เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 สุสานคนเป็น

บทที่ 6 สุสานคนเป็น

บทที่ 6 สุสานคนเป็น


นักพรตเฒ่าเห็นคนมาครบ ก็รีบหยุดมือจากสิ่งที่ทำอยู่

“พวกเจ้าเข้ามานี่”

“ทุกคนปล่อยเลือดออกมานิดหน่อย ข้าจะเริ่มพิธี”

“มีเพียงเลือดบริสุทธิ์ของชายหนุ่มที่เลือดลมสมบูรณ์เท่านั้น ที่ใช้จัดการกับสิ่งลี้ลับได้ผลดีที่สุด!”

ทั้งแปดคนเห็นดังนั้น ก็ไม่อาจพูดอะไรได้

ส่วนฉินป๋อสีหน้าแปลกประหลาด เมื่อคืนก็เสียเลือดไปมาก ตอนนี้ต้องปล่อยเลือดอีก

แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ลง อีกทั้งนี่ยังเพื่อตามหาหลี่ตง

หยิบมีดกรีดแผล ไม่นานทุกคนก็ปล่อยเลือดจนเต็มชาม

นักพรตเฒ่ารับเลือด เดินไปที่แท่นพิธี

บนแท่นพิธีมีหุ่นฟางสองตัววางอยู่ เขียนวันเดือนปีเกิดของหลี่ตงและภรรยาไว้

นักพรตเฒ่าพึมพำคาถามั่วซั่วอยู่พักใหญ่ แล้วใช้มือจุ่มน้ำเลือด แต้มลงบนใบหน้าของหุ่นฟาง

วินาทีที่น้ำเลือดสัมผัสใบหน้าหุ่นฟาง หุ่นฟางที่แข็งทื่อกลับกระตุกอย่างน่าขนลุก

มุมปากฉีกยิ้มกว้างอย่างน่ากลัว ราวกับกำลังแสยะยิ้มไร้เสียง

“หืม?!”

“ทำไมเลือดบริสุทธิ์ครั้งนี้ถึงได้ผลดีนัก?”

นักพรตเฒ่ามองดูพวกเขาทีละคน หยุดสายตาที่ฉินป๋อครู่หนึ่ง แต่มองไม่ออกว่าเป็นเพราะเหตุใด

ทันใดนั้นเส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน คว้ากระบี่ไม้ท้อขึ้นมา แทงเข้าไปที่หน้าอกหุ่นฟางอย่างแรง

เลือดสด ๆ ที่ซึมออกมาจากปลายกระบี่ไหลคดเคี้ยวไปตามลายไม้ ย้อมเป็นอักขระยันต์ที่น่าขนลุกบนตัวกระบี่

“จี๋จี๋หรูลวี่ลิ่ง! (โอมรีบเร่งดั่งกฏบัญชา)”

“จงปรากฏ!”

สิ้นเสียงตวาด แท่นพิธีทั้งแท่นก็ลุกท่วมด้วยเปลวไฟสีเขียวสูงหลายฟุต กลืนกินหุ่นฟางสองตัวในพริบตา

ในเปลวไฟมีเสียงร้องโหยหวนดังออกมา เสียงนั้นคล้ายกับเสียงคร่ำครวญของสามีภรรยาหลี่ตง ผสมปนเปกับเสียงร้องไห้แหลมสูงของเด็กทารก

ฉินป๋อรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ

เงยหน้าขึ้นก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าบนคานไม้ของห้องโถงไว้อาลัยเต็มไปด้วยรอยฝ่ามือเลือดทับซ้อนกันหนาแน่น กำลังหยดน้ำเมือกเหม็นคาวลงมาตามขื่อ

เห็นเพียงรอยฝ่ามือเลือดค่อย ๆ ลามออกจากในตัวบ้านตรงออกไปนอกประตู

“วิญญาณทารกอาฆาต!”

นักพรตเฒ่ามองปราดเดียวก็รู้ที่มาของรอยฝ่ามือเลือดนี้

“พวกเขาถูกวิญญาณอาฆาตครอบงำแล้ว ดูสิรอยฝ่ามือเลือดลามออกไป มุ่งหน้าไปทางภูเขาหลังหมู่บ้านแล้ว!”

นักพรตเฒ่าพูดพลางหันขวับ คว้ากระดิ่งทองแดงบนโต๊ะบูชาเขย่าอย่างแรง เสียงกระดิ่งใสกระจ่างดังก้องไปทั่วห้องโถง

“ไป ตามข้าไปช่วยคน ไม่อย่างนั้นถ้าช้าไป เกรงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิต”

เสียงกระดิ่งยังไม่ทันจางหาย นักพรตเฒ่าก็พุ่งตัวออกไปนอกประตู ฉินป๋อและคนอื่น ๆ อีกแปดคนรีบตามไปติด ๆ

ตลอดทาง นักพรตเฒ่าเตรียมพร้อมรับมือเต็มที่ จ้องมองรอยเลือดบนพื้นที่ทอดยาวออกไป

ค่อย ๆ เส้นทางนี้มุ่งหน้าไปยังภูเขาหลังหมู่บ้านตระกูลหลี่

นักพรตเฒ่าเห็นดังนั้น จึงเอ่ยถาม

“เจ้าหนุ่ม! พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าทางนี้มุ่งไปที่ไหน?”

“ท่าน... ท่านนักพรต ทางนี้ปกติไม่มีคนเดินขอรับ”

“เดินตรงไปอีกสองลี้ เป็นหุบเขา ที่นั่นคือ... คือ...”

เป็นหลี่เอ้อร์โก่วที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“คืออะไร?”

“คือ[1]สุสานคนเป็นขอรับ เมื่อหลายปีก่อนเกิดภัยแล้ง ผู้คนล้มตายมากมาย ขี้เกียจฝัง ก็เลยโยนทิ้งไว้ในหุบเขาหลังหมู่บ้าน”

นักพรตเฒ่าได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นทันที

เขาล้วงเอากระบี่เหรียญทองแดงออกมาจากย่าม เชือกชาดที่ผูกอยู่บนตัวกระบี่สั่นไหวเบา ๆ

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่าเล่ากลิ่นคาวเลือดนี้ถึงเจือไปด้วยไออาฆาต”

ว่าแล้ว เขาก็แจกยันต์สีเหลืองให้ทุกคนคนละแผ่น

“เก็บยันต์ไว้กับตัวให้ดี เดี๋ยวถ้าเจออะไรไม่สะอาด ห้ามวิ่งมั่วซั่วเด็ดขาด”

กลุ่มคนเดินตามรอยเลือดต่อไป ท้องฟ้ามืดลงตอนไหนก็ไม่รู้ เมฆดำหนาทึบบดบังแสงจันทร์ รอบด้านยิ่งดูวังเวง

หลี่เอ้อร์โก่วมักจะรู้สึกเหมือนมีเสียงฝีเท้าดังแกรกกรากอยู่ด้านหลัง

แต่ทุกครั้งที่หันกลับไปมอง นอกจากใบหน้าตึงเครียดของเพื่อนร่วมทาง ก็ไม่เห็นอะไรเลย

“พี่ป๋อ พี่ได้ยินอะไรไหม?”

หลี่เอ้อร์โก่วอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามฉินป๋อ

“ไม่นี่! เจ้าได้ยินอะไรหรือ?”

“แหะ ๆ ข้าก็ไม่ได้ยิน สงสัยข้าจะตื่นเต้นเกินไป”

ส่วนฉินป๋อนั้นจ้องมองนักพรตเฒ่ามาตลอดทาง

นักพรตเฒ่านี้กล้ามาช่วยคน คิดว่าคงจะมีพลังละมั่ง?!

เดิมทีฟ้าสว่างจ้า แต่พอเดินเข้ามาในภูเขา

หมอกหนาในหุบเขาก็ข้นคลั่กราวกับน้ำหมึก

นักพรตเฒ่าหน้าเครียด หยุดฝีเท้าลง

“หยุดก่อน!”

ทุกคนหยุดชะงักทันที

นักพรตเฒ่าล้วงเหรียญทองแดงกำมือหนึ่งออกมาจากเอว ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ดีดเบา ๆ

เหรียญทองแดงหมุนติ้วอยู่ในฝ่ามือ ส่งเสียงหึ่ง ๆ แหลมเล็ก

ครู่ต่อมา เหรียญทองแดงร่วงลงพื้น “แปะ” ลักษณ์ของกว้าปรากฏเป็นสามหยินขนาบหนึ่งหยาง ราวกับรอยแยกของประตูผีนรก

เขาจ้องมองลวดลายบนเหรียญทองแดง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง:

“ในหมอกมีวิญญาณ ในลมซ่อนไอสังหาร ทางนี้... ไปต่อไม่ได้แล้ว”

“ท่านนักพรต! เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

ฉินป๋อเห็นเขาพึมพำอยู่คนเดียว อดไม่ได้ที่จะเข้าไปถาม

นิ้วของนักพรตวาดผ่านเหนือลักษณ์กว้า ปลายนิ้วมีไอหมอกสีขาวอมเขียวลอยขึ้นมา: “สามหยินล็อคหยาง พลังหยางกำลังจะหมดสิ้น

“ตอนที่พวกเราก้าวเข้ามาในหุบเขานี้ ดวงอาทิตย์ก็ถูกเมฆหนาบดบัง

“ยามนี้แม้แต่ลมก็ยังมีกลิ่นคาว นี่ไม่ใช่หมอกตามธรรมชาติ เป็นวิญญาณร้ายยืมไอน้ำก่อร่าง”

“หมายความว่าอย่างไร?”

ฉินป๋อไม่เข้าใจคำพูดพวกนี้

“หมายความว่า พวกเรามาถึงแหล่งรวมวิญญาณร้ายแล้ว!”

นักพรตเฒ่าสีหน้าจริงจัง มองไปข้างหน้าที่เป็นสีเทามัวซัว

“แล้วท่านนักพรต ต่อไปพวกเราควรทำอย่างไร?”

“ตาแก่ผู้นี้ตบะไม่พอ เกรงว่าจะคุ้มครองพวกเจ้าไม่ได้ พวกเจ้ากลับไปเสียเถอะ!”

“จริงหรือ?”

“จริงสิ กลับไปซะ!”

พูดจบ นักพรตเฒ่าก็มุดหายเข้าไปในหมอกหนาโดยไม่หันกลับมามอง

หารู้ไม่ เขาไม่ได้สังเกตสีหน้าของฉินป๋อ

นั่นเป็นสีหน้ายินดีปรีดาอย่างถึงที่สุด

วิญญาณอาฆาต!

พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา!

กำลังต้องการเติมเต็มอายุขัยอยู่พอดี...

ไม่ใช่สิ ต้องช่วยคน หลี่ตงมีบุญคุณกับเขา เขาไม่ใช่คนเนรคุณ!

“พี่ป๋อ รีบไปเถอะ ขืนช้าเดี๋ยวได้เอาชีวิตมาทิ้งแน่!”

คำพูดของหลี่เอ้อร์โก่วปลุกฉินป๋อที่กำลังแอบดีใจให้ตื่นขึ้นทันที

เขาถึงเพิ่งพบว่านักพรตเฒ่าหายตัวไปแล้ว

“อ้อ... ได้ ไป ออกไปกัน”

ฉินป๋อพยักหน้า ส่งสัญญาณให้ทุกคนรีบออกไป

ทุกคนรีบหันหลังเดินกลับ ไม่สนแล้วว่านักพรตเฒ่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

หลี่เอ้อร์โก่วหันหลังกลับ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เฮ้อ พี่ป๋อ พี่ว่าตระกูลหลี่นี่ทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ท่านลุงหลี่เพิ่งจากไปไม่ทันไร สองผัวเมียก็มาเกิดเรื่อง หรือว่าจะไปเจอเข้ากับสิ่งลี้ลับอะไรนั่นจริง ๆ?”

พูดพลางเห็นไม่มีใครตอบ หันกลับไปมอง ถึงได้พบว่าฉินป๋อไม่ได้อยู่ข้างหลังเขาแล้ว

“พี่ป๋อ?!”

“หืม? พี่ป๋อ? แย่แล้ว!”

“รีบหนีเร็ว พี่ป๋อหายไปแล้ว มีผีหลอก!!”

หลี่เอ้อร์โก่วหน้าถอดสี ความกลัวถาโถมเข้ามาดั่งน้ำป่า

เขาวิ่งเตลิดกลับไปทางหมู่บ้านอย่างบ้าคลั่ง ปากก็ตะโกนร้องไปด้วย

เพื่อนร่วมทางที่มาด้วยกันได้ยินเสียงร้องของหลี่เอ้อร์โก่ว ในใจก็กระตุกวูบ ฝีเท้ายิ่งลนลาน

ยามนี้พวกเขาไหนเลยจะสนใจฉินป๋อ คิดแต่จะรีบหนีไปจากสถานที่น่ากลัวแห่งนี้ให้เร็วที่สุด

ส่วนทางด้านฉินป๋อ ตอนที่ทุกคนหันหลังเดินจากไป เขาก็ก้าวเท้าเข้าไปในหมอกหนาแล้ว

[จบบท]

[1]สุสานคนเป็น สื่อถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยไออาฆาตและซากศพ

จบบทที่ บทที่ 6 สุสานคนเป็น

คัดลอกลิงก์แล้ว