบบเดิม คนเราต้องดูให้ชัดว่าใครดีกับเรา ใจเขาไม่มีเรา ต่อให้เอาใจไปแปะ เขาก็ยังย้อนมาว่าเราไม่ดี”
หนิงเจี้ยนตงกับภรรยารู้สึกละอาย โดยเฉพาะหลิวเจาตี้ นึกเสียใจที่คิดกลับบ้านแม่เมื่อวาน ไม่อย่างนั้นเงินในมือก็คงไม่ถูกหลอกไป
“ช่างเถอะ” หลิวกุ้ยหลานเห็นทั้งสองคนอึดอัด ก็รู้ว่าบทเรียนครั้งนี้คงจำได้ไปอีกพักหนึ่ง เธอลุกขึ้นอุ้มกระปุกเข้าห้อง “เจ้าเล็ก เทน้ำมาสองชาม ซื้อมาแล้วก็ต้องกิน ไม่กินจะซื้อทำไม”
หนิงเจี้ยนตงเชื่อฟัง เดินไปหยิบชามมาสองใบ ใบหนึ่งเป็นของหนิงเถียนเถียนโดยเฉพาะ หลิวกุ้ยหลานถือช้อนออกมา ตักใส่ชามของหลานสองช้อน อีกชามก็สองช้อน ยกชามของหลานขึ้น คนให้เข้ากันแล้วป้อน “มาๆ เถียนเถียน กินนี่สิ อาเล็กของหนูอุตส่าห์ซื้อมาตั้งแพง”
หนิงเถียนเถียนกินคำหนึ่งแล้วจุ๊บปาก เธอไม่เคยกินมาก่อน แต่ก็อร่อยดี พอกลืนลงไปก็อ้าปากขออีก
หลิวกุ้ยหลานเห็นหลานชอบ รีบตักเพิ่มอีกช้อน หันไปเห็นหนิงเจี้ยนตงยืนเฉย ก็พูดอย่างไม่ทนไม่ได้ว่า “ยืนทำอะไรอยู่ ยังไม่เอาไปให้เมียเธออีก”
“แม่…” หลิวเจาตี้ไม่คิดว่าอีกชามจะเป็นของตัวเอง รู้สึกทั้งตกใจทั้งซาบซึ้ง
“อย่าคิดมาก บำรุงให้ดี คลอดออกมาเรียบร้อยก็พอ” หลิวกุ้ยหลานพูดเสียงแข็งเล็กน้อย
พอได้ยินคำนี้ หลิวเจาตี้ก็หายอัดอั้นทันที ตอบรับอย่างดีใจ ไม่สนใจน้ำเสียงของแม่สามีเลย เธอรู้แค่ว่า ที่บ้านเดิม ของแบบนี้ไม่มีทางถึงมือเธอ ต่อให้ใช้เงินเองก็เถอะ แต่งเข้าบ้านนี้มาได้ปีหนึ่ง เธอยังรู้สึกว่าชาติก่อนคงทำบุญไว้มาก
หลิวกุ้ยหลานพูดไป มือก็ไม่หยุด ป้อนหลานให้กลืนหมดคำก่อนค่อยให้คำต่อไป กินได้ไม่กี่คำก็พัก ไม่ยอมให้กินจนแน่นท้อง
กินไปกว่าครึ่งชาม หนิงเถียนเถียนรู้สึกอิ่ม ใช้มือดันชามในมือหลิวกุ้ยหลาน เป็นสัญญาณว่าไม่เอาแล้ว
“อิ่มแล้วหรือ” หลิวกุ้ยหลานที่กำลังจะป้อนต่อ รีบหยุดทันที “เถียนเถียนเด็กดี อิ่มแล้วก็พอ สมกับเป็นหลานย่าจริงๆ”
หนิงเจี้ยนตงยืนข้างๆพยักหน้าคล้อยตาม “เถียนเถียนเชื่อฟังจริง ๆ”
หลิวกุ้ยหลานปรายตามองลูกชายอย่างหงุดหงิด ส่งชามในมือให้เขา “เอาไป กินซะ”
“แม่ ของเถียนเถียน ผมไม่กินดีกว่า” หนิงเจี้ยนตงไม่คิดจะแย่งของหลาน
“เถียนเถียนอิ่มแล้ว”
“งั้นแม่กินเถอะ” หนิงเจี้ยนตงเป็นห่วงแม่
“ฉันอายุปูนนี้แล้วจะกินทำไม พอเถอะ อย่ามาทำให้ฉันโมโห รีบกินแล้วรีบเข้าบ้าน” หลิวกุ้ยหลานพูด เห็นได้ชัดว่าโทสะคลายลงแล้ว
หนิงเจี้ยนตงที่โดนดุอีกครั้ง เห็นแม่ไม่ยอมกิน ก็หยิบชามเปล่าของภรรยามา เทของที่เหลือครึ่งชามของหลานลงไป ดื่มสองสามอึกจนหมด ล้างชามด้วยน้ำร้อนแล้วเทดื่มตาม พอกินเสร็จก็ยังรู้สึกว่าใช้ได้ทีเดียว ก้มลงก็เห็นหลานสาวนั่งแข็งทื่อ เหมือนโดนอะไรสะเทือนใจเข้าอย่างจัง
“แม่ครับ เถียนเถียนเป็นอะไรไป?” หนิงเจี้ยนตงถามขึ้น
“จะเป็นอะไรได้ล่ะ” หลิวกุ้ยหลานเพิ่งเข้าไปในห้องหยิบของบางอย่าง ออกมาก็ได้ยินลูกชายถาม เธอก้มดูหลานสาว เห็นกำลังจะหลับตา ก็โล่งใจ “ทำเอาฉันตกใจ นึกว่าเรื่องอะไร เด็กเล็กกินอิ่มก็จะง่วง”
หนิงเถียนเถียนที่ถูกสองคนพูดถึง ตอนนี้ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว เพราะเมื่อครู่เธอรู้สึกชัดเจนว่า ในมือของเธอกำอะไรบางอย่างอยู่ ทั้งที่เธอจำได้แน่ ๆ ว่า ตัวเองไม่ได้หยิบอะไรไว้เลย