เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 410 ยุงโลหิตบรรพกาล

บทที่ 410 ยุงโลหิตบรรพกาล

บทที่ 410 ยุงโลหิตบรรพกาล


ความละโมบ จะทำให้คนเราสูญเสียสติสัมปชัญญะ

ในยามนี้ ผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่ทะลักเข้าไปในหุบเขาต่างมีท่าทีกระตือรือร้น นัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์

ในสายตาของพวกเขาหลงเหลือเพียงสมบัติของสำนักตานฉือ จนมองข้ามอันตรายที่แฝงอยู่ในหุบเขาไปโดยสิ้นเชิง!

ทุกคน ล้วนไม่อยากล้าหลังผู้อื่น

สำนักตานหยางยังคงไม่ขยับ

ถังอวี้ที่ยืนอยู่หน้าสุดขมวดคิ้วงามมุ่น สีหน้าลังเลใจ การตัดสินใจของนาง เกี่ยวพันถึงชีวิตของผู้ฝึกเทพยุทธ์กว่าหนึ่งพันคนเบื้องหลัง!

อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ม่านราตรีก็จะโรยตัวลงมาอย่างสมบูรณ์

เมื่อถึงเวลานั้น ภายใต้ความมืดมิดและหมอกหนา ประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้ฝึกเทพยุทธ์ทุกคนจะอ่อนกำลังลง แต่สิ่งเหล่านี้ กลับไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนักต่อเหล่าสิ่งมีชีวิตยุคโบราณ ทายาทอสูร

บรรพกาล และสัตว์อสูรที่ดุร้ายทั้งหลาย!

“คุณชาย รีบเข้าหุบเขาเถอะ อย่าลังเลอยู่เลย!”

“หากถูกคนอื่นค้นพบโบราณสถานสำนักตานฉือ แล้วกวาดสมบัติไปจนเกลี้ยง พวกเราคงได้แต่กลับบ้านมือเปล่า”

“นั่นสิ ตำหนักวังแก้วผลึก สำนักตี้ซา ต่างก็เข้าไปกันหมดแล้ว ผู้ฝึกเทพยุทธ์ฝ่ายเราเมื่อรวมกันมีมากถึงหลายพันคน ยังจะสู้เดรัจฉานฝูงหนึ่งไม่ได้เชียวหรือ?”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ซูจื่อโม่ก็แค่นหัวเราะในใจ ส่ายหน้าเบาๆ

อย่าว่าแต่พวกเขามีผู้ฝึกเทพยุทธ์เป็นพันคน ต่อให้มีหลายหมื่นคน ก็จะไปเทียบอะไรกับจำนวนของเผ่าพันธุ์อสูรที่อาศัยอยู่ที่นี่และขยายเผ่าพันธุ์มาตลอดทั้งปีได้

ไม่ว่าจะเป็นกาลเวลาหรือชัยภูมิ พวกเขาล้วนไม่มีความได้เปรียบเลยสักนิด!

ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อฟังเสียงเอะอะโวยวายของผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากที่ด้านหลัง ในที่สุดถังอวี้ก็ยอมโอนอ่อน ถอนหายใจด้วยความจนใจในอก แล้วโบกมือสั่งว่า “ไป เข้าหุบเขา!”

กลุ่มคนสำนักตานหยางพุ่งเข้าไปในหุบเขาเป็นกลุ่มสุดท้าย

ตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ ผู้ฝึกเทพยุทธ์สำนักตานหยางกว่าพันคนจัดขบวนเป็นค่ายกลรูปทรงกรวย ผู้ที่มีพลังการต่อสู้ต่ำที่สุด อย่างเช่นซูเสี่ยวหนิงและนักปรุงยาคนอื่นๆ จะยืนอยู่ตรงกลางค่ายกล

ส่วนวงนอกของค่ายกลรูปทรงกรวย ประกอบไปด้วยผู้ฝึกเทพยุทธ์หอประจัญบานของสำนักตานหยาง

ที่ส่วนยอดของค่ายกลรูปทรงกรวย ตำแหน่งที่แหลมคมที่สุด ประกอบด้วยซูจื่อโม่ จี้เฉิงเทียน และเหยียนจวิ้น สามคน ซูจื่อโม่ยืนอยู่ตรงกลาง จี้เฉิงเทียนและเหยียนจวิ้นรั้งท้ายอยู่ครึ่งช่วงตัว คอยระวังป้องกันปีกซ้ายขวา

ทันทีที่เข้าสู่หุบเขา ซูจื่อโม่ก็เรียกกระบี่บินระดับสุดยอดสิบแปดเล่มออกมา ลอยวนเวียนอยู่รอบกาย พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ

“ทัศนวิสัยแย่มาก”

“ใช่ มองเห็นได้ชัดเจนแค่ระยะราวสิบจั้งเท่านั้น”

ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากเพิ่งจะก้าวเข้ามาในหุบเขา ก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงเบา

จี้เฉิงเทียนเป็นผู้สร้างฐานเจ็ดเส้นชีพจร เมื่อเพ่งมองออกไป จึงพยักหน้ากล่าวว่า

“ข้ามองเห็นได้ไกลที่สุดประมาณสิบกว่าจั้ง จื่อโม่ เจ้าล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?”

“พอๆ กัน” ซูจื่อโม่ตอบแบบกำกวมไปประโยคหนึ่ง

ในความเป็นจริง หลังจากซูจื่อโม่ทะลวงเจ็ดจุดปราณมหา พลังสายตาก็กล้าแข็งเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้อยู่ท่ามกลางหมอกหนานี้ ก็ยังสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้งได้!

หากจะบอกว่า หมอกตรงหน้านี้ส่งผลกระทบต่อสัตว์อสูรเพียงน้อยนิด สำหรับซูจื่อโม่แล้ว ก็เท่ากับไม่มีผลกระทบใดๆ เลย!

ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากเดินคลำทางมุ่งหน้าไป เดินไปได้ไม่ไกลนัก ภายในหุบเขาก็เริ่มมีเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังก้อง สะท้อนไปมา ปะปนมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจ

เสียงเหล่านี้เมื่อได้ยินเข้า ก็พาให้ต้องขนลุกซู่ จิตใจไม่สงบสุข

“มีคนปะทะกับสัตว์อสูรแล้วหรือ?”

“น่าจะเป็นเช่นนั้น”

ในฝูงชน ผู้ฝึกเทพยุทธ์บางคนกระซิบกระซาบกัน

ทัศนวิสัยที่ถูกบดบัง เสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในหุบเขา ทำให้เลือดที่เดือดพล่านของทุกคนในตอนแรกค่อยๆ เย็นลง เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกระวนกระวายใจ

ในขณะนั้นเอง เสียงของซูจื่อโม่ก็ดังขึ้นกะทันหัน

“ทุกท่านระวังตัวด้วย รอบด้านมีฝูงยุงโลหิตบรรพกาลจำนวนมากปรากฏตัวขึ้น!”

ทุกคนหน้าถอดสี ร้องฮือฮาขึ้นมา

ยุงโลหิต เป็นสัตว์วิเศษที่พบเห็นได้ทั่วไปที่สุดในทวีปเทียนฮวง มีขนาดเพียงเท่ากำปั้น ชื่นชอบการดูดกลืนโลหิตของสิ่งมีชีวิตอื่น รวมถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์

ยุงโลหิตมีพลังอ่อนด้อยอย่างมาก แต่ยุงโลหิตบรรพกาลนั้นน่ากลัวกว่ามากนัก!

ยุงโลหิตบรรพกาลเป็นสิ่งมีชีวิตในยุคบรรพกาล ซึ่งสูญพันธุ์ไปจากทวีปเทียนฮวงนานแล้ว ตัวโตมโหฬาร ใหญ่กว่ามนุษย์หนึ่งรอบ ยามกระพือปีกคู่ จะส่งเสียงหึ่งๆ ดังสนั่น

ร่างกายเนื้อของยุงโลหิตบรรพกาลค่อนข้างเปราะบาง แต่ปากดูดที่ใช้ดูดกลืนโลหิตของสิ่งมีชีวิตอื่นนั้น เปรียบเสมือนอาวุธสังหารอันร้ายกาจของพวกมัน น่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด!

ปากดูดมีลักษณะเรียวยาว ปลายแหลมคม แข็งแกร่งไม่อาจทำลาย สามารถแทงทะลุเข้าไปในเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย เพียงสิบกว่าลมหายใจ ก็สามารถดูดโลหิตของอสูรวิเศษทั่วไปตัวหนึ่งจนแห้งเหือดได้!

ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ยุงโลหิตบรรพกาลยังอยู่รวมกันเป็นฝูง!

เมื่อใดยุงโลหิตบรรพกาลออกหากิน ก็จะมากันมืดฟ้ามัวดิน ยั้วเยี้ยหนาแน่น แม้แต่ทายาทอสูรหรือสัตว์ประหลาดหากหลบหนีไม่ทัน ก็จะถูกดูดกลืนจนเหลือเพียงซากกระดูกขาวโพลนในชั่วพริบตา

เมื่อได้ยินคำว่ายุงโลหิตบรรพกาล ผู้ฝึกเทพยุทธ์ทุกคนในที่นั้นต่างหน้าเปลี่ยนสี

หากเจอยุงโลหิตบรรพกาลเข้าจริงๆ พวกเขาที่มีผู้ฝึกเทพยุทธ์พันกว่าคน หากเหลือรอดไปได้สักครึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นโชคดีในคราวเคราะห์แล้ว!

แต่ผ่านไปครู่ใหญ่ ทุกคนกลับยังไม่เห็นแม้แต่เงาของยุงโลหิตบรรพกาล ในใจจึงเริ่มกังขาขึ้นมา

“ไหนล่ะยุงโลหิตบรรพกาล?”

“บัดซบ ตกใจเปล่าเสียได้!”

“คนอะไรกัน เรื่องแบบนี้เอามาพูดมั่วซั่วได้ด้วยหรือ!”

ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

เหยียนจวิ้นยืนกอดอกอยู่ข้างๆ มองดูความครื้นเครงด้วยความสะใจ

ถังอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้ว่าซูจื่อโม่ไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นสะเปะสะปะ

แต่รออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่ารอบด้านยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ถังอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะเดินขึ้นมาถามว่า

“สหายเต๋าซู มียุงโลหิตบรรพกาลจริงหรือ?”

“แน่นอน”

ซูจื่อโม่พยักหน้า

สิ้นเสียงลง ข้างหูของทุกคนก็ได้ยินเสียงหึ่งๆ ที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของปีกแว่วมา และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ!

ซู้ด! ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ครั้งนี้ ไม่มีใครสงสัยคำพูดของซูจื่อโม่แล้ว

เพียงแต่ ทุกคนไม่เข้าใจว่า ซูจื่อโม่ค้นพบร่องรอยของยุงโลหิตบรรพกาลล่วงหน้าได้เนิ่นนานขนาดนั้นได้อย่างไร

ถังอวี้หรี่ตาลง แววตาไหววูบ ความคิดในใจหมุนวนอย่างรวดเร็ว

นับตั้งแต่ซูจื่อโม่ส่งสัญญาณเตือนจนถึงตอนนี้ ยุงโลหิตบรรพกาลบินผ่านมาแล้วอย่างน้อยหลายร้อยจั้ง

หรือว่า ซูจื่อโม่สามารถมองเห็นยุงโลหิตบรรพกาลที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้งได้?

เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ ถังอวี้ก็ตกใจสะดุ้ง

ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก ฝูงยุงโลหิตบรรพกาลขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน ถังอวี้ถึงกับมองเห็นดวงตาสีแดงฉานบนใบหน้าของยุงโลหิตบรรพกาล และปากดูดเรียวยาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด!

ผู้คนจำนวนมากทนไม่ไหว ตะโกนก้องด้วยความโกรธ ต่างพากันเรียกอุปกรณ์วิเศษออกมา พุ่งเข้าโจมตีใส่ฝูงยุงโลหิตบรรพกาลที่หนาแน่นยั้วเยี้ย

ฉับพลันทันใด ท่ามกลางสายหมอกก็สว่างวาบด้วยแสงแห่งพลังวิญญาณ พลังกระบี่ดุจเกล็ดน้ำค้าง!

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

กระบี่บินของผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากแทงออกไป เห็นเพียงยุงโลหิตบรรพกาลขยับปากดูดเบาๆ เข้าปะทะกับกระบี่บิน กลับส่งเสียงดังราวกระทบโลหะ!

กระบี่บินจำนวนมากถูกดีดกระดอนกลับมา โดยไม่เกิดผลใดๆ!

ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายหดสั้นลงอีกครั้ง!

กระบี่บินเจาะทะลุการป้องกันของยุงโลหิตบรรพกาลไม่ได้!

ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากสีหน้าตื่นตระหนก รีบควักยันต์วิเศษและปลดปล่อยวิชาเซียนออกมา เพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของยุงโลหิตบรรพกาลไว้ชั่วคราว

แต่ยันต์วิเศษมีจำกัด วิชาเซียนก็กินพลังปราณมหาศาล ไม่อาจใช้ได้บ่อยครั้ง

หลังจากต้านทานการโจมตีระลอกแรกของยุงโลหิตบรรพกาลแล้ว ต่อจากนั้นก็ยังต้องใช้กระบี่บินต้านศึก

ฉึก! ฉึก! ฉึก!

ในขณะนั้นเอง บนความว่างเปล่าเบื้องหน้าสุด ยุงโลหิตบรรพกาลตัวแล้วตัวเล่าถูกกระบี่บินตัดขาดกลางลำตัว ร่วงหล่นลงมาเป็นใบไม้ร่วง

ถังอวี้เพ่งมองดู กลับเป็นซูจื่อโม่ที่ลงมือ ควบคุมกระบี่บินระดับสุดยอดสิบแปดเล่ม โดยไม่ได้รวมตัวเป็นค่ายกลกระบี่ ก็สามารถสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในฝูงยุงโลหิตบรรพกาลได้!

ในตอนนั้นเอง ซูจื่อโม่ก็ตะโกนเสียงต่ำว่า “อย่าให้ยุงโลหิตบรรพกาลเข้าประชิดตัว ปากดูดของสัตว์อสูรพวกนี้มีพลังสังหารรุนแรงมาก แข็งแกร่งไม่อาจทำลาย ต้านทานกระบี่บินได้ ทุกท่านไม่ต้องไปปะทะกับมันซึ่งหน้า อาศัยความคล่องตัวของกระบี่บิน อ้อมไปด้านข้าง หรือด้านหลัง จะสามารถสังหารมันได้อย่างง่ายดาย!”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทุกคนก็มีขวัญกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมาทันที ต่างพากันลงมือตามคำแนะนำ ก็ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ สามารถฟันยุงโลหิตบรรพกาลร่วงหล่นลงมานับไม่ถ้วน โลหิตย้อมท้องนภาจนแดงฉาน

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 410 ยุงโลหิตบรรพกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว