- หน้าแรก
- 1979 ย้อนเวลาไปพบรัก สู่ยอดนักตกปลาเลี้ยงครอบครัว
- บทที่ 30 – ป่าละเมาะ
บทที่ 30 – ป่าละเมาะ
บทที่ 30 – ป่าละเมาะ
เพียงแค่คิดในใจ ขวดแก้วรูปทรงคล้ายขวดน้ำอัดลมจิ๋วบรรจุน้ำพุวิเศษก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของจางเจ๋อ
ฝาขวดเป็นจุกไม้ก๊อก พอเขาดึงจุกออก กลิ่นหอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ก็ลอยฟุ้งออกมาจากปากขวด
ทันทีที่ได้กลิ่น ร่างกายของจางเจ๋อก็ส่งสัญญาณแห่งความกระหายอย่างรุนแรงตามสัญชาตญาณ
เขากลืนน้ำลายเอื๊อก กำลังจะกระดกเข้าปาก แต่แล้วก็ชะงัก
เพราะเขานึกถึงคนในครอบครัว ตามคำอธิบายของพื้นที่มิติ น้ำพุนี้มีสรรพคุณน่าสนใจทีเดียว
เรื่องเพิ่มสมรรถภาพร่างกายเป็นเรื่องรอง แต่สรรพคุณฟื้นฟูความเสียหายของร่างกายและเพิ่มภูมิคุ้มกันต่างหากที่เขาให้ความสำคัญ เขาจึงอยากให้คนในครอบครัวได้ดื่มบ้าง...
แต่ทว่า ตอนนั้นเองพื้นที่ตกปลาก็ส่งข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา
【หมายเหตุ: สิ่งของทั้งหมดที่ปรากฏจากพื้นที่ตกปลา สามารถใช้ได้โดยโฮสต์เท่านั้น หากผู้อื่นนำไปใช้จะไม่มีผลใด ๆ】
“...” จางเจ๋อนิ่งไปสามวินาที ก่อนจะเงยหน้ากระดกน้ำพุวิเศษรวดเดียวหมดขวด
ในเมื่อของจากพื้นที่ใช้ได้แค่คนเดียว ก็ช่วยไม่ได้ วันหลังเขาหาเงินพาคนในบ้านไปหาหมอจีนเก่ง ๆ มาช่วยบำรุงร่างกายแทน โดยเฉพาะแม่ที่อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ
พอดื่มเสร็จ จางเจ๋อเดาะลิ้น รสชาติเหมือนน้ำลำธารหวาน ๆ อร่อยดีเหมือนกัน
แต่ประเด็นคือร่างกายไม่รู้สึกอะไรเลย หรือว่ามันจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละน้อย?
จางเจ๋อส่ายหน้า กำลังจะเก็บขวดเปล่าใส่ตะกร้า แต่ตาเขาก็ลุกวาวขึ้นมา
เพราะเขาพบว่าพื้นที่ช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ นั้นไม่ได้หายไปหลังจากเอาน้ำพุออกมา ช่องนั้นยังอยู่
งั้นเขาก็เอาเงินและตั๋วใส่ไว้ในช่องนี้ได้เลยสิ ไม่ต้องใส่ถุงพลาสติกแช่ในพื้นที่ตกปลาอีกแล้ว?
คิดได้ดังนั้น เขาก็เก็บขวดเปล่าเข้าช่องเล็กไปก่อน แล้วเรียกถุงพลาสติกเปียก ๆ ออกมาถือไว้
เปิดถุงเอาเงินและตั๋วทั้งหมดใส่เข้าไปในช่องเล็ก จากนั้นสะบัดน้ำออกจากถุงแล้วเก็บถุงเข้าไปด้วย
ของมีค่าเก็บไว้ในพื้นที่มิติย่อมปลอดภัยที่สุด แถวอำเภอเยว่หวานและตำบลใกล้เคียงอาจจะไม่มีโจรปล้นชิงทรัพย์มากนัก แต่ขโมยขโจรมีเพียบ
สำหรับจางเจ๋อ น้ำพุวิเศษที่เป็นรางวัลอัปเกรดถือว่าเฉย ๆ แต่ช่องเก็บของเล็ก ๆ นี้กลับมีประโยชน์กว่ามาก เสียดายที่มันเล็กไปหน่อย ใส่ของได้ไม่เยอะ
กลับมาถึงบ้าน เขาคาดไม่ถึงว่าตะกร้าไม้ไผ่ที่สั่งทำจะเสร็จแล้ว วางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อย
จริงๆ มันไม่ใช่ตะกร้า แต่เรียกว่า ‘ลอบดักกุ้งมังกร’ จะถูกกว่า เขาตั้งใจเอาไปดักกุ้งมังกรโดยเฉพาะ
ตัวลอบมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตร สูงราว 30 เซนติเมตร ตรงปากทางเข้ามีคอขวดเล็ก ๆ ยาว 5-6 เซนติเมตร ขนาดเท่ากับปากวงกลมด้านบนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตรพอดี
คงจะได้ยินเสียงเขา จางฮุ่ยหงเดินออกมาจากห้องอีกครั้ง “กลับมาแล้วเหรอ? อาอู่กลัวจนหนีไปนอนห้องแม่แล้ว ลูกก็รีบอาบน้ำเข้านอนเถอะ!”
“ครับ แม่ไปนอนเถอะครับ!” มองดูลอบดักกุ้งสองอัน จางเจ๋อไม่ได้บอกแม่เรื่องแผนการคืนนี้
เขานั่งรออยู่ที่บ้านพักใหญ่ กะว่าทุกคนหลับหมดแล้ว จึงแอบคว้าลอบดักกุ้ง มีดทำครัว และเชือกฟางเส้นหนาสองเส้นย่องออกจากบ้าน
แนวโขดหินที่เจอคราวที่แล้วเป็นจุดดักกุ้งที่ไม่เลว ตอนนี้ยังไม่มีเรือ ก็ต้องอาศัยที่นี่ไปก่อน
เอาลอบไปวางคืนนี้ พรุ่งนี้เช้ามืดมาเก็บต้องได้ของติดไม้ติดมือแน่
ยุคนี้ไม่เหมือนยุคหลัง ทรัพยากรกุ้งมังกรใกล้ฝั่งยังไม่เสื่อมโทรม แม้แต่กุ้งมังกรเจ็ดสี ก็ยังมีเยอะแยะ ยังไม่ถึงยุคที่ต้องอนุรักษ์
ปิดประตูบ้านเรียบร้อย จางเจ๋อเดินผ่านหมู่บ้านที่เงียบสงัด
เวลานี้ชาวบ้านส่วนใหญ่หลับกันหมดแล้ว ยุคที่ไม่มีความบันเทิงอะไร กลางคืนก็ต้องรีบนอน
แน่นอนว่าบางทีเดินผ่านบ้านบางหลัง ก็จะได้ยินเสียงเตียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดกับเสียงหอบหายใจของผู้หญิง บ้านเรือนสมัยนี้เก็บเสียงไม่ดีเอาเสียเลย!
ฟังแล้วก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาหน่อย ๆ แต่สิ่งที่เขาพอใจที่สุดหลังได้กลับมาเป็นหนุ่มก็คือเรื่องนี้นี่แหละ ถ้าไม่มีไฟราคะก็คงไม่ใช่ลูกผู้ชายแล้ว
แต่เขาไม่มีรสนิยมชอบแอบฟังเรื่องชาวบ้าน เลยรีบเดินจ้ำอ้าวผ่านไป
พ้นหมู่บ้านออกมาเป็นทางเดินเล็ก ๆ สองข้างทางเป็นป่าละเมาะ มีเสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยดังออกมาเป็นระยะ
เดินเส้นทางนี้จางเจ๋อไม่กลัว ที่นี่ไม่มีหลุมศพและไม่มีสัตว์กินเนื้อดุร้าย
ถ้าเป็นป่าทางเหนือเขาคงไม่กล้าเดิน
ทางโน้นภูเขาเยอะสัตว์ป่าแยะ อย่าว่าแต่เสือเลย หมูป่ามีเพียบ
แต่อำเภอเยว่หวานมีแค่ป่าลึกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ที่พอจะมีสัตว์ป่าบ้าง ส่วนทางทิศตะวันออกแถวหมู่บ้านชิงเหอ อย่าว่าแต่หมูป่าเลย ไก่ป่ายังโดนชาวบ้านจับกินจนเกือบสูญพันธุ์ไปตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว
ทำไมคนบนเกาะลู่เหมินถึงลำบาก กินเนื้อยากกว่าคนบนฝั่ง ก็เพราะภูเขาบนเกาะโดนกวาดล้างจนเหี้ยนเตียนไปเป็นสิบปีแล้ว นอกจากหนูคงไม่เหลือสัตว์อะไรให้กิน
แต่เดินไปได้สักพัก จางเจ๋อก็รู้สึกผิดปกติ ทำไมมีเสียงผู้หญิงครางดังอยู่ข้างหู?
เขาลองฟังดู เสียงมาจากป่าละเมาะด้านซ้ายมือ
จางเจ๋อตาลุกวาว มีคนในหมู่บ้านมาแอบแซ่บกันในป่านี้เหรอ?
ความอยากรู้อยากเห็นทำงานทันที เขารีบย่องเข้าไปดูว่าเป็นคู่รักคู่ไหน หรือจะเป็นแม่ม่ายในหมู่บ้านกำลังได้รับ ‘ความช่วยเหลือ’?
ยุคนี้แม่ม่ายมักจะมีชื่อเสียงไม่ค่อยดี ก็เพราะผู้หญิงตัวคนเดียวยากที่จะเอาชีวิตรอดโดยลำพัง ยิ่งถ้ามีลูกต้องเลี้ยงยิ่งลำบาก
ผู้ชายในหมู่บ้านบางคนเลยมีน้ำใจยื่นมือเข้าช่วย อย่างน้อยก็ต้องให้มีชีวิตรอดต่อไปได้ไม่ใช่เหรอ?
หัวหน้าฝ่ายผลิตเองก็ทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งกับเรื่องพวกนี้ จะให้บีบคั้นกันจนตายหรือไง?
เมื่อก่อนแม่ของจางเจ๋อก็เคยมีข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ แต่แม่ตบปากพวกปากหอยปากปูจนเรียบ แล้วก็อัดผู้ชายที่คิดไม่ซื่อไปหลายคน
บวกกับความพยายามของตัวเอง และความช่วยเหลือจากรัฐและบ้านเดิม จนเลี้ยงลูก ๆ ให้รอดมาได้ ชื่อเสียงถึงค่อย ๆ ดีขึ้น
แอบย่องเข้าไป ไม่นานก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่ง
ฝ่ายหญิงยืนเกาะต้นไม้อยู่ข้างหน้า หุ่นดูเพรียวบาง ผิวขาวผ่องสะท้อนแสงจันทร์ ดูจากรูปร่างน่าจะเป็นหญิงสาวอายุน้อย
ผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วรูปร่างมักจะไม่เพรียวบางขนาดนี้ ต่อให้หุ่นดีก็มักจะดูอวบอิ่มกว่า
ฝ่ายชายอยู่ข้างหลังกำลังง่วนอยู่กับภารกิจ แต่ในป่าแสงจันทร์ส่องไม่ถึง จางเจ๋อมองไม่เห็นหน้า แค่รู้สึกคุ้น ๆ รูปร่างของผู้ชายคนนั้น
มองไม่เห็นหน้า จางเจ๋อก็หมดความสนใจจะดูต่อ ไม่คิดจะไปขัดจังหวะคู่นกขมิ้นเหลืองอ่อนคู่นี้
เขายังต้องใช้ชีวิตในหมู่บ้านอีกพักใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวไปสร้างศัตรู
การกุมความลับชาวบ้านไม่ใช่เรื่องดี มีแต่จะพาเรื่องวุ่นวายมาให้ เขาแค่อยากหาเงินเงียบ ๆ
แต่ตอนนั้นเอง ฝ่ายชายก็คำรามต่ำ ๆ แล้วฟุบลงไปบนแผ่นหลังของฝ่ายหญิงอย่างหมดแรง
“...” จางเจ๋อพูดไม่ออก จะบังเอิญไปไหม ตอนนี้เขาซ่อนอยู่หลังต้นไม้ ขยับตัวลำบาก
ถ้าถอยออกไปตอนนี้อาจจะทำให้พวกนั้นรู้ตัว เพราะทั้งคู่อยู่ตรงชายป่า พอเงียบเสียงลงก็น่าจะสังเกตเห็นคนบนทางเดินได้ง่าย
จางเจ๋อไม่กลัวโดนเห็นหรอก แค่รู้สึกว่าไม่จำเป็น
จะให้ออกไปข่มขู่ แล้วสวมบทตัวร้ายแย่งผู้หญิงเหรอ?
เรื่องบังคับขืนใจผู้หญิงเขาทำไม่ลงหรอก!
คู่รักที่แอบมากินกันในป่าดูจะไม่มีอารมณ์สวีทต่อ พวกเขารีบจัดการเสื้อผ้า มองซ้ายมองขวา แล้วเดินตามกันออกจากป่าไป จางเจ๋อรอจนพวกเขาไปไกลแล้วถึงค่อยออกมา
รูปร่างและแผ่นหลังของทั้งคู่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ต้องเป็นคนที่เขารู้จักและเห็นหน้าบ่อย ๆ แน่
แต่เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มขี้สงสัยอีกแล้ว เลยไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เดินมุ่งหน้าไปทะเลต่อ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา จางเจ๋อก็มาถึงแนวโขดหินที่เคยจับปู
วางลอบดักกุ้งไว้ข้าง ๆ คิดในใจแวบหนึ่ง ปลากะพงขาวตัวหนึ่งก็ปรากฏในมือ
เดิมทีเขาจะเอาปลาตัวนี้กลับไปทำกินที่บ้าน แต่ดูจากปลาเปากงคราวที่แล้ว คนที่บ้านดูไม่ค่อยตื่นเต้นกับเนื้อปลาเท่าไหร่ เขาเลยไม่เอาออกมา ตอนนี้เอามาฆ่าทำเหยื่อก็เหมาะดี
เขาใช้มีดสับปลากะพงสองตัวเป็นชิ้น ๆ รวมทั้งเครื่องในใส่ลงไปในลอบทั้งสองอัน แล้วก้อนหินใส่เข้าไปด้วยเพื่อถ่วงน้ำหนักไม่ให้คลื่นซัดลอบหายไป
สุดท้ายเขาหาแอ่งน้ำลึกแอ่งหนึ่ง โยนลอบที่ผูกเชือกฟางลงไป แล้วผูกปลายเชือกอีกด้านไว้กับโขดหินเล็ก ๆ แถวนั้น
เสร็จเรียบร้อย จางเจ๋อก็เดินกลับบ้าน อาบน้ำเข้านอน รอพรุ่งนี้เช้ามืดค่อยมาเก็บกู้
[จบบท]