- หน้าแรก
- การฟื้นคืนชีพของความลึกลับ
- บทที่ 41 กลิ่นศพที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
บทที่ 41 กลิ่นศพที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
บทที่ 41 กลิ่นศพที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เช้าวันที่สอง หยางเจี้ยนตื่นตั้งแต่เช้าตรู่
นับตั้งแต่กลายเป็นผู้ใช้ผี เขาก็สังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นบนร่างกายของตัวเอง
ลักษณะที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เขาพบว่าช่วงเวลานอนของตนเองสั้นลงเรื่อย ๆ แต่กลับไม่รู้สึกอ่อนล้า
‘วันนี้นอนแค่หกชั่วโมงเอง?’
หยางเจี้ยนล้างหน้า มองตัวเองในกระจก
เขาไม่ได้ดูซูบโทรม ตรงกันข้าม กลับแผ่กลิ่นอายเย็นชาที่ทำให้คนอื่นไม่อยากเข้าใกล้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกว่าตนเองดูแปลกไปจากเดิม
เขาก้มมองกระดาษสีแดงบนหลังมือ
ผ่านไปหนึ่งคืน เขาไม่ได้รู้สึกถึงความทรมานจากการฟื้นคืนของดวงตาผี กลับกัน เขาสามารถนอนหลับได้อย่างสงบ
แต่บนกระดาษสีแดง กลับมีรอยยับเส้นหนึ่งเพิ่มขึ้นมา แม้จะไม่เด่นชัดนักก็ตาม
หยางเจี้ยนละสายตา แล้วอดขยี้ศีรษะไม่ได้
‘ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้ จะไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย’
ก็จริง
หายนะครั้งใหญ่ เหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก
มีผู้ใช้ผีมากมายทั่วโลก แต่ยังไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ แล้วลำพังตัวเขาคนเดียวจะคิดออกได้ยังไง
กระดาษสีแดงที่สามารถยับยั้งการฟื้นคืนของผีร้ายได้ ก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น
‘เดี๋ยวนะ….’
หยางเจี้ยนพลันนึกถึงแผ่นหนังขึ้นมา
เขาล้วงหยิบแผ่นหนังที่พกติดตัวออกมา เปิดดู
บนแผ่นหนังมีข้อความบรรทัดหนึ่งเขียนไว้ว่า
วันนี้ฉันตื่นตั้งแต่เช้ามาก ฉันค่อย ๆ พบว่าร่างกายของฉันเริ่มได้รับอิทธิพลจากดวงตาผี การเปลี่ยนแปลงนี้ดำเนินไปอย่างแฝงเร้น เพราะฉันพบว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ฉันนอนหลับน้อยลงเรื่อย ๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันคาดว่าอีกไม่นาน ฉันคงไม่จำเป็นต้องนอนอีกแล้ว
ได้ยินมาว่าผีไม่จำเป็นต้องนอน บางทีอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้
“ก่อนหน้านี้ ตอนที่ได้แกมาจากฟางจิง ฟางจิงเคยบอกว่าแกรู้วิธีการยับยั้งผี ฉันคิดว่าเขาคงไม่ได้หลอกฉัน ดังนั้นแกน่าจะกุมเบาะแสสำคัญเอาไว้”
หยางเจี้ยนจ้องมองแผ่นหนังแกะ
“ถ้าแกยอมบอก ฉันจะทบทวนการมีอยู่ของแกใหม่อีกครั้ง”
บนแผ่นหนังแกะ ปรากฏตัวอักษรขึ้นมาอีกครั้ง
ฉันยังไม่อยากตาย ฉันค่อย ๆ รับรู้ถึงมัน แรงกดดันของความตาย ความกังวลเรื่องการฟื้นคืนชีพของผีร้าย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉันในวัยนี้ควรต้องแบกรับ วันนี้ในที่สุดฉันก็ทนไม่ไหว จึงถามแผ่นหนังประหลาดนั้นอีกครั้ง แต่กลับไม่ได้คำตอบที่ต้องการ แผ่นหนังนั้นไม่ได้บอกข้อมูลที่มีประโยชน์ใด ๆ ให้ฉันเลย
หรือไม่ก็อาจเป็นไปได้ว่า ภายในแผ่นหนังนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ เพียงแต่ไม่ยอมพูดออกมา
มันกำลังปกปิดอะไรอยู่กันแน่?
เมื่อหยางเจี้ยนเห็นข้อความเหล่านี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปมาไม่หยุด
ก่อนหน้านี้ เขาเคยรู้สึกอยู่ช่วงหนึ่งว่าแผ่นหนังนี้มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง แต่หลังจากออกจากโรงเรียนมาแล้ว แผ่นหนังก็สูญเสียบทบาทในการชี้นำเส้นทางให้เขาไป
ในวันนั้น ภายในเขตแดนภูตผีของชายชรา หากไม่มีการชี้นำจากแผ่นหนัง เขาคงไม่มีทางรอดชีวิตออกมาได้
“ในเมื่อแกไม่ยอมบอก งั้นเผาทิ้งไปซะยังจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องพกแผ่นหนังคนติดตัวไปมาให้รู้สึกขนลุกทุกวัน”
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ หยางเจี้ยนก็โยนมันลงไปบนเตาแก๊ส แล้วจุดไฟ
ทว่าภายใต้เปลวไฟจากเตาแก๊ส แผ่นหนังกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ไฟไม่สามารถเผามันได้เลย
“หยางเจี้ยน นายกำลังเผาอะไรอยู่ ต้มบะหมี่?”
หลิวเฉียงได้กลิ่นแก๊ส จึงวิ่งออกมาจากห้อง
หยางเจี้ยนมองแผ่นหนังที่ยังคงสมบูรณ์ดี มุมปากขยับเล็กน้อย
“ไม่ได้เผาอะไรครับ ผมแค่อยากลองดูว่าเตายังใช้ได้อยู่ไหม”
“ถ้าจะต้มบะหมี่ ฉันมีไส้กรอกนะ” หลิวเฉียงพูด
“ผมก็มีเหมือนกัน”
‘ดูแล้ว ควรหาที่ฝังของชิ้นนี้ไว้ในที่ที่ไม่มีใครหาเจออีกจะดีกว่า’
หยางเจี้ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ต่อให้ตัวเขาจะต้องตาย ก็ไม่มีทางทิ้งวัตถุประหลาดเช่นนี้ไว้ให้คนอื่นแน่นอน
ขณะที่เขากำลังจะเก็บแผ่นหนังนี้กลับเข้าไป
ทันใดนั้น บนแผ่นหนังแกะก็ปรากฏข้อความขึ้นมาอีกบรรทัด
ฉันไม่สามารถหาข้อมูลที่มีประโยชน์ใด ๆ จากแผ่นหนังนี้ได้ ฉันจึงตัดสินใจที่จะทิ้งแผ่นหนังแกะนี้ และไม่ให้ใครสามารถหามันเจอได้อีกตลอดไป แต่ฉันกำลังคิดว่า หากฉันสามารถใช้แผ่นหนังแกะนี้จับผีได้สักตน บางทีอาจจะได้คำตอบที่ฉันต้องการ
‘จับผี? คิดจะหลอกให้เราไปตายมากกว่ามั้ง’
หยางเจี้ยนเหลือบมองข้อความนั้น ไม่เชื่อคำที่ไร้สาระเหล่านั้น เพียงแค่เก็บแผ่นหนังเอาไว้ และตั้งใจว่าอีกสองสามวันจะหาที่เหมาะ ๆ ฝังมันลงไป
ผ่านไปสองชั่วโมง
ห้างเปิดแล้ว
แม้จะยังอยู่ในสภาพหยุดกิจการ แต่หยางเจี้ยนกับหลิวเฉียงก็ยังต้องทำงาน
เวลาแปดโมงครึ่ง พวกเขาเริ่มออกตรวจตรา
“ว่าแต่ เมื่อวานลิฟต์ปิดอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงเปิดอีกแล้วล่ะ” หยางเจี้ยนยืนอยู่บนบันไดเลื่อน พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานทั้งสองคนปิดไฟ ปิดลิฟต์เรียบร้อยแล้ว ถึงได้กลับไปพักผ่อน
ตามเหตุผลแล้ว ตอนเช้าตรู่แบบนี้ ลิฟต์ก็ไม่น่าจะเปิดได้
“พี่ลี่มีกุญแจที่นี่นะ ดูสิ ประตูห้างก็เปิดแล้ว ได้ยินว่าวันนี้เจ้าของอาจจะกลับมา บางทีพี่ลี่คงเตรียมการล่วงหน้าแล้วมั้ง นายจะไปสนใจเรื่องแบบนี้ทำไมกัน?” หลิวเฉียงพูดด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไร แค่ถามดูเฉย ๆ ครับ” หยางเจี้ยนตอบ
วันนี้ไฟในห้างเปิดครบทุกดวง แตกต่างจากปกติที่มืดสลัวอยู่เสมอ
หลังจากตรวจตราครบ หยางเจี้ยนก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ
ทุกอย่างดูปกติ
แต่ความปกติเช่นนี้ กลับทำให้หยางเจี้ยนรู้สึกไม่สบายใจ
แม้แต่เขายังหาจุดผิดปกติไม่พบ งั้นตามเหตุผลแล้ว ห้างแห่งนี้ก็ไม่น่าจะมีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ แต่เหตุใดถึงมีคนหายไปได้?
ยิ่งไปกว่านั้น หยางเจี้ยนรู้สึกอยู่ตลอดว่า ภายในห้างมีบางอย่างไม่ถูกต้อง
แต่กลับไม่สามารถอธิบายออกมาได้
จนกระทั่งเวลาประมาณสิบโมงเช้า
รถหรูหลายคันจอดอยู่หน้าห้าง
มีกลุ่มคนเดินลงมาจากรถ
คนที่เดินนำหน้า เป็นชายวัยกลางคนสวมสูท รูปร่างค่อนข้างเตี้ย
“เจ้าของมาแล้ว ระวังตัวหน่อย ช่วงนี้ห้างหยุดกิจการ เจ้าของอารมณ์ไม่ค่อยดี” หลิวเฉียงกระซิบเตือน
ชายร่างเตี้ยคนนี้แซ่ถัง ชื่อ ถังอัน เป็นเจ้าของห้างแห่งนี้ เดิมทีทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ถึงเปลี่ยนสายมาเปิดห้าง
“อาจารย์หลัว นี่คือห้างของผม รบกวนอาจารย์ช่วยดูให้หน่อย ว่าห้างผมมีปัญหาอะไร ช่วงนี้มีคนหายบ่อยมาก ระวังขั้นบันไดนะครับอาจารย์”
เถ้าแก่ถังยิ้มประจบประแจง พาชายวัยประมาณห้าสิบปี ใบหน้ามันเงา เดินเข้ามา
ด้านหลังมีลูกน้องติดตามมาอีกสามถึงห้าคน
ชายที่เรียกว่าอาจารย์หลัวผายมือห้าม แล้วพูดว่า
“เข้าจากประตูหน้าไม่ได้ ต้องเข้าทางอื่น ห้างของคุณมีประตูอื่นอีกไหม?”
“มี มี มี มีประตูส่งของอยู่ครับ” เถ้าแก่ถังรีบตอบ
“งั้นก็เข้าห้างจากทางนั้น” อาจารย์หลัวกล่าว
หยางเจี้ยนที่ยืนอยู่ตรงทางเข้า เห็นภาพนี้แล้ว มุมปากขยับเล็กน้อย
นี่มันนักต้มตุ๋นชัด ๆ
พิธีรีตองมากมาย หลอกลวงคนไปวัน ๆ
ทุกคนก็เข้าออกจากประตูหน้า ทั้งพนักงานทั้งลูกค้า แต่พอมาเจอ “อาจารย์” คนนี้ กลับเข้าไม่ได้เสียอย่างนั้น?
ถ้ามีผีจริง ตอนที่เขาออกตรวจตราก็น่าจะพบแล้ว
เว้นเสียแต่ว่า อาจารย์หลัวคนนี้จะเป็นผู้ใช้ผี และมีความสามารถเหนือกว่าเขา
แต่ดูจากสภาพหน้าตามันเงา ท่าทางกระปรี้กระเปร่า เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้ใช้ผี
“พวกคุณเฝ้าตรงนี้ไว้ อย่าให้คนอื่นเข้าไป ถ้ามีอะไรเดี๋ยวฉันจะเรียกเอง”
พี่ลี่รีบเดินเข้ามาพูด จากนั้นก็พาพนักงานหญิงหลายคนไปต้อนรับเจ้าของห้าง
อาจารย์หลัวเข้าห้างจากประตูด้านข้าง พาเจ้าของห้าง ผู้จัดการ พี่ลี่ และคนอื่น ๆ เดินวนอยู่ภายในห้าง มองซ้ายทีขวาที แล้วก็พยักหน้า แสดงสีหน้ามั่นใจราวกับเข้าใจทุกอย่างอย่างถ่องแท้ เหมือนกับว่าเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นในห้างนี้ เขาได้ไขปริศนาเรียบร้อยแล้ว
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เขาเข้าใจอะไรไปบ้าง
หรือไม่ก็แค่คิดบทขึ้นมาในใจแล้ว
หยางเจี้ยนไม่ได้สนใจมาก เขารู้ว่าอาจารย์หลัวเป็นนักต้มตุ๋น แต่ก็ไม่ได้คิดจะเปิดโปง
ถ้าไม่มีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติจริง เงินหนึ่งล้านนั้นก็ปล่อยให้นักต้มตุ๋นได้ไปเถอะ อย่างไรก็ไม่ตกมาถึงเขาอยู่แล้ว
“หืม?”
แต่ในจังหวะนั้นเอง จมูกของหยางเจี้ยนขยับเล็กน้อย เขาได้กลิ่นศพจาง ๆ ลอยมาอีกครั้ง
‘กลิ่นนั้นกลับมาอีกแล้ว ครั้งนี้ดูเหมือน…จะใกล้มาก’
เขาหันตัวไปมองรอบ ๆ
แต่ภายในห้างยังคงเงียบสงบ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น