เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 429 ศิลาทลายฟ้าสะท้าน ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ปรากฏ!

บทที่ 429 ศิลาทลายฟ้าสะท้าน ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ปรากฏ!

บทที่ 429 ศิลาทลายฟ้าสะท้าน ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ปรากฏ!


ศึกแย่งชิงในโบราณสถานปิดฉากลง ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดย่อมต้องยกให้สำนักตานหยาง

ศิษย์สำนักตานหยางกว่าพันคนที่เข้าสู่สนามรบโบราณ สุดท้ายยังเหลือรอดกว่าสี่ร้อยคน!

หากไม่มีเหตุสุดวิสัย สี่ร้อยกว่าคนนี้ย่อมสามารถเดินทางกลับสำนักตานหยางได้อย่างปลอดภัย

เสี่ยวหนิงประสบความสำเร็จในการรับสืบทอด เปิดตำหนักหลอมยา และได้รับตำราโบราณเกี่ยวกับการปรุงยาจำนวนนับไม่ถ้วน

การนำตำราโบราณเหล่านี้กลับไปยังสำนักตานหยาง ย่อมทำให้ชื่อเสียงของสำนักตานหยางพุ่งทะยานขึ้น และสถานะของสำนักก็จะสูงส่งขึ้นตามไปด้วย

วันรุ่งขึ้น สำนักตานหยาง สำนักเชียนเฮ่อ สำนักสุสาน สำนักหุ่นเชิด และขุมกำลังสำนักน้อยใหญ่อื่นๆ ต่างก็ออกเดินทางจากสถานที่แห่งนี้ เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่เมืองเสวียนเทียน

การเดินทางมายังสนามรบโบราณในครั้งนี้ ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ต่างก็บรรลุเป้าหมายของตนเองแล้ว

ในช่วงเวลาต่อจากนี้ ผู้คนต่างเลือกที่จะเก็บตัวฝึกฝนอย่างเงียบสงบในเมืองเสวียนเทียน จนกว่าจะครบกำหนดหนึ่งปีจึงจะจากไป

ซูจื่อโม่เองก็เริ่มปิดด่านฝึกตน เพื่อทะลวงเส้นชีพจรวิญญาณสายที่เจ็ด

เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป เพียงชั่วพริบตา ซูจื่อโม่ก็พำนักอยู่ในสนามรบโบราณมาครึ่งปีแล้ว

เมื่อสองสามวันก่อน เขาเพิ่งจะทะลวงเปิดเส้นชีพจรวิญญาณสายที่เจ็ดได้สำเร็จ พละกำลังยกระดับขึ้นอีกขั้น

ขอเพียงฝึกฝนต่อไป ซูจื่อโม่ก็มีโอกาสที่จะฝึกฝนจนถึงขั้นสร้างฐานเจ็ดเส้นชีพจรสูงสุดก่อนที่จะออกจากสนามรบโบราณ

หลังจากกลับถึงราชวงศ์โจว และกลืนกินยาเม็ดเปิดเส้นชีพจรสมบูรณ์แบบ เขาจะมีโอกาสทะลวงเปิดเส้นชีพจรวิญญาณสายที่แปด กลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานที่ทะลวงได้ครบแปดเส้นชีพจร!

แปดชีพจรทะลวงครบ ก็คือขั้นสร้างฐานสมบูรณ์แบบ ย่อมสำเร็จเป็นแก่นทองคำอย่างแน่นอน!

ยิ่งไปกว่านั้น ในยามที่ควบแน่นแก่นทองคำ ย่อมมีนิมิตประหลาดบังเกิดขึ้นควบคู่กัน!

แน่นอนว่า นี่คือภายใต้เงื่อนไขที่ทุกอย่างราบรื่น

บนวิถีแห่งการฝึกเซียน ไม่มีใครรับประกันได้ว่าหนทางจะราบเรียบ และไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ในระหว่างทางนั้นจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง

ในวันนี้เอง จู่ๆ บนท้องฟ้าก็เกิดฟ้าแลบฟ้าร้องเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงสายหนึ่ง ได้โรยตัวลงมายังสนามรบโบราณในชั่วพริบตา!

สรรพเสียงเงียบกริบ!

กาลเวลา ราวกับจะหยุดนิ่งลง

สิ่งมีชีวิตทั้งมวลในสนามรบโบราณ ไม่ว่าจะเป็นทายาทอสูรบรรพกาล หรืออสูรที่ดุร้ายสายเลือดบริสุทธิ์ ต่างก็หมอบราบคาบแก้วอยู่กับพื้น ตัวสั่นงันงก แววตาฉายแววหวาดกลัวอย่างที่สุด

นี่คือความหวาดกลัวที่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาล แม้จะห่างไกลแต่กลับหยั่งรากลึก ยากจะลบเลือน

ทั่วทุกแห่งหนในสนามรบโบราณ ผู้สืบทอดของสำนักระดับสุดยอดแห่งทวีปเทียนฮวง ต่างพากันปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ แหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยใบหน้าตื่นตะลึง

ผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนตื่นตระหนกจากการปิดด่าน ต่างทยอยกันออกจากด่านฝึกตน

ภายในเมืองเสวียนเทียน ไม่ว่าจะเป็นสำนักตานหยาง สำนักเชียนเฮ่อ หรือสำนักสุสาน สำนักหุ่นเชิด

ในวินาทีนี้ ผู้ฝึกตนทั้งมวลต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ พากันออกมาบนถนน บนหลังคา และกลางอากาศ เพื่อทอดสายตามองไปไกล

ผู้ฝึกตนจำนวนมากมีสีหน้าตื่นตระหนก อ้าปากค้าง

แม้แต่ท่านลุงเหลียงที่เป็นผู้ถูกผนึก ก็ยังอ้าปากกว้าง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ณ ใจกลางท้องฟ้า ลมเมฆแปรปรวน เมฆดำปกคลุมหนาทึบ ทะเลเมฆม้วนตัวพัดกระหน่ำ หมุนวนอย่างช้าๆ ก่อตัวเป็นวังวนเมฆดำขนาดมหึมา ดูน่าเกรงขาม

ภายในทะเลเมฆนั้น เต็มไปด้วยแสงอสนีบาตและอสรพิษสายฟ้าที่ยุ่บยั่บหนาแน่น ท่ามกลางทะเลเมฆ ก่อตัวเป็นทะเลสายฟ้าที่เจิดจ้าบาดตายิ่งนัก

ยิ่งเข้าใกล้วังวนตรงจุดศูนย์กลาง สายฟ้ายิ่งหนาแน่น!

เสียงฟ้าร้องคำรามก้อง แสงสายฟ้าสว่างไสว

ราวกับว่ามีสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ กำลังจะจุติลงมาจากวังวนทะเลเมฆนั้น!

"นี่คือ..."

ซูจื่อโม่ยืนเหยียบอากาศ แหงนมองท้องนภา ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า

กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากใจกลางวังวนทะเลเมฆนั้นน่าสะพรึงกลัวเกินไป ทำให้ผู้คนใจสั่นขวัญแขวน!

เมื่อแรงกดดันนี้ปกคลุมลงมา ในใจของซูจื่อโม่ถึงกับเกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าอย่างยิ่ง จนแทบอยากจะก้มลงกราบกราน!

ผู้ฝึกตนบางคนทนรับไม่ไหว ถึงกับคุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าหวาดกลัว

ทันใดนั้น ณ ใจกลางวังวนก็ปรากฏแผ่นหินสี่เหลี่ยมขนาดมหึมาลอยขึ้นมา ปกคลุมทั่วทั้งสี่ทิศแปดทาง การจุติลงมาเช่นนี้ ดูราวกับจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งในสนามรบโบราณให้กลายเป็นความว่างเปล่า!

ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่รู้ที่มานี้ ได้เผยโฉมออกมาเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง

แผ่นหินยังคงลดระดับลงมา ค่อยๆ เผยให้เห็นรูปลักษณ์ทั้งหมด

นี่คือพระราชวังโบราณหลังหนึ่ง ส่วนยอดเป็นทรงกลม ส่วนฐานเป็นทรงเหลี่ยม เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายเก่าแก่ล้ำค่าและเวิ้งว้าง ราวกับย้อนเวลากลับมาจากยุคบรรพกาล

"ฟ้ากลมดินเหลี่ยม ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์!"

ท่านลุงเหลียงสูดลมหายใจเข้าลึก ร้องอุทานออกมา

ในขณะเดียวกัน ผู้สืบทอดของสำนักระดับสุดยอดต่างๆ ในสนามรบโบราณ ต่างก็จำที่มาของพระราชวังโบราณหลังนี้ได้

ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์

สามคำนี้ ดูเหมือนจะมีมนต์ขลังพิเศษบางอย่าง เลือดในกายของซูจื่อโม่เดือดพล่านขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก!

ซูจื่อโม่ไม่เคยได้ยินชื่อตำหนักจักรพรรดิมนุษย์

แต่เมื่อเห็นแววตาของคนอื่นๆ เขาก็รู้ได้ทันทีว่า ที่มาของตำหนักนี้ เกรงว่าจะยิ่งใหญ่เหนือกว่าภูผาดาบ

ทะเลวิญญาณเสียอีก!

ผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนคุกเข่าลงกับพื้น เฝ้ามองพระราชวังโบราณใต้ท้องนภานี้ แววตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้และยำเกรงอย่างที่สุด

ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ท้องนภา ลอยล่องอยู่ท่ามกลางทะเลสายฟ้า ประหนึ่งเทพเจ้าผู้สูงสุดที่มองลงมายังโลกหล้า ด้วยแรงกดดันอันไพศาล

ศิลาทลายฟ้าสะท้าน ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ปรากฏ!

ท่านลุงเหลียงสูดลมหายใจลึก พึมพำกับตัวเองว่า "ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ปรากฏ หมายความว่าทวีปเทียนฮวงจะเกิดกลียุคสงคราม ยุคทองกำลังจะมาถึง!"

"ดูท่าในชาตินี้ จะต้องมีจักรพรรดิผู้เกรียงไกรถือกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน!"

"บางทีเราอาจจะได้ต้อนรับยุคสมัยที่เหล่าจักรพรรดิผงาดขึ้นพร้อมกัน กลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ในยุคบรรพกาลอีกครั้ง!"

"โชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาในชาตินี้ ได้เป็นสักขีพยานของทุกสิ่ง ตายก็ไม่เสียดายแล้ว"

...

ทางทิศใต้ของสนามรบโบราณ

ผู้ฝึกตนผมเกรียนคนหนึ่ง เปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อทุกมัดเป็นประกายสีทองแดง เต็มไปด้วยพลังระเบิดที่อัดแน่น

คนผู้นี้ทะลวงด่านออกมา บนบ่าแบกหอกยาวขนาดยักษ์ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายดุร้ายเกรี้ยวกราด แหงนหน้ามองพระราชวังโบราณเหนือศีรษะ แล้วหัวเราะร่า

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์จุติ ดูท่าข้าผังเยว่ชาตินี้ ต้องได้แต่งตั้งเป็นจักรพรรดิแน่!"

สิ้นเสียงหัวเราะ ผังเยว่ก็ก้าวยาวๆ มุ่งหน้าไปยังใจกลางสนามรบโบราณ

ทิศเหนือ

ณ ปากถ้ำลับแห่งหนึ่ง มองผ่านเถาวัลย์ที่ปกคลุมเป็นชั้นๆ จะเห็นดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

"ซูจื่อโม่ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าเผยชุนอวี่คงมีโอกาสได้รับมรดกของตำหนักจักรพรรดิมนุษย์อย่างแน่นอน!"

ครึ่งปีผ่านไป เผยชุนอวี่ยังไม่สามารถทะลวงสู่ขั้นสร้างฐานแปดเส้นชีพจร จึงไม่มีกำลังพอที่จะไปร่วมแย่งชิงมรดกของตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ได้

เพื่อรักษาชีวิตรอด เขาทำได้เพียงหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ต่อไป

ทิศตะวันตก

นักบวชรูปหนึ่งที่เดิมทีนั่งสมาธิอยู่กลางทะเลทราย จู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืน มองพระราชวังโบราณเหนือศีรษะ แล้วพึมพำกับตัวเอง "ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ อาตมาหวั่นไหวแล้ว"

ทิศตะวันออก

แสงสีม่วงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วค่อยๆ ร่อนลงมา กลายเป็นร่างร่างหนึ่ง

ผู้ฝึกตนชุดคลุมสีม่วงเป็นคนเคร่งขรึมไม่ค่อยพูดจา สีหน้าจริงจัง ระหว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยอำนาจบารมี ทั่วร่างมีไอสีม่วงโอบล้อมจางๆ บุคลิกไม่ธรรมดา

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ร่างกายก็วูบไหว หายไปจากที่เดิมในทันที

ใจกลางที่สุดของสนามรบโบราณ

หน้าวิหารน้ำตกที่ทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า มีผู้ฝึกตนคนหนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่บนหินสีเขียว ร่างกายเปียกปอนไปด้วยละอองน้ำ แต่กลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

บนตักของผู้ฝึกตนผู้นั้นมีกระบี่ยาวพร้อมฝักวางพาดอยู่ ดวงตาเรียวรี ทอประกายเฉียบคมจางๆ

"หึ หึ หึ"

ผู้ฝึกตนผู้นั้นนิ้วมือเรียวยาว ขาวผ่องดุจหยก ค่อยๆ กุมด้ามกระบี่

แสงกระบี่สว่างวาบ แล้วเลือนหายไปในพริบตา

กระบี่ยาวกลับเข้าฝัก ราวกับไม่เคยถูกชักออกมา

น้ำตกที่เดิมทีไหลเทลงมา จู่ๆ ก็หยุดชะงัก ตรงกลางปรากฏรอยแยกว่างเปล่ายาวเหยียด เหมือนถูกใครบางคนฟันขาดกลางลำ!

"มรดกจักรพรรดิมนุษย์ หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใคร!"

ผู้ฝึกตนผู้นั้นลุกขึ้นยืน นำกระบี่ยาวมาคาดเอวอย่างสบายอารมณ์ พลางพึมพำเบาๆ ว่า

"โอกาสหาได้ยากนัก ให้กระบี่จิงหงในมือข้า หางชิวอวี่ ได้ลองลิ้มรสฝีมือของผู้สืบทอดแต่ละสำนักหน่อยเถอะ!"

แทบจะในเวลาเดียวกัน

ผู้สืบทอดของสำนักต่างๆ ทั้งหมด ต่างออกเดินทาง มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ใจกลางสนามรบโบราณแห่งนั้น

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 429 ศิลาทลายฟ้าสะท้าน ตำหนักจักรพรรดิมนุษย์ปรากฏ!

คัดลอกลิงก์แล้ว