- หน้าแรก
- อัจฉริยะตัวน้อยกับระบบยอดนักเรียน
- บทที่ 21 ป้าใหญ่มาเยี่ยม จุดเปลี่ยนสู่การไปโรงเรียน
บทที่ 21 ป้าใหญ่มาเยี่ยม จุดเปลี่ยนสู่การไปโรงเรียน
บทที่ 21 ป้าใหญ่มาเยี่ยม จุดเปลี่ยนสู่การไปโรงเรียน
"ย่า มาทำไมครับ?"
หลี่กั๋วสี่กับสือฉินมองตากันอย่างรู้ใจ สองผัวเมียรับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
"แม่ นั่งก่อนสิ"
สือฉินปัดฝุ่นบนรถเข็น ทั้งๆ ที่ไม่มีฝุ่นหรอก หลี่อันเล่อเห็นพ่อแม่เล่นละคร ก็คิดว่าต้องทำหน้าที่ลูกกตัญญูหน่อย เลยเลียไอติมแผล็บใหญ่ๆ แล้วยื่นไปจ่อปากย่าหวังซิ่วหลาน
"ย่าครับ กินไอติม"
แล้วก็ชักกลับมาเลียต่อ "หวานมากเลย ย่ากินสิ"
"ย่าไม่กินหรอกหลานกินเถอะ"
ย่าหวังซิ่วหลานยิ้มแห้ง รีบมาแทบตายแต่ก็ยังช้าไป ได้ยินเสียงกรุบกรับใต้เท้าก็รู้แล้วว่าเปลือกถั่วลิสง เกลื่อนกลาดขนาดนี้ แสดงว่ากินกันไปเยอะ
ทั้งถั่ว ทั้งไอติม สงสัยเงินหนึ่งหยวนคงไม่เหลือ
"สะใภ้สี่ ได้ยินว่าเมื่อเช้าอันเล่อได้รางวัลมาหนึ่งหยวนเหรอ?"
ย่าหวังซิ่วหลานถามเข้าประเด็นทันทีที่นั่งลง
"ใช่ค่ะ อาเล็กบอกจะให้อันเล่อซื้อลูกอมกิน แต่แม่ดูสิคะ มันจะตามใจเด็กเกินไปแล้ว" สือฉินเริ่มร่ายยาว "ฉันกับพ่อมันเลยปรึกษากันว่า ไหนๆ ลูกก็จะเข้าโรงเรียนแล้ว เลยพาไปซื้อดินสอกับสมุดที่สหกรณ์"
"ตอนแรกกะว่าจะเอาเงินที่เหลือมาฝากแม่ไว้ แต่ลูกชายตัวดี พอเห็นไอติมก็ไม่ยอมเดินต่อ"
สือฉินถอนหายใจ "ทนลูกอ้อนไม่ไหว เลยต้องซื้อให้ ก็เงินลูกหามานี่คะ"
"หมายความว่าเงินหมดเกลี้ยงแล้ว?" ย่าหวังซิ่วหลานไม่เชื่อน้ำยาหรอก เลยถามดักคอ
"ก็นั่นน่ะสิคะ อันเล่อจะเอาดินสออย่างดีที่มียางลบด้วย แท่งละตั้งหนึ่งเหมาสองเฟิน สมุดก็ต้องแบบมีเส้น บรรทัดละหนึ่งเหมาแปดเฟิน แม่ดูสิคะ" สือฉินสะกิดหลี่กั๋วสี่ หลี่กั๋วสี่รีบรับลูก "ใช่ครับแม่ ดูนี่สิ"
"แม่ดู"
หลี่กั๋วสี่ชูดินสอข้างหนึ่ง สมุดข้างหนึ่ง หลี่อันเล่อยืนงงในดงผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าซื้อดินสอมาแท่งเดียว สมุดเล่มเดียวเหรอ ทำไมกลายเป็นสองแท่ง สองเล่มได้ล่ะ?
"อ๋อ เข้าใจละ"
หลี่อันเล่อแทบกราบพ่อกับแม่ ดินสอหักครึ่งเนียนๆ ส่วนสมุดก็ฉีกปกแยกส่วน หลอกตาคนแก่ได้สนิทใจ
ย่าหวังซิ่วหลานคำนวณในใจ สมุดสองเล่มสามเหมาหก ดินสอสองแท่งสองเหมาสี่ รวมเป็นหกเหมา ไอติมนมแท่งละห้าเฟิน บวกกับถั่วลิสงอีก เงินคงหมดเกลี้ยงจริงๆ
"อันเล่อเพิ่งหัดเขียนหนังสือ ซื้อของดีขนาดนี้ทำไม สิ้นเปลือง"
ย่าหวังซิ่วหลานอยากจะให้เอาไปคืน แต่ป่านนี้สหกรณ์คงปิดแล้ว
"ย่าครับ ผมจะตั้งใจเรียน หาแต้มแรงงานให้ได้เยอะๆ ครับ"
หลี่อันเล่อเสริมทันที ต้องพูดถึงร้อยสิบแต้มที่หามาได้หน่อย เดี๋ยวจะลืมความดีความชอบ ย่ากินไอติมไหมครับ หวานนะ"
"ย่าไม่กิน อันเล่อเด็กดี"
ย่าหวังซิ่วหลานพูดไม่ออก ครอบครัวนี้มัน... เฮ้อ "คราวหน้าอย่าใช้เงินเปลืองนะ อันเล่อโตแล้ว"
"แม่วางใจเถอะ"
สือฉินกับหลี่กั๋วสี่รีบรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ย่าหวังซิ่วหลานได้แต่ค้อนขวับ รู้งี้รีบมาให้เร็วกว่านี้ก็ดี มัวแต่ดีใจกับคูปองเนื้อ ลืมเรื่องเงินไปสนิท
ย่าหวังซิ่วหลานเสียดายเงินจนดูหนังไม่สนุก กลับไปบ้านบ่นให้ปู่ฟังยันดึก "รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ลูกสาวคนโตจะกลับมา"
พอปู่ทัก ย่าถึงยอมนอน ส่วนครอบครัวหลี่อันเล่อ กลับถึงบ้านก็เก็บขนมปังกรอบที่เหลือกับถั่วลิสงและเงินทอนสองเหมาสี่เฟินเข้าที่ลับ
"เด็กมันคงเพลีย"
ระหว่างทางกลับบ้าน หลี่อันเล่อก็สัปหงกแล้ว ถึงบ้านก็หลับเป็นตาย วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน หลับไปสักสี่ห้าชั่วโมง ก็ตื่นมาเข้าพื้นที่ระบบยอดนักเรียนหมายเลขหนึ่ง เรียนภาษาจีน ป.1-ป.2 ต่อ
ช่วยไม่ได้ หลักสูตรไม่เหมือนยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการออกเสียงพินอิน ต้องมานั่งเรียนใหม่ ดีที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว คืนเดียวก็เก็บตกหมด
"เอ้ก อี เอ้ก เอ๊ก"
"อันเล่อ ตื่นมากินข้าวได้แล้ว"
หลี่อันเล่อขยี้ตา ตื่นมาเจอเช้าวันใหม่อันแสนขี้เกียจ กินข้าวเช้าเสร็จก็ต้องไปทำงานที่ไม่อยากทำ "แม่ ป้าใหญ่จะมาเมื่อไหร่ครับ?"
"คงจะเที่ยงๆ แหละลูก"
รถจากในเมืองมาถึงคอมมูนวันละเที่ยวเดียว รอบสิบโมงครึ่ง ถึงคอมมูนก็สิบเอ็ดโมงครึ่ง เดินเข้าหมู่บ้านอีกสิบยี่สิบนาที "เดี๋ยวอาห้าขี่จักรยานไปรับ"
"อ๋อ"
"ไม่รู้ป้าใหญ่จะเอาของดีอะไรมาฝากบ้าง เดี๋ยวทำตัวน่ารักๆ นะลูก"
"รับทราบครับแม่"
ภาพจำของป้าใหญ่ในหัวหลี่อันเล่อคือ ลูกอม ขนมปังกรอบ ผลไม้ กุนเชียง เสื้อผ้าสวยๆ คนในเมืองนี่ดีจัง มีแต่ของกินของใช้ดีๆ เช้านี้หลี่อันเล่อเลยทำงานอย่างมีความหวัง ถอนหญ้าไปยิ้มไป
แม้จะเป็นวันที่สิบที่ไม่อยากถอนหญ้า แต่พอคิดถึงของกิน ก็มีแรงฮึดขึ้นมา
"กั๋วชิ่ง เดี๋ยวแวะไปเอาเอกสารที่คอมมูนด้วยนะ"
"ครับหัวหน้า"
หลี่กั๋วชิ่งขี่จักรยานออกจากหมู่บ้าน ไปถึงคอมมูนเจอคนคุ้นเคย "เลขาฯ หานมาหรือยัง?"
"มาแต่เช้าแล้ว"
"สหายหลิว เอกสารเรื่องอะไรครับ?" หลี่กั๋วชิ่งถามเลียบๆ เคียงๆ
"ไม่รู้ใครไปฟ้องทางจังหวัดว่าคอมมูนเราไม่กระตือรือร้นเรื่องการเรียนรู้คติพจน์ เลขาฯ หานกลุ้มใจจะแย่" สหายหลิวเจ้าหน้าที่ธุรการกระซิบ "เมื่อวานมีคนเสนอว่า ไหนๆ จังหวัดก็จะจัดแข่งท่องคติพจน์ ให้คอมมูนเราส่งคนเก่งๆ ไปโชว์ศักยภาพ แสดงความมุ่งมั่นในการปฏิวัติซะเลย"
"อ๋อ"
หลี่กั๋วชิ่งไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะปกติคนที่จะไปแข่งก็ต้องเป็นระดับเจ้าหน้าที่คอมมูนที่ท่องเก่งๆ อยู่แล้ว
พอรับเอกสารเสร็จ ก็ขี่จักรยานไปที่ท่ารถ ซึ่งก็เป็นแค่ป้ายไม้ปักอยู่ข้างทาง
รอสักพัก รถแทรกเตอร์สี่ล้อก็มาจอด หลี่กั๋วชิ่งรีบเข้าไปช่วยถือของ "พี่ใหญ่ มาครับ ผมช่วย"
"ไม่เป็นไร"
หลี่เหมย วัยเกือบสี่สิบ แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอก กางเกงสีน้ำเงิน รองเท้าแตะหนัง ตัดผมสั้นทะมัดทะแมง ดูเป็นสาวมั่นสมกับเป็นคนในเมือง เห็นน้องชายที่มีอนาคตไกลที่สุดในบ้านก็ยิ้มแก้มปริ
"ไป กลับบ้านกัน"
หลี่เหมยถูกยกให้เป็นลูกบุญธรรมของอาหญิงรอง น้องสาวของปู่หลี่เอ้อร์เหมา อาหญิงรองเคยตกเลือดตอนคลอดลูกชายคนแรก แม้จะรอดมาได้แต่ก็มีลูกไม่ได้อีก
สองผัวเมียมีลูกชายคนเดียว แต่มีงานประจำทำทั้งคู่ เลยขอหลานสาวจากบ้านพี่ชายไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
เพื่อสืบทอดตำแหน่งงานของอาหญิงรอง แน่นอนว่าหลี่เหมยก็คอยจุนเจือทางบ้านเดิมอยู่เสมอ สมัยนี้ญาติในเมืองช่วยเหลือญาติบ้านนอกเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครมองว่าเป็นภาระ หรือมองว่าญาติบ้านนอกเป็นปลิงดูดเลือด
ญาติกัน ก็ต้องช่วยกันสิ ไม่งั้นจะเรียกว่าญาติเหรอ ยิ่งสายเลือดเดียวกันยิ่งต้องช่วย
"ที่บ้านสบายดีนะ?"
"สบายดีครับ"
"คุณอา คุณอาเขย พี่เขย สบายดีไหมครับ?"
"สบายดีจ้ะ"
หลี่เหมยยิ้ม "ตอนแรกพี่เขยเธอก็จะมาด้วย แต่หัวหน้าเรียกตัวไปซะก่อน" สามีของหลี่เหมยเป็นคนขับรถให้ผู้บริหารโรงงาน ถือว่าเป็นคนมีหน้ามีตาที่สุดในตระกูลหลี่ เพราะสมัยนี้คนขับรถไม่ใช่ใครจะเป็นก็ได้
"พี่เขยฝากบอกว่า วันรับตัวเจ้าสาว เขาจะขับรถมารับให้"