เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 460 ปีศาจแห่งยุคบรรพกาล

บทที่ 460 ปีศาจแห่งยุคบรรพกาล

บทที่ 460 ปีศาจแห่งยุคบรรพกาล


ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์อันตรธานหายไปนานแล้ว

แต่เหล่าอัจฉริยะฟ้าประทานที่โชคดีรอดชีวิตมาได้ รวมถึงผู้ถูกผนึกของยอดสำนักต่างๆ ยังคงมองไปยังทิศทางนั้นด้วยสีหน้าซับซ้อน นิ่งเงียบไม่เอ่ยวจี

บรรยากาศกดดันอย่างน่าประหลาด

"คนผู้นั้น น่าจะตายไปแล้วกระมัง?"

เนิ่นนานผ่านไป อัจฉริยะนิกายเทียนกังก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างระมัดระวังด้วยความลังเล

ผังเยว่แห่งตำหนักป้าหวางพยักหน้า "น่าจะเป็นเช่นนั้น"

หยุดไปครู่หนึ่ง ผังเยว่ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นราวกับต้องการโน้มน้าวตนเองว่า

"ต้องตายแน่!"

"นั่นสิ ตายแน่นอน"

"บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น หากไม่มีวิชาปาฏิหาริย์เทียมฟ้าที่สามารถชุบชีวิตคนตาย สร้างเนื้อคืนกระดูกได้ ย่อมต้องตายสถานเดียว!"

"ถูกต้อง ในตำหนักจักรพรรดิมนุษย์มีเพียงมรดกสืบทอด จะไปมีของวิเศษช่วยชีวิตได้อย่างไร"

ดูเหมือนเพียงชั่วพริบตา เหล่าอัจฉริยะที่เหลือรอดต่างรู้สึกโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก ถอนหายใจยาว แล้วพากันส่งเสียงพูดคุย ความมีชีวิตชีวาเริ่มกลับคืนมา รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้า

เหล่าผู้ถูกผนึกที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมีสีหน้าไร้อารมณ์ หันมาสบตากันเอง ต่างฝ่ายต่างมองเห็นความกังวลในแววตาของอีกฝ่าย

ท่าทีของอัจฉริยะรุ่นเยาว์เหล่านี้ รวมถึงข้อสันนิษฐานที่พูดออกมา ในสายตาของคนเฒ่าคนแก่ที่ผ่านโลกมาหลายร้อยปีอย่างพวกเขา ดูเหมือนการหลอกตัวเอง ปิดหูขโมยกระดิ่งเสียมากกว่า

แม้แต่พวกเขายังไม่กล้ายืนยันว่า ทายาทเกาะเสินหวงผู้นั้นจะเป็นหรือตาย

เพราะว่า ในตำหนักจักรพรรดิมนุษย์มีสิ่งใดกันแน่ ไม่มีใครล่วงรู้เลย!

หากทายาทเกาะเสินหวงผู้นี้ตกตายในตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ก็แล้วไป แต่หากรอดชีวิต แล้วหวนคืนสู่โลกภายนอก...

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น อัจฉริยะในสนามรบโบราณครั้งนี้ รวมถึงหางชิวอวี่ ผังเยว่ ภิกษุเจวี๋ยเชิน และคนอื่นๆ จะไม่มีใครเป็นคู่มือของคนผู้นี้ได้เลย

เพราะว่า อัจฉริยะเหล่านี้กำลังหวาดกลัว

ในจิตใต้สำนึกของอัจฉริยะเหล่านี้ ต่างหวังให้ทายาทเกาะเสินหวงตกตายไปเสีย ไม่ใช่หวังให้คนผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ แล้วกลับมาต่อสู้ตัดสินความเป็นตายกับเขาได้อีกครั้ง!

ศึกครานี้ อัจฉริยะจากสามฝ่าย เซียน พุทธ มาร พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ แม้แต่ความมั่นใจก็ยังถูกบดขยี้จนพังทลาย

แม่ชีชราแห่งอารามหมิงซินพึมพำเบาๆ ว่า "การถือกำเนิดของอัจฉริยะเช่นนี้ ย่อมเป็นสัญลักษณ์ของวาสนาอันยิ่งใหญ่ หรือว่าในยุคนี้ เกาะเสินหวงกำลังจะผงาดขึ้นมา?"

"เรียกเด็กคนนี้ว่าอัจฉริยะฟ้าประทาน เกรงว่าจะไม่เหมาะสมแล้วกระมัง"

"นั่นสิ พรสวรรค์เช่นนี้ ท่วงท่าเช่นนี้ ความห้าวหาญเช่นนี้ และวิธีการเช่นนี้ สมควรเรียกว่า 'ปีศาจ' ได้แล้ว!"

"และยังเป็นปีศาจอัจฉริยะที่ยากจะพบพานในรอบยุคบรรพกาล!"

ผู้ถูกผนึกหลายท่านรู้ดีว่า หากเรื่องราวการต่อสู้ในครั้งนี้แพร่กระจายออกไปสู่ทวีปเทียนฮวง จะก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาลเพียงใด

ทั่วทั้งโลกแห่งการฝึกเซียน เกรงว่าจะต้องสั่นสะเทือนเพราะเรื่องนี้!

"ไม่เป็นไร" ภิกษุชราวัดเสวียนคงกล่าวเสียงเรียบว่า "เด็กคนนี้ต่อให้เก่งกาจเพียงใด ก็เป็นแค่ขั้นสร้างฐาน อนาคตจะเป็นอย่างไร ยังไม่อาจทราบได้

สำนักใหญ่ของพวกเรามีรากฐานมั่นคงแข็งแกร่ง ปีศาจอัจฉริยะที่เก็บซ่อนตัว ไม่ยอมเผยโฉมออกมา ก็ใช่ว่าจะไม่มี!"

"นั่นสินะ หากต้องเผชิญหน้ากับศิษย์สายตรงของสำนัก เด็กคนนี้คงไม่มีโอกาสชนะเท่าไหร่นัก"

ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันอีกสองสามประโยค จึงค่อยๆ แยกย้ายกันไป

หลงเหลือไว้เพียงซากศพเกลื่อนกลาดบนสนามรบ ราวกับกำลังบอกเล่าถึงความโหดร้ายของสงครามในครั้งนี้

หนึ่งเดือนต่อมา

ณ เมืองเสวียนเทียน

ข่าวข่าวหนึ่งแพร่สะพัดเข้ามา ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่โหมซัดสาด!

"ปีศาจอัจฉริยะจากเกาะเสินหวง และธิดามารแห่งนิกายธิดาพรหมจรรย์ในยุคนี้ ได้เข้าไปในตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ เป็นตายไม่รู้แจ้ง!"

"ข่าวจากไหนกัน ของปลอมกระมัง? นับแต่โบราณมา ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์อนุญาตให้เข้าไปได้เพียงคนเดียว จะมีคนเข้าไปพร้อมกันสองคนได้อย่างไร?"

"เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ศิษย์พี่ของข้าเห็นมากับตา เล่าลือกันว่าหน้าตำหนักจักรพรรดิมนุษย์มีซากศพกองพะเนินเทินทึก เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ อัจฉริยะของทั้งสามฝ่าย เซียน พุทธ มาร ตกตายไปกว่าครึ่ง ยังมีบางส่วนที่ถูกทำลายวรยุทธ์ทิ้งคาที่!"

"เป็นไปได้อย่างไร ไม่ใช่ว่ามีผู้ถูกผนึกคอยคุ้มกันอยู่หรือ?"

"ผู้ถูกผนึกก็ตกตายไปแล้ว!"

"ได้ยินว่าในตอนท้าย ผู้ถูกผนึกหลายคนร่วมมือกันสังหารปีศาจเกาะเสินหวง แต่กลับถูกเขาสังหารกลับจนหมดสิ้น!"

"หา! คนผู้นี้มีนามว่ากระไร?"

"ดาบคลั่ง"

ในสำนักตานหยาง บนอาคารเล็กสองชั้น ถังอวี้ไพล่มือยืนอยู่ริมหน้าต่าง ขมวดคิ้วงามมุ่น กำลังครุ่นคิด

ข่าวเรื่องตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ที่ส่งมาถึง ช่างน่าตื่นตระหนกจริงๆ

แต่สิ่งที่นางห่วงใยยิ่งกว่า คือร่องรอยของซูจื่อโม่

ที่น่าแปลกคือ หลังจากสืบข่าวจากหลายช่องทาง ซูจื่อโม่กลับดูเหมือนจะหายตัวไปในอากาศธาตุ ไม่มีใครพบเห็น และไม่มีข่าวคราวใดๆ หลุดออกมาเลย

ท่านลุงเหลียงที่อยู่ข้างๆ มองออกถึงความคิดของถังอวี้ จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า

"ความจริงแล้ว คุณชายไม่ต้องกังวลไปหรอก ด้วยฝีมือของซูจื่อโม่ ต่อให้สู้ไม่ได้ ก็ย่อมต้องเอาชีวิตรอดหนีออกมาได้แน่นอน"

"อืม" ถังอวี้พยักหน้า กล่าวว่า "ข้าไม่ได้เป็นห่วงเขา เพียงแต่ไม่ค่อยเข้าใจ

ด้วยนิสัยของเขา ในเมื่อเลือกที่จะไปแย่งชิงมรดกสืบทอดจักรพรรดิมนุษย์ ไฉนจึงไม่มีข่าวคราวออกมาเลยแม้แต่น้อย?"

รัศมีของคนบางคน อย่างไรก็ไม่อาจปิดบังได้มิด

นับตั้งแต่ซูจื่อโม่ก้าวเข้าสู่เมืองเสวียนเทียน โครงสร้างอำนาจของเมืองโบราณแห่งนี้ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!

เริ่มจากสี่ขุนพลโจรถูกลบชื่อ ตามด้วยสำนักพิษ หรือแม้แต่ตำหนักวังแก้วผลึก สำนักตี้ซา ซึ่งเป็นยอดสำนักที่มีพลังอำนาจแข็งแกร่ง รากฐานมั่นคง ล้วนถูกกวาดล้างจนราบคาบ!

ผู้ฝึกตนที่แข็งกร้าวและไม่ยอมอยู่นิ่งเช่นนี้ จะเป็นคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามไปได้อย่างไร?

"ท่านลุงเหลียง ตอนที่ได้ยินชื่อปีศาจเกาะเสินหวงที่ชื่อ 'ดาบคลั่ง' ผู้นั้น ข้าถึงกับสงสัยว่าเขาคือซูจื่อโม่"

ถังอวี้กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า "ทั้งสองคนต่างก็ใช้ดาบ แถมยังรู้วิชาคัมภีร์สยบสมุทรเหมือนกัน ฝึกฝนจนถึงขั้นโลหิตดั่งคลื่นสมุทร และได้ยินว่าเป็นขั้นสร้างฐานเจ็ดชีพจรเหมือนกันอีก..."

"เป็นไปไม่ได้" ท่านลุงเหลียงส่ายหน้าปฏิเสธทันที "แม้ทั้งสองคนจะใช้ดาบเหมือนกัน แต่ซูจื่อโม่ใช้ดาบเซวี่ยชุ่ยที่เป็นอาวุธวิญญาณสมบูรณ์แบบ ส่วนปีศาจเกาะเสินหวงผู้นั้นใช้ดาบวิญญาณระดับสุดยอด

อีกทั้ง เล่าลือกันว่าคนผู้นั้นรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน หน้าตาหยาบกระด้าง เป็นชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ รูปลักษณ์ของทั้งสองคนแตกต่างกันมากเกินไป"

ถังอวี้พยักหน้า เรื่องพวกนี้ไม่มีทางอธิบายได้จริงๆ จุดเหมือนก็มี แต่จุดต่างมีมากกว่า

ท่านลุงเหลียงกล่าวต่อว่า "ยิ่งไปกว่านั้น แม้ความแข็งแกร่งของซูจื่อโม่จะสูงส่ง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเอาชนะอัจฉริยะทั้งสามฝ่าย เซียน พุทธ มาร ได้อย่างราบคาบ ไม่ต้องพูดถึงการต่อกรกับผู้ถูกผนึกหลายคนเลย"

ในตอนนั้น ที่โบราณสถานสำนักตานฉือ ซูจื่อโม่เผชิญหน้ากับผู้ถูกผนึกของตำหนักวังแก้วผลึก ก็ยังต้องต่อสู้อย่างยืดเยื้อ อยู่นานกว่าจะล่อหลอกสังหารได้

ในด้านพลังการต่อสู้ซึ่งหน้า ซูจื่อโม่ด้อยกว่าคู่ต่อสู้อย่างเห็นได้ชัด

แต่ที่หน้าตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ ปีศาจเกาะเสินหวงผู้นั้นเผชิญหน้ากับผู้ถูกผนึกหลายคนโดยตรง แล้วยังสังหารกลับได้ ความห่างชั้นตรงนี้มันมากเกินไป

ถังอวี้พยักหน้า กล่าวว่า "ไม่ว่าอย่างไร ก็หวังว่าสหายเต๋าซูจะปลอดภัย"

ที่หน้าประตูตึกเล็ก ซูเสี่ยวหนิงนั่งกอดเข่าอยู่บนบันไดหิน หว่างคิ้วฉายแววกลัดกลุ้ม

ข้างกายของนาง มีสัตว์อสูรสีดำทมิฬขนาดใหญ่นอนหมอบอยู่ ดวงตากึ่งหลับกึ่งตื่น ทอประกายเย็นเยียบวูบวาบ เป็นเย่หลิงที่คอยคุ้มครองอยู่ข้างกายเสี่ยวหนิงตลอดเวลานั่นเอง

"เฮ้อ"

เสี่ยวหนิงถอนหายใจเบาๆ พึมพำว่า "ผู้ฝึกตนในเมืองเอาแต่พูดถึงเรื่องปีศาจเกาะเสินหวง เรื่องดาบคลั่งอะไรนั่น ยังคงไม่มีข่าวคราวของท่านพี่เลย ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง"

"งี๊ดๆ" เย่หลิงลืมตา ส่งเสียงร้องอย่างไม่ค่อยมีกะจิตกะใจนัก

เสี่ยวหนิงขมวดคิ้ว ถามว่า "เจ้ากำลังบอกว่าท่านพี่เขาไม่เป็นไรหรือ? เย่หลิง เจ้ารู้ได้อย่างไร เจ้าตัวติดกับข้าตลอด ก็ไม่ได้ข่าวอะไรนี่นา"

เย่หลิงลุกขึ้นนั่ง ยื่นอุ้งเท้าออกมาทำท่าทำทางราวกับมนุษย์ ในปากก็ส่งเสียงร้องหงิงๆ ไม่หยุด

ดวงตาของเสี่ยวหนิงเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ แต่เสี่ยวหนิงกลับดูออก

เสี่ยวหนิงจิตใจสั่นสะท้าน ร้องเสียงหลงว่า "เจ้าหมายความว่า ดาบคลั่งผู้นั้นก็คือ..."

เย่หลิงทำท่าจุ๊ปากบอกให้เงียบเสียง

เสี่ยวหนิงเข้าใจความหมาย รีบยกมือขึ้นปิดริมฝีปากสีกุหลาบของตนเอง ความกลัดกลุ้มระหว่างคิ้วมลายหายไปจนสิ้น รอยยิ้มเอ่อล้น ดวงตาทั้งสองโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว งดงามดุจภาพวาด

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 460 ปีศาจแห่งยุคบรรพกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว