- หน้าแรก
- การฟื้นคืนชีพของความลึกลับ
- บทที่ 44 ห้างสรรพสินค้า
บทที่ 44 ห้างสรรพสินค้า
บทที่ 44 ห้างสรรพสินค้า
หยางเจี้ยนมองไปยังศพที่หายไปแล้ว ดวงตาของเขาค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น
คราวนี้คนพวกนี้เล่นกันใหญ่เกินไปแล้ว
ผีที่ซ่อนตัวอยู่ภายในห้างสรรพสินค้านี้ เกรงว่าจะออกมาปรากฏตัวจริง ๆ แล้ว
เพียงแต่…ตอนนี้มันอยู่ที่ไหนกันแน่?
รอบด้านมืดสลัว แม้จะยังไม่ถึงกับมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ก็เห็นได้เพียงเงาร่างของคนเท่านั้น ไม่อาจเห็นใบหน้าของแต่ละคนได้ชัดเจน
ในเวลานั้นเอง เถ้าแก่ถัง ผู้จัดการหลี่ และอาจารย์หลัวกับพวก ก็ไม่ได้สนใจว่าเหตุใดไฟถึงดับลง หลังจากเห็นว่าศพหายไป ทุกคนต่างเริ่มตื่นตระหนก ภายในใจก็เกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
หรือว่าผีสิงแล้ว?
ก่อนหน้านี้ บนโต๊ะยังมีเทียนสองเล่มจุดอยู่ เปลวไฟสีส้มสั่นไหวอยู่ท่ามกลางความมืด
แต่พื้นที่ของห้างนั้นกว้างเกินไป เทียนเพียงสองเล่มไม่อาจส่องสว่างได้ทั้งหมด ทำได้เพียงให้แสงสลัวในบริเวณรอบ ๆ อีกทั้งยังถูกคนมากมายยืนบังแสงจนเกิดเป็นเงาเคลื่อนไหวไปมา ยิ่งทำให้บรรยากาศประหลาดนี้ดูน่าขนลุกขึ้นไปอีก
“เร็ว รีบออกไปจากที่นี่ ก่อนหน้านี้พิธีไม่สำเร็จ ของสกปรกนั่นถูกทำให้โกรธแล้ว ถ้ายังไม่ไป ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่” อาจารย์หลัวตะโกนขึ้นเสียงดัง
เจอเรื่องประหลาดขนาดนี้ โอกาสเก้าในสิบคงเป็นการเจอผีจริง ๆ เขาจะกล้าอยู่ต่อได้อย่างไร
คำพูดนี้ทำให้พนักงานหญิงคนหนึ่งกรีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนจะวิ่งหนีออกไปราวกับจะหนีเอาชีวิตรอด
ในชั่วพริบตา ทุกคนก็แตกตื่น วิ่งพล่านราวกับแมลงวันไร้หัว แต่ไม่นาน พวกเขาก็พบกับปัญหาร้ายแรงอย่างหนึ่ง
นั่นคือ ห้างสรรพสินค้าถูกล็อกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประตูหลักหรือทางหนีไฟ ล้วนถูกล็อกไว้
นี่เป็นคำสั่งที่อาจารย์หลัวสั่งไว้ก่อนหน้านี้
“กุญแจ กุญแจอยู่ไหน? รปภ. รีบไปเปิดประตูเร็วเข้า” เถ้าแก่ถังลองเปิดประตูใหญ่ พอเห็นว่าล็อกอยู่ก็รีบตะโกนถามไปรอบ ๆ
“ตอนนั้นผมก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ดันไปล็อกประตูทำไม? ถ้าคิดจะขังผีไว้ข้างใน ไม่คิดเหรอว่าตัวเองก็ถูกขังอยู่ในนั้นด้วยเหมือนกัน พวกคุณพลาดแล้วล่ะ” หยางเจี้ยนเปิดไฟฉาย ส่องให้รอบ ๆ สว่างขึ้น
“หนุ่มน้อย กุญแจประตูใหญ่อยู่ไหน? รีบเปิดประตูเร็ว ๆ เข้า” เถ้าแก่ถังพูดด้วยความแตกตื่น
หยางเจี้ยนส่ายหน้า “ผมไม่มีกุญแจ ผมเพิ่งมาทำงาน วันนี้เป็นวันที่สอง กุญแจทั้งหมดพี่ลี่เป็นคนดูแล ผมทำได้แค่ล็อก แต่เปิดไม่ได้ แล้วไม่ใช่ว่าคนข้างคุณเป็นหมอผีนี่? ให้เขาแสดงฝีมือหน่อย จับผีตัวนั้นให้ได้ แบบนั้นพวกเราก็ปลอดภัยแล้วไม่ใช่เหรอ?”
พูดจบ เขาก็มองไปยังอาจารย์หลัวที่เหงื่อแตกเต็มศีรษะ
“แกยังกล้าพูดอีกนะ ทั้งหมดก็เพราะเมื่อกี้แกมาป่วน ทำให้ฉันทำพิธีไม่สำเร็จ ไม่อย่างนั้นจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง ตอนนี้สิ่งนั้นถูกทำให้โกรธแล้ว จะจัดการง่าย ๆ ได้ยังไงกัน” อาจารย์หลัวโกรธจัด ชี้หน้าตำหนิหยางเจี้ยนโดยตรง
“คุณก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว มาโยนความผิดให้ผมรับผิดชอบ มันเกินไปหน่อยไหม? ตัวเองมีความสามารถหรือเปล่า จับผีได้ไหม ไม่รู้ตัวบ้างหรือ? ดูสภาพคุณตอนนี้สิ กลัวขนาดนี้แล้วยังกล้าพูดอีก ถ้าผีตัวจริงโผล่มา คุณคงเอาชีวิตไม่รอดเป็นคนแรกแน่” หยางเจี้ยนมองเขาอย่างเย้ยหยันเล็กน้อย
อาจารย์หลัวตวาดกลับ
“อย่าพูดเหลวไหล ถึงฉันจะจัดการมันไม่ได้ แต่มีฉันอยู่ มันอยากจะทำร้ายคน ก็ไม่มีทางง่ายขนาดนั้น”
“เถ้าแก่ถัง คุณวางใจได้ ผมรับรองว่าคุณจะออกไปได้อย่างปลอดภัย จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน”
เถ้าแก่ถังเชื่อเขามาก รีบพูดว่า “งั้นทุกอย่างก็ฝากด้วยนะครับ”
“มะ…ไม่มีปัญหา!”
อาจารย์หลัวแสดงนิสัยของนักต้มตุ๋นออกมาอีกครั้ง พูดด้วยความมั่นใจเต็มที่
หยางเจี้ยนส่ายหน้า สามารถหลอกเถ้าแก่ถังได้ถึงขนาดนี้ อาจารย์หลัวคนนี้ก็ถือว่ามีฝีมืออยู่ไม่น้อย
ทันใดนั้น เขาเหมือนได้ยินเสียงบางอย่างกลิ้งมา ไฟฉายขยับตามไป ส่องไปยังพื้นด้านข้าง
ใต้แสงไฟ ฉากหนึ่งปรากฏขึ้น
ศีรษะหนึ่งกำลังกกลิ้งมาทางนี้
เส้นผมถูกหวีเรียบร้อย เป็นศีรษะของพนักงานหญิงคนหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นเว่ยเสี่ยวหง พนักงานเก็บเงินที่ก่อนหน้านี้กรีดร้องว่าศพหายไป
“โอ้…แม่เจ้า”
อาจารย์หลัวขวัญผวาจนขาอ่อน ทรุดตัวลงพิงผนัง ล้มลงนั่งกับพื้น
กางเกงเปียกชุ่ม
เขากลัวจนปัสสาวะราด
เถ้าแก่ถังกับผู้จัดการหลี่ก็เบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ก่อนหน้านี้ แค่ศพหายไป ยังไม่ถึงกับกลัวมากนัก แต่ตอนนี้ได้เห็นพนักงานที่เมื่อครู่ยังมีชีวิตอยู่ กลับเหลือเพียงศีรษะที่กลิ้งมาอยู่ตรงหน้า
ทุกคนต่างตระหนักดีในใจแล้วว่า นี่ไม่ใช่แค่การเจอสิ่งชั่วร้ายธรรมดาอีกต่อไป
‘ผีตัวนั้นเริ่มฆ่าคนแล้ว?’
หยางเจี้ยนขมวดคิ้วแน่น เขายังไม่ได้ใช้พลังของดวงตาผี ไม่ถึงขั้นจำเป็นจริง ๆ เขาจะไม่ยืมพลังของผีร้ายมาใช้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่ได้ประโยชน์อะไร
แต่ด้วยความสงสัย เขาเดินเข้าไปใกล้ ใช้ไฟฉายส่องไปที่ศีรษะของเว่ยเสี่ยวหง
“บริเวณลำคอไม่มีเลือดไหล”
เขาย่อตัวลง จับศีรษะนั้นดู บีบเบา ๆ ครั้งหนึ่ง กลิ่นเน่าของศพลอยปะทะจมูกอย่างรุนแรง
‘ดูไม่เหมือนเพิ่งตาย เหมือนตายมาได้หลายวันแล้ว แต่ทำไมตายมาหลายวัน ศีรษะถึงยังคงสภาพสมบูรณ์ได้ขนาดนี้?’
‘เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้เธอยังมีชีวิตอยู่แท้ ๆ ทำไมพริบตาเดียวถึงเริ่มเน่าแล้ว? ผีตัวนั้นก็ไม่ได้ใช้เขตแดนภูตผี ไม่น่าจะทำให้ศพเน่าเร็วขนาดนี้ได้’
หยางเจี้ยนตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด
ผีที่สิงสถิตอยู่ในห้างแห่งนี้ แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?
ข้อมูลมีไม่เพียงพอ เขายังไม่เคยได้เห็นผีตัวนั้นด้วยซ้ำ จึงไม่อาจสืบค้นความสามารถของมัน หรือรูปแบบการเคลื่อนไหวได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อเงื่อนไขยังตกลงกันไม่เรียบร้อย เขาก็ไม่อยากออกแรงทำงานให้เปลืองแรงไปเปล่า ๆ
ทันใดนั้น เขาลุกขึ้น หันตัวแล้วพูดว่า
“เรื่องใหญ่จริง ๆ ในห้างมีผีอยู่จริง ผมแนะนำว่าพวกคุณควรรีบหนี ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
“แต่ประตูถูกล็อกหมดแล้ว จะไปทางไหนได้ล่ะ? แล้วพี่ลี่ล่ะ เธอไม่มีกุญแจเหรอ? คุณช่วยไปหาเธอให้มาเปิดประตูได้ไหม?” ผู้จัดการหลี่พูดขึ้น
หยางเจี้ยนมองเขาแล้วกล่าวว่า “ห้างใหญ่ขนาดนี้ ใครจะรู้ว่าพี่ลี่ตกใจหนีไปอยู่มุมไหน ผมไม่ไปหาแน่ ถ้าจะไปคุณไปเองเถอะ แต่ด้วยความหวังดี ผมเตือนพวกคุณได้อย่างหนึ่ง ชั้นหนึ่งถูกล็อกก็จริง แต่ทางหนีไฟของชั้นห้าไม่ได้ล็อก ออกทางนั้นไปได้ เดินไปที่ลานชั้นห้า แล้วอ้อมลงจากที่อื่นเพื่อออกจากที่นี่”
“ใช่ ๆ ๆ ผมนึกไม่ถึงเลย ขอบคุณมากนะน้องชาย ขอบคุณจริง ๆ” ผู้จัดการหลี่ดีใจจนแทบคลั่ง รีบออกวิ่งไปทันที
“แล้วพวกคุณล่ะ? ไม่ไปเหรอ?” หยางเจี้ยนมองไปที่อาจารย์หลัว กับเถ้าแก่ถังและคนอื่น ๆ
เมื่อได้ยินคำเตือนนี้ คนที่เหลือก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
พนักงานหลายคนตกใจกลัว รีบตามผู้จัดการหลี่ วิ่งหนีขึ้นบันไดไปทีละชั้น
“น้องชาย ขอบคุณสำหรับคำเตือนนะ ฉันซาบซึ้งใจมากจริง ๆ” เถ้าแก่ถังจับมือเขาด้วยความตื่นเต้น
“อย่ามาทำสนิทกันแบบนี้เลย ผมแค่เตือนพวกคุณเท่านั้น จะออกไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ก็อีกเรื่อง รีบไปเถอะ อย่าเสียเวลา” หยางเจี้ยนพูดอย่างสงบ เขาต้องการดูว่าตอนที่คนพวกนี้หนี ผีจะถูกล่อให้ออกมาหรือไม่
แน่นอน ตอนนี้เขาอยากเข้าห้องน้ำจริง ๆ
เถ้าแก่ถังถามว่า
“น้องชาย เธอไม่ไปด้วยกันเหรอ?”
“ไม่ล่ะ ผมขอเข้าห้องน้ำก่อน คุณไปกันก่อนเถอะ” หยางเจี้ยนตอบ
เถ้าแก่ถังชะงักไปเล็กน้อย สถานการณ์แบบนี้แล้วยังคิดจะเข้าห้องน้ำอีก?
….
ชั้นห้าของห้างสรรพสินค้า
เมื่อเหยียนลี่วิ่งมาถึงชั้นห้า ในที่สุดเขาก็มองเห็นเงาร่างที่ยืนอยู่ข้างราวกั้นได้ชัดเจน
เขานิ่งค้างในทันที เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนเลย แต่เป็นหุ่นพลาสติก รูปร่างเหมือนคนทุกประการ ยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ดูคล้ายคนจริงมากจนแทบแยกไม่ออก
เพียงแต่ว่า หุ่นตัวนี้เหมือนกับศพที่เน่าส่งกลิ่นเหม็นที่เขาเจอก่อนหน้านี้
มันไม่มีศีรษะ
“ผีไม่ได้อยู่ที่ชั้นห้า…”
เหยียนลี่ตระหนักถึงบางอย่างในทันที ก้มตัวมองลงไปยังชั้นล่าง
ในขณะนั้นเอง
ปะ!
เสียงบางอย่างดังขึ้น ไฟทั้งห้างดับลง ท่ามกลางความมืดมีเพียงแสงจากเทียนสองเล่มเท่านั้นที่ยังส่องอยู่ จากนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังมาจากด้านล่าง ผู้คนแตกตื่นและเริ่มวิ่งหนีอย่างโกลาหล
ล่อเสือออกจากถ้ำ?
ไม่รู้เพราะอะไร สำนวนนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเหยียนลี่
แต่…ผีจะฉลาดได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ช่างเถอะ”
เขากัดฟัน ตัดสินใจจะรีบไปที่ชั้นหนึ่งทันที
ทว่าในขณะนั้น สายตาด้านข้างของเขาเหลือบไปเห็นบางอย่าง ร่างทั้งร่างพลันเย็นวาบ เหงื่อเย็นผุดขึ้นทั่วตัว
หุ่นพลาสติกไร้ศีรษะที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ข้างราวกั้น…หายไปแล้ว
เขาหันมองซ้ายขวา แต่ก็ไม่พบร่องรอยของหุ่นตัวนั้นเลย
ราวกับหายไปจากอากาศธาตุ
ตึก…ตึก…
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ไม่ชอบมาพากล”
เหยียนลี่หันกลับไปอย่างรวดเร็ว
หุ่นพลาสติกไร้ศีรษะตัวหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเขา แขนของมันยกขึ้น ราวกับกำลังจะยื่นมือมาหาเขา
“คิดจะเข้ามาใกล้!”
เหยียนลี่ตะโกนเสียงดัง คว้ามือทั้งสองข้างที่ยื่นมาของหุ่นนั้นไว้ทันที
ฝ่ามือของเขาในขณะนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน แผ่กลิ่นคาวเลือดเข้มข้น เลือดสด ๆ ไหลซึมออกจากซอกนิ้ว หยดติ๋ง ๆ ลงบนพื้น
แขนทั้งสองข้างของหุ่นพลาสติกถูกย้อมด้วยเลือดนั้น จากนั้นก็มีเสียง โครม ดังขึ้น หุ่นทั้งตัวล้มลงกับพื้น แขน ขา และลำตัวแยกกระจัดกระจาย
รอบข้างกลับคืนสู่ความเงียบสงบในทันที
“นี่คือผีตัวนั้น?”
เหยียนลี่ตรวจดูซากหุ่นที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ไม่พบความผิดปกติใด ๆ
แม้จะเปื้อนเลือดจากมือของเขา ก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
นี่เป็นเพียงหุ่นธรรมดาเท่านั้น
“ของที่นี่จัดการยากจริง ๆ”
เหยียนลี่ขมวดคิ้วลึก
เลือดบนพื้นค่อย ๆ เคลื่อนไหวขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับมีชีวิต ไหลย้อนกลับไปตามฝ่ามือของเขา และค่อย ๆ ซึมกลับเข้าไป