เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 430 ความลับแห่งยุคบรรพกาล

บทที่ 430 ความลับแห่งยุคบรรพกาล

บทที่ 430 ความลับแห่งยุคบรรพกาล


ณ เมืองเสวียนเทียน

ซูจื่อโม่เดินเข้าไปข้างกายถังอวี้ เอ่ยถามเสียงต่ำว่า "ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ มีความเป็นมาอย่างไร?"

ถังอวี้หันไปมองท่านลุงเหลียง แล้วกล่าวว่า "ให้ท่านลุงเหลียงเป็นคนเล่าดีกว่า เรื่องราวความลับเก่าแก่เหล่านี้ ข้ารู้ไม่ละเอียดเท่าท่านลุงเหลียง"

"น่าเสียดายที่อายุขัยของตาเฒ่าอย่างข้าใกล้จะสิ้นสุดแล้ว คงไม่อาจอยู่ทันเห็นยุคทองอันรุ่งโรจน์ที่กำลังจะมาถึงในชาตินี้ เฮ้อ"

ท่านลุงเหลียงมีสีหน้าปลงตก ถอนหายใจเบาๆ แววตาฉายแววไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างที่สุด

หลังจากหยุดนิ่งไปครู่ใหญ่ ท่านลุงเหลียงจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า

"หากพูดถึงตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ ก็จำต้องกล่าวถึงคนผู้หนึ่ง... จักรพรรดิมนุษย์!"

เมื่อสองคำนี้หลุดออกจากปาก ราวกับมีความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างแฝงอยู่ ทำให้ทั่วทั้งสนามรบโบราณดูเหมือนจะสั่นสะเทือนขึ้นมาวูบหนึ่ง

ซูจื่อโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

เพียงแค่ฟังชื่อนี้ ก็สามารถอนุมานได้ไม่ยากว่า ท่านผู้นี้คือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่

แต่เมื่อครั้งที่ถังอวี้เอ่ยถึงจักรพรรดิดาบหรือจักรพรรดิกระบี่ นางไม่เคยมีท่าทีเช่นนี้มาก่อน มันคือความเลื่อมใสศรัทธาและความเคารพยำเกรงที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

นี่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สมญานาม แต่มันเหมือนกับพลังอำนาจที่เป็นอมตะ ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์!

ดูเหมือนจะมองเห็นความสงสัยในใจของซูจื่อโม่ ท่านลุงเหลียงจึงอธิบายต่อ "ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ทุกยุคทุกสมัยจะมีจักรพรรดิถือกำเนิดขึ้น จักรพรรดิดาบผู้ทิ้งภูผาดาบทะเลวิญญาณไว้ ก็เป็นเพียงจักรพรรดิดาบในยุคสมัยนั้น ในยุคต่อๆ มา ก็ยังมีคนบรรลุชื่อเสียงในฐานะจักรพรรดิดาบเช่นกัน"

"นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิดาบ จักรพรรดิกระบี่ จักรพรรดิเซียน หรือจักรพรรดิอสูร ล้วนไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว ทุกยุคสมัยจะมีอัจฉริยะผู้โดดเด่นได้รับการแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิ"

พูดถึงตรงนี้ ท่านลุงเหลียงก็หยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่นว่า "ทว่า ตลอดห้วงเวลาอันยาวนานนับกัปนับกัลป์ นามแห่งจักรพรรดิมนุษย์ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น! จักรพรรดิองค์อื่นล้วนเป็นเพียงสมญานาม แต่จักรพรรดิมนุษย์ มีเพียงเขา! เขาคือจักรพรรดิมนุษย์!"

หัวใจของซูจื่อโม่สั่นสะท้าน

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เขาเริ่มเข้าใจถึงน้ำหนักของคำว่า 'จักรพรรดิมนุษย์' ขึ้นมาบ้างแล้ว

ต่อให้เป็นจักรพรรดิเซียน จักรพรรดิพุทธ หรือจักรพรรดิมาร ก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้กับนามแห่งจักรพรรดิมนุษย์

เซียน พุทธ และมาร เป็นเพียงสามวิถีที่แตกต่างกันของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่จักรพรรดิมนุษย์ คือจักรพรรดิแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ซึ่งอยู่เหนือกว่าสามจักรพรรดิแห่งเซียน พุทธ และมาร!

ต้องเป็นวีรบุรุษผู้เกรียงไกรเพียงใด จึงจะคู่ควรกับคำว่า 'จักรพรรดิมนุษย์'?

ท่านลุงเหลียงมีสีหน้ารำลึกความหลัง กล่าวเนิบนาบว่า "จักรพรรดิมนุษย์คือจักรพรรดิที่แข็งแกร่งและทรงอำนาจที่สุดตลอดกาล ไม่มีใครเทียบเทียม! เมื่ออยู่ต่อหน้าจักรพรรดิมนุษย์ จักรพรรดิองค์อื่นๆ ล้วนต้องก้มหัวศิโรราบ!"

"จักรพรรดิมนุษย์ไม่เคยพ่ายแพ้ตลอดชั่วชีวิต ยิ่งใหญ่คับฟ้าครอบครองทวีปเทียนฮวงมาช้านาน ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด กวาดล้างเก้าชั้นฟ้าสิบชั้นดิน ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับคมดาบของเขา สายตามองเมินทั่วหล้า อดีตจวบจนปัจจุบันล้วนต้องครั่นคร้าม!"

ซูจื่อโม่ฟังจนจิตใจฮึกเหิม ไม่อาจระงับความตื่นเต้นได้

ไร้พ่ายตลอดชีวิต นี่สิคือจักรพรรดิที่แท้จริง!

เอกอุหนึ่งเดียวในใต้หล้า!

ก่อนหน้าเขา ไม่มีจักรพรรดิมนุษย์ และหลังจากเขา ก็ไม่มีใครกล้าเรียกตนเองว่าจักรพรรดิมนุษย์!

ท่านลุงเหลียงระบายลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วกล่าวต่อว่า "แน่นอนว่าเหตุที่จักรพรรดิมนุษย์ถูกขนานนามเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะพลังการต่อสู้ของเขา แต่ยังเป็นเพราะคุณงามความดีอันเป็นอมตะของเขาด้วย

กล่าวได้อย่างไม่เกินจริงว่า การที่เผ่าพันธุ์มนุษย์มีรากฐานมั่นคงเช่นในวันนี้ ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปเทียนฮวงได้ ล้วนเป็นผลงานของจักรพรรดิมนุษย์!"

"เจ้ารู้หรือไม่ว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อ่อนแอมาแต่กำเนิด เหตุใดจึงมีความรุ่งโรจน์เช่นทุกวันนี้ได้?"

จู่ๆ ท่านลุงเหลียงก็หยุดชะงัก เปลี่ยนเรื่องถามขึ้นมา

"ไม่ทราบขอรับ" ซูจื่อโม่ส่ายหน้า

อันที่จริง เขาเองก็เคยขบคิดปัญหานี้มาก่อน

มนุษย์เกิดมาอ่อนแอ ร่างกายเปราะบาง อายุขัยสั้น ไม่มีกรงเล็บและเขี้ยวคม ต่อให้เป็นมนุษย์ตัวเต็มวัย ก็ยังไม่อาจสู้กับเสือร้ายด้วยมือเปล่าได้

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเปรียบเทียบกับเผ่าพันธุ์มังกรในตำนาน

ซูจื่อโม่แสดงท่าทีตั้งใจฟัง

เขารู้สึกได้ลางๆ ว่า ความลับแห่งยุคบรรพกาลอันยิ่งใหญ่ตระการตากำลังจะเปิดเผยขึ้นตรงหน้า

ท่านลุงเหลียงกล่าวต่อ "เล่าลือกันว่า ในยุคบรรพกาลอันไกลโพ้น บนผืนแผ่นดินนี้มีเผ่าพันธุ์นับหมื่นดำรงอยู่ โดยมีเก้าเผ่าพันธุ์ดุร้ายเป็นผู้นำ ซึ่งคนรุ่นหลังเรียกขานกันว่า เก้าเผ่าพันธุ์บรรพกาล"

ซูจื่อโม่ใจกระตุกวาบ นึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้

ตอนที่อยู่ในโบราณสถานยุคบรรพกาลของราชวงศ์โจว เขาและหลินเสวียนจีหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำบนภูเขาเทวะของเผ่าพันธุ์มังกร เคยได้ยินเจ้าตำหนักอีกาโลหิตเอ่ยปากขอร้องมังกรเทพตนนั้นว่า "เจ้าและข้าต่างก็เป็นเก้าเผ่าพันธุ์เหมือนกัน..."

หากจะบอกว่า เผ่าพันธุ์มังกรคือหนึ่งในเก้าเผ่าพันธุ์บรรพกาล เช่นนั้นที่มาของเจ้าตำหนักอีกาโลหิต ก็น่าจะเป็นหนึ่งในเก้าเผ่าพันธุ์เช่นกัน!

คิดได้เช่นนี้ ก็พอจะอธิบายได้ว่าเหตุใดแม้แต่โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวถึงได้หวาดระแวงเขายิ่งนัก!

ท่านลุงเหลียงกล่าวต่อว่า "ในยุคบรรพกาล มนุษย์นั้นอ่อนแอ ถูกหมื่นเผ่าพันธุ์กดขี่ข่มเหง ชีวิตไร้ค่าดุจต้นหญ้า ไร้ซึ่งศักดิ์ศรี ถูกรังแกสารพัด อยู่มิสู้ตาย นั่นคือยุคสมัยอันน่าเวทนาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่ไม่อยากจะหวนกลับไปนึกถึง"

น้ำเสียงของท่านลุงเหลียงแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้า

เบื้องหน้าของซูจื่อโม่ ราวกับปรากฏภาพเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมา

มนุษย์นับไม่ถ้วนต้องใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวภายใต้แส้ที่เฆี่ยนตีของหมื่นเผ่าพันธุ์ แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยซากศพของมนุษย์ที่ถูกเหยียบย่ำอย่างไม่ไยดี

"มนุษย์ถูกจับเป็นทาสตลอดมา ถูกหมื่นเผ่าพันธุ์เลี้ยงดูไว้เหมือนปศุสัตว์ เป็นอาหารยอดนิยมของพวกมัน ที่พร้อมจะถูกจับมากินเนื้อดื่มเลือดได้ทุกเมื่อ

กาลเวลาผันผ่าน สถานการณ์เช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง จวบจนกระทั่งช่วงปลายยุคบรรพกาล ในที่สุดมนุษย์ก็ได้รับโอกาสพลิกผัน!"

"ไม่รู้ด้วยสาเหตุอันใด ระหว่างหมื่นเผ่าพันธุ์ได้เกิดมหาสงครามครั้งใหญ่ขึ้น กระดูกขาวโพลนเกลื่อนกลาดนับหมื่นลี้ เลือดไหลนองจนโล่ลอยได้! ศึกครั้งนั้นฆ่าฟันกันจนฟ้าถล่มดินทลาย ภูตผีเทวดาร่ำไห้ ต่อเนื่องยาวนานหลายปี กลิ่นคาวเลือดพวยพุ่งเสียดฟ้า เผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วนต้องล่มสลายสูญพันธุ์"

"เมื่อสงครามหมื่นเผ่าพันธุ์สิ้นสุดลง สุดท้ายเหลือรอดเพียงร้อยเผ่าพันธุ์ ยุคบรรพกาลจึงได้จบสิ้นลง"

ผู้ฝึกตนทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ของเรื่องราวความลับแห่งยุคบรรพกาลที่ท่านลุงเหลียงถ่ายทอดออกมา

ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า ที่ข้างกายเสี่ยวหนิง เย่หลิงที่เดิมทีหลับตาพักผ่อนอยู่ ไม่รู้ว่าลืมตาขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ในดวงตาสีนิลคู่นั้น บางครั้งก็ฉายแววสังหารอันเย็นยะเยือก บางครั้งก็ฉายแววสับสนงุนงง ดูเหมือนกำลังพยายามรื้อฟื้นความทรงจำบางอย่าง

"ยุคบรรพกาลสิ้นสุด ก็เข้าสู่ยุคโบราณ"

ท่านลุงเหลียงพักหายใจครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อว่า "เป็นเพราะมหาสงครามครั้งนี้ หมื่นเผ่าพันธุ์ต่างยุ่งวุ่นวายจนไม่ทันระวังตัว มนุษย์จึงได้มีโอกาสพักฟื้นและสั่งสมกำลัง ฉวยโอกาสนี้ผงาดขึ้นมา"

"มนุษย์เกิดมาอ่อนแอ ก็เรียนรู้จากฟ้าดิน คิดค้นวิชาและเคล็ดลับมากมายเพื่อปรับปรุงร่างกาย มนุษย์ไร้เขี้ยวเล็บ ก็หลอมอาวุธ สร้างยันต์ ถือกระบี่และทวนศึกในมือ ต่างเขี้ยวเล็บของพวกเรา!"

"มนุษย์สถาปนาอารยธรรมการฝึกเซียน เหล่าจักรพรรดิผงาดขึ้นพร้อมกัน เพื่อปลดแอกชะตากรรมที่ถูกกดขี่ ภายใต้การนำของเหล่าจักรพรรดิ มนุษย์เริ่มลุกขึ้นสู้! ต่อสู้กับร้อยเผ่าพันธุ์ที่มีเก้าเผ่าพันธุ์บรรพกาลเป็นผู้นำ ต่อสู้เพื่ออนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในที่สุดยุคทองอันรุ่งโรจน์ของมนุษย์ก็มาถึง!"

ได้ฟังถึงตรงนี้ ผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างน้ำตาคลอเบ้า ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปสู่ยุคโบราณ ไปอยู่ในยุคทองอันรุ่งโรจน์นั้น และเป็นสักขีพยานการผงาดขึ้นของเผ่าพันธุ์มนุษย์!

ซูจื่อโม่เองก็กำหมัดแน่น จิตใจฮึกเหิม แขนสั่นระริกเล็กน้อย

ท่านลุงเหลียงถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า "เผ่าพันธุ์มนุษย์กับร้อยเผ่าพันธุ์บรรพกาลได้ระเบิดมหาศึกระดับตำนานที่สะเทือนเลื่อนลั่น กินเวลายาวนาน ยอดฝีมือของมนุษย์และผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ในยุคโบราณตกตายไปนับไม่ถ้วน เหล่าจักรพรรดิหลั่งเลือด เป็นการต่อสู้ที่โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก"

"มหาศึกครั้งนี้ พวกเจ้าต่างก็เคยได้ยินมาแล้ว นั่นก็คือ สงครามยุคโบราณ"

ซูจื่อโม่พยักหน้า

ก่อนหน้านี้ ตอนที่ถังอวี้เล่าตำนานของจักรพรรดิดาบ ก็เคยเอ่ยถึงสงครามยุคโบราณ

เพียงแต่ในตอนนั้นถังอวี้เล่าอย่างคลุมเครือ ซูจื่อโม่จึงไม่รู้ถึงสาเหตุของสงครามยุคโบราณ

จวบจนบัดนี้ ซูจื่อโม่ถึงได้เข้าใจ

สงครามยุคโบราณ คือสงครามที่มนุษย์ใช้ปลดแอกชะตากรรมของตนเอง!

ศึกครั้งนี้ เกี่ยวพันถึงดวงชะตาของเผ่าพันธุ์มนุษย์

มนุษย์จะแพ้ไม่ได้

หากแพ้ สถานการณ์ของมนุษย์จะเลวร้ายยิ่งกว่ายุคบรรพกาล และจะไม่มีโอกาสผงาดขึ้นมาได้อีกตลอดกาล!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 430 ความลับแห่งยุคบรรพกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว