- หน้าแรก
- 1979 ย้อนเวลาไปพบรัก สู่ยอดนักตกปลาเลี้ยงครอบครัว
- บทที่ 24 – น้องคิดว่าอาเจ๋อเป็นยังไงบ้าง?
บทที่ 24 – น้องคิดว่าอาเจ๋อเป็นยังไงบ้าง?
บทที่ 24 – น้องคิดว่าอาเจ๋อเป็นยังไงบ้าง?
ถงหยวนหางคิดแบบนั้นเพราะความไม่รู้ เขาไม่รู้ว่าจางเจ๋อมีพื้นที่ตกปลา และอนาคตธุรกิจของเขาก็จะอยู่บนท้องทะเล
ความจริงที่จางเจ๋อยอมฟังแม่มาดูตัวที่เกาะลู่เหมิน ส่วนหนึ่งก็เพราะเล็งลูกสาวชาวประมงไว้นั่นแหละ
งานหลักของเขาในอนาคตคือตกปลาจับปลา พูดตรง ๆ ต่อให้หาเงินได้เยอะแค่ไหน ในช่วงสิบปีนี้สาวชาวเมืองที่มีคุณสมบัติดี ๆ คงไม่แลเขาหรอก
สู้ลดสเปคลงมาแต่งงานกับลูกสาวชาวประมงยังดีกว่า แบบนั้นเขาจะหาซื้อเรือ ซื้อเบ็ด สายเอ็น และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่หาซื้อยากในตอนนี้ได้ง่ายขึ้น ถึงตอนนั้นก็จะออกทะเลตกปลาได้สะดวก
สาวชาวเมืองอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเรื่องงาน แถมดีไม่ดีอาจจะถือดีดูถูกคนเพราะความเป็นคนเมือง แต่งมาก็มีแต่จะลำบากใจ
ทำไมผู้ชายถึงยอมแต่งงานกับคนที่ฐานะด้อยกว่าได้ ก็เพราะอยากได้ภรรยาที่สวย นิสัยดี ว่านอนสอนง่าย และเป็นแม่ศรีเรือนไม่ใช่หรือไง
ใครจะอยากให้เมียขี่คอกันล่ะ ถ้าขี่ที่อื่นก็ว่าไปอย่าง
จางเจ๋อรู้จักตัวเองดี เขาไม่ได้คิดจะปีนป่ายหาที่สูงให้ตัวเองเหนื่อยเปล่า ๆ
ยิ่งตอนนี้มีสาวน้อยอายุ 18 หน้าตาดีมายืนอยู่ตรงหน้า ผู้ชายหน้าไหนจะปฏิเสธสาว 18 สวย ๆ ได้ลงคอ เขาเองก็ยากที่จะปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป
พอได้ยินว่าถงหยวนหางยินดีร่วมมือขายปลาให้ในราคาถูก จางเจ๋อยิ่งไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ!
ยังไงอีกฝ่ายก็มีโอกาสเป็นพี่เขยในอนาคต พามาหาเงินด้วยกันก็ไม่เสียหาย
แน่นอนว่าต่อหน้าเขาคงรับปากทันทีไม่ได้
“นายเข้าใจผิดแล้ว ฉันยังไม่รู้เลยว่าเอาของไปส่งแล้วเขาจะให้ราคาเท่าไหร่ คงต้องไปคุยกันก่อน”
“เอาอย่างนี้ ถ้านายเชื่อใจฉัน บ่ายนี้ก็มาช่วยฉันตกปลาด้วยกัน นายตกได้เท่าไหร่ก็จดไว้ แล้วนั่งเรือไปส่งฉันที่อำเภอ พอฉันส่งของรับเงินเสร็จ จะรีบกลับมาเคลียร์เงินให้นายเลย นายว่าไง?”
“ได้ เอาตามที่นายว่าเลย!” ก็แค่ยอมสละเวลานอนกลางวันไปตกปลา ถ้าหาเงินได้จริง คืนนี้ไม่ออกเรือก็ได้ ยอมเสียแต้มแรงงานไม่กี่แต้ม
สำหรับจางเจ๋อ เขายินดีที่จะเชื่อใจดูสักครั้ง
จากนั้นทั้งสองคนก็ปรึกษากันว่าจะใช้วิธีไหนตกปลาให้ได้เยอะ ๆ ตรงไหนเหมาะจะตก
ส่วนถงชูเหยา นั่งฟังบทสนทนาของทั้งคู่อย่างตั้งใจ เพราะพวกเขาไม่ได้มีความลับอะไรกับเธอ
พอรู้ว่าพี่ชายอาจจะมีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้น เธอก็ดีใจแทนพี่ชาย
แต่สำหรับจางเจ๋อ เธอก็เริ่มสนใจและอยากรู้อยากเห็นในตัวเขามากขึ้นจริง ๆ
ระยะทางแค่นั่งรถสิบกว่านาที แต่นั่งเรือกลับใช้เวลานานโข ขนาดเรือแล่นตามน้ำแล้วนะ
มองดูดวงอาทิตย์ กะคร่าว ๆ น่าจะประมาณ 11 โมงแล้ว
คนยุคนี้หลายคนมีความสามารถในการดูเวลาจากดวงอาทิตย์ จางเจ๋อที่เคยผ่านยุคสมัยนี้มาก็พอจะดูเป็นบ้าง แค่อาจจะไม่เป๊ะเท่าคนอื่น
(ตอนเด็ก ๆ เคยถามเวลาคนแก่ เขาแค่มองดวงอาทิตย์ก็บอกเวลาได้ คลาดเคลื่อนไม่เกิน 10 นาที ทำเอาผมอึ้งไปเลย)
“อาเจ๋อ ไปกินข้าวบ้านฉันก่อนสิ ถือโอกาสไปดูบ้านช่องด้วย” ถงหยวนหางพูดพลางส่งสายตามีความหมายมองไปที่น้องสาวที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่
จางเจ๋อยิ้มขื่น โบกมือปฏิเสธ ตอนนี้ทั้งตัวเขามีแค่ซาลาเปาไส้หมู 3 ลูกที่เพิ่งซื้อมา นอกนั้นไม่มีของฝากอะไรเลย จะให้ไปบ้านเขามือเปล่าก็กระไรอยู่ รอให้เขาเคลียร์ปัญหาครอบครัวเสร็จแล้วค่อยไปเยี่ยมอย่างเป็นทางการดีกว่า
“ก็ได้ งั้นเดี๋ยวฉันจะรีบกลับมาหานาย นายอย่าเดินเพ่นพ่านไปไหนนะ เดี๋ยวจะหาไม่เจอ” ถงหยวนหางเห็นเขาซื้อของกินมาแล้ว เลยไม่คะยั้นคะยอ พาถงชูเหยาเดินจากท่าเรือไป
เพราะมีคนมาร่วมตกปลาด้วย จุดตกปลาของจางเจ๋อก็เลยเปลี่ยนไป
พวกเขาตกลงกันว่าจะออกเรือไปหาโขดหินกลางทะเลตกปลา ถงหยวนหางออกทะเลทุกวันย่อมรู้ดีว่าตรงไหนปลาชุม
ดังนั้นหลังจากกินซาลาเปาเสร็จ จางเจ๋อก็เดินไปตามโขดหินแถวท่าเรือ เก็บหอยมาทำเหยื่อ ปลาเก๋าเป็นปลากินเนื้อ หอยพวกนี้ถือเป็นเหยื่อชั้นดี
แต่ตอนนั้นเอง เรือประมงลำหนึ่งก็แล่นเข้ามาใกล้
จางเจ๋อตาไว เห็นกองปลาพะเนินเทินทึกบนเรือทันที
น่าจะใช้อวนลากมา ในกองปลามีสัตว์น้ำปนกันมั่วไปหมด บนเรือนอกจากคนพายเรือแล้ว ยังมีอีกสองคนก้มหน้าก้มตาคัดแยกปลา
ตอนนี้เลยเวลาส่งปลาขายรวมของหมู่บ้านแล้ว คนบนเรือน่าจะหาของทะเลไปตากแห้งเก็บไว้กินเองหรือเอาไปขาย
เห็นปลาเต็มลำเรือแบบนี้ จางเจ๋อรู้สึกว่าหอยบนโขดหินดูจืดชืดไปถนัดตา เทียบกับหอยแล้ว กุ้งทะเลหรือหมึกกล้วยตัวเล็ก ๆ ต่างหากที่เป็นของโปรดของปลาเก๋า
จางเจ๋อยืนรออยู่ที่เดิม รอให้เรือลำเล็กนั่นเข้ามาเทียบท่า
อีกด้านหนึ่ง ถงชูเหยาเดินตามพี่ชายกลับบ้าน
ตอนนี้จางเจ๋อไม่อยู่แล้ว เธอจึงได้โอกาสถามสิ่งที่สงสัยมาตลอด
“พี่ พี่รู้จักกับคนคนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่เห็นเคยได้ยินพี่พูดถึงเลย?”
“ฉันกับเขาก็เพิ่งรู้จักกันไม่นาน เธอไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก”
ถงหยวนหางพูดพลางนึกเรื่องลอบดักปูขึ้นได้ รีบพูดต่อ “จริงสิชูเหยา ลอบดักปูที่เธอทำมันเล็กไปหน่อย ตอนนี้อาเจ๋อพาฉันหาเงิน เราจะไปเอาเปรียบเขาไม่ได้”
“เอาอย่างนี้ เธอทำอันที่ใหญ่กว่านี้ให้เขาหน่อย... หรือไม่ก็แถมไซดักกุ้งให้เขาเพิ่มสักอันดีไหม?”
ถงชูเหยาถึงบางอ้อ “เขาคือไอ้หน้าโง่คนนั้นเหรอ?”
ถงหยวนหางหน้าตึง “พูดจาเหลวไหล เขาเรียกว่าคนใจป้ำต่างหาก!”
“ใช่ ๆๆ พี่พูดถูก!” ถงชูเหยายิ้มคิกคัก ไม่เถียง
เดินมาได้อีกหน่อย เห็นว่าแถวนี้ปลอดคน ถงหยวนหางจู่ ๆ ก็ถามน้องสาวขึ้นมา “ชูเหยา เธอคิดว่าอาเจ๋อเป็นคนยังไง?”
ถงชูเหยางุนงง ไม่เข้าใจคำถาม “เป็นคนยังไงคืออะไร?”
“ก็... รู้สึกยังไงกับเขา?” ถงหยวนหางเกาหัว คิดว่าจะพูดให้ตรงกว่านี้ดีไหม
แต่ถงชูเหยาเข้าใจแล้ว กระทืบเท้าด้วยความโกรธ “พี่ พูดบ้าอะไรเนี่ย? พ่อกับแม่ก็เลือกจางกั๋วตงให้แล้วไม่ใช่เหรอ พี่ถามแบบนี้เห็นฉันเป็นตัวอะไร?”
ถงหยวนหางรีบโบกมือ “ชูเหยาอย่าเพิ่งโกรธ เรื่องจางกั๋วตงน่ะล้มเลิกแน่ ๆ ฉันสืบมาแล้ว ไอ้หมอนั่นเป็นพวกนักเลงหัวไม้ ไม่ยอมทำงานทำการ ในหมู่บ้านไม่มีใครเอาถึงต้องมาหลอกสาวแถวบ้านเรา พ่อกับแม่รู้เรื่องนี้ต้องไม่ยอมแน่”
“ยังไงก็แค่ดูตัวปากเปล่า ยังไม่ได้หมั้นหมายอะไร เราปฏิเสธตอนนี้ก็ไม่เสียหาย”
ถงชูเหยาทั้งงงทั้งโล่งใจ เธอเตรียมใจจะแต่งงานแล้ว แต่จู่ ๆ เรื่องก็พลิกผัน
ทำไมรู้สึกโล่งใจและดีใจแปลก ๆ นะ?
“แล้วที่พี่ถามว่าฉันรู้สึกยังไงกับเขา มันหมายความว่าไง?”
ถงหยวนหางเลิกคิ้ว เห็นน้องสาวหายโกรธแล้วก็แซว “ใครใช้น้องสาวฉันสวยล่ะ อาเจ๋อเห็นหน้าเธอครั้งแรกก็บอกว่าปิ๊งเลย จะมาสู่ขอเธอถึงบ้านแน่ะ”
“หา?” ถงชูเหยาอุทาน ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที
ถ้ากับจางกั๋วตงเธอไม่รู้สึกอะไรเลย ซ้ำยังรู้สึกกดดันเรื่องแต่งงาน แต่กับจางเจ๋อ ความประทับใจแรกของเธอถือว่าไม่เลว
อย่างน้อยจางเจ๋อก็ตัวสูงใหญ่ หน้าตาก็ดี
แถมจากการพูดคุยสั้น ๆ วันนี้ เธอก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนเก่งมีความสามารถ นี่เป็นคะแนนบวกเพิ่มเข้าไปอีก
พอได้ยินพี่ชายบอกว่าเขาปิ๊งเธอ ถงชูเหยาหัวใจเต้นโครมครามตามประสาเด็กสาวที่ขี้อายและรักนวลสงวนตัว
“เธอคิดว่าอาเจ๋อเป็นไง ทำไมเงียบไปล่ะ?”
“ฉัน... ฉันไม่รู้!” ถงชูเหยาสับสนไปหมด ไม่เหมือนตอนคนอื่นมาดูตัวเลยสักนิด
เธอทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วเอามือปิดแก้มที่ร้อนผ่าวรีบเดินจ้ำอ้าวหนีไป การถูกพี่ชายไล่ต้อนถามแบบนี้มันน่าอายจะตายไป!
[จบบท]