เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 409 เข้าหุบเขา

บทที่ 409 เข้าหุบเขา

บทที่ 409 เข้าหุบเขา


ถังอวี้รู้ดีว่าซูจื่อโม่ต้องการแย่งชิงยาเม็ดเปิดเส้นชีพจรสมบูรณ์แบบ

แต่หากยาเม็ดเปิดเส้นชีพจรสมบูรณ์แบบปรากฏขึ้น เผยฉุนอวี่และคนอื่นๆ จะต้องลงมือแย่งชิงอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นหากเกิดสงครามใหญ่ขึ้น ซูจื่อโม่ไม่ได้ต้องเผชิญหน้าแค่กับเผยฉุนอวี่และเซวียหยางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ถูกผนึกที่อยู่เบื้องหลังคนทั้งสองด้วย!

ความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของถังอวี้นั้นชัดเจนมาก คือต้องการเกลี้ยกล่อมให้ซูจื่อโม่ล้มเลิกความคิดเสีย

ต่อให้พลังฝีมือของซูจื่อโม่ในตอนนี้ จะสามารถต่อกรกับเผยฉุนอวี่และเซวียหยางได้อย่างสูสี

และต่อให้ผู้ถูกผนึกไม่ได้ระเบิดพลังระดับขั้นสร้างแก่นทองออกมา เพียงแค่สำแดงพลังระดับขั้นสร้างฐานสูงสุด แต่นั่นก็เทียบเท่ากับผู้สร้างฐานแปดเส้นชีพจร ซึ่งเพียงพอที่จะกดข่มซูจื่อโม่ได้แล้ว

ไม่ว่าจะมองอย่างไร ซูจื่อโม่ก็ไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย

หากยังดึงดันที่จะเข้าไปพัวพัน จนทำให้ผู้ถูกผนึกพิโรธและระเบิดพลังระดับขั้นสร้างแก่นทองออกมา ซูจื่อโม่ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!

ซูจื่อโม่ยิ้มบางๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

ไม่ว่าอย่างไร ยาเม็ดเปิดเส้นชีพจรสมบูรณ์แบบ ก็เป็นสิ่งที่เขาจะต้องแย่งชิงมาให้ได้!

เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความสำเร็จในอนาคตของเขา ไม่ว่าเป็นใคร ก็ไม่อาจขัดขวางเขาได้!

ผ่านไปครู่ใหญ่ ถังอวี้ก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “จริงสิ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง การเดินทางไปยังโบราณสถานสำนักตานฉือในครั้งนี้ อนาคตยังไม่อาจคาดเดา เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน มิสู้ให้เสี่ยวหนิงรอยู่ที่เมืองเสวียนเทียน เช่นนี้จะปลอดภัยกว่า”

ในมุมมองของถังอวี้ เสี่ยวหนิงอยู่เพียงขั้นสร้างฐานช่วงปลาย ต่อให้ติดตามไปยังโบราณสถานสำนักตานฉือ ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

“ไม่จำเป็น ให้นางไปด้วยเถอะ”

ซูจื่อโม่ส่ายหน้า กล่าวว่า “พวกท่านวางใจเถอะ มีเย่หลิงคอยปกป้องเสี่ยวหนิง นางจะไม่เป็นตัวถ่วงของทุกคน”

ตามปกติแล้ว การให้เสี่ยวหนิงรออยู่ที่เมืองเสวียนเทียน ย่อมปลอดภัยกว่ามากจริงๆ

แต่ซูจื่อโม่หวนนึกถึงเตาปรุงยาลึกลับใบนั้นที่อยู่กับเสี่ยวหนิง จึงตัดสินใจพานางไปด้วย

ไม่ว่าจะต้องเจอกับอันตรายใด ซูจื่อโม่เชื่อว่าด้วยพลังของเขาและเย่หลิง อย่างไรก็สามารถรับประกันความปลอดภัยของเสี่ยวหนิงได้

พูดคุยกันอีกสองสามประโยค กลุ่มของซูจื่อโม่ก็แยกย้ายกันไป รอคอยข่าวคราวของโบราณสถาน

สำนักตานฉืออย่างเงียบสงบ

……

หนึ่งวันให้หลัง ล่วงเลยยามเซิน (15.00-17.00 น.) ใกล้จะพลบค่ำ

ณ ตำแหน่งห่างจากเมืองเสวียนเทียนไปทางทิศใต้สิบลี้ จู่ๆ ก็เกิดคลื่นพลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลำแสงสายแล้วสายเล่าพุ่งทะยานเสียดฟ้า ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป

ผนึกสำนักตานฉือสลายแล้ว!

ภายในเมืองเสวียนเทียน ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากที่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรต่างพากันออกมา ร่างเงานับไม่ถ้วนเหาะเหินเดินอากาศ ขี่กระบี่มุ่งหน้าไปยังหุบเขาทางทิศใต้ที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้

ตำหนักวังแก้วผลึก สำนักตี้ซา สำนักสุสาน สำนักหุ่นเชิด และสำนักน้อยใหญ่อีกมากมายต่างพากันเคลื่อนพล ชั่วพริบตาเดียว ทั่วทั้งเมืองเสวียนเทียนก็เดือดพล่าน!

เนื่องจากกลุ่มของซูจื่อโม่เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อเห็นนิมิตประหลาดเช่นนี้ จึงมารวมตัวกันที่ตำหนักหน้าอย่างรวดเร็ว

ถังอวี้แหงนหน้ามองท้องฟ้า แววตาเคร่งขรึม สีหน้าลังเลใจ

ซูจื่อโม่รู้ดีว่าในใจนางคิดสิ่งใด

ในยามนี้ใกล้จะค่ำแล้ว อีกเพียงชั่วยามเดียว ฟ้าก็จะมืดสนิท หากบุกเข้าไปในหุบเขาตอนนี้ ย่อมเสี่ยงอันตรายเกินไป

หากไม่สามารถฝ่าแนวป้องกันของสัตว์อสูรจำนวนมากเข้าไปถึงโบราณสถานสำนักตานฉือได้ก่อนฟ้ามืด พวกเขาทุกคนอาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ในหุบเขาแห่งนี้!

แต่หากพวกเขารออยู่ที่นี่ แล้วมีสำนักอื่นฝ่าแนวป้องกันของสัตว์อสูรเข้าไปได้ก่อน ชิงลงมือเป็นคนแรก สมบัติทั้งหมดของสำนักตานฉือย่อมต้องถูกกวาดจนเรียบเป็นแน่

“ศิษย์พี่หญิง รีบไปกันเถอะ ตำหนักวังแก้วผลึกและพวกนั้นออกเดินทางกันไปหมดแล้ว ขืนชักช้าจะไม่ทันการเอานะ”

เหยียนจวิ้นที่อยู่ด้านข้างกล่าวเร่งเร้า

ถังอวี้ลอบถอนหายใจ โบกมือสั่งการว่า “ออกเดินทาง!”

ทุกคนต่างเรียกกระบี่บินออกมา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปทางทิศใต้อย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางฝูงชน สายตาของเหยียนจวิ้นจับจ้องไปที่ร่างของซูจื่อโม่ ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววแห่งจิตสังหารพาดผ่าน ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

“หือ?”

ในขณะเดียวกัน ซูจื่อโม่สัมผัสได้ถึงบางอย่าง เขาไม่ได้หันกลับไปมอง แต่สีหน้าค่อยๆ เย็นชาลง ลดความเร็วลงจนมาอยู่ข้างกายเหยียนจวิ้น ซูจื่อโม่ไม่ได้ชายตามองเขาแม้แต่น้อย เพียงแค่เอ่ยขึ้นเรียบๆ ว่า

“ขอเตือนเจ้าสักประโยค ทางที่ดีอย่ามีความคิดไม่ดีกับข้า”

ในชั่วขณะนั้น เหยียนจวิ้นรู้สึกราวกับหัวใจของตนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขย้ำจนหยุดเต้น

“เขารู้ตัวได้อย่างไร!”

เหยียนจวิ้นตกใจจนหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก

เขาไม่เข้าใจ เพียงแค่เขามองซูจื่อโม่แวบหนึ่ง จิตสังหารเพิ่งจะก่อตัว ก็ถูกอีกฝ่ายล่วงรู้เสียแล้ว!

สองขาของเหยียนจวิ้นสั่นเทาอยู่ลึกๆ เขาอยากจะควบคุมมัน แต่กลับควบคุมไม่ได้เลย!

เหยียนจวิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ หันไปยิ้มเจื่อนให้ซูจื่อโม่ แล้วกล่าวว่า

“สะ สหายเต๋า ท่านกำลังพูดอยู่กับใครหรือ?”

“ฝ่ามือครั้งที่แล้ว เพียงแค่ตบเจ้าจนสลบ แต่ครั้งหน้า หัวของเจ้าจะแหลกละเอียด”

หยุดไปครู่หนึ่ง ซูจื่อโม่ก็กล่าวต่อว่า “อ้อ จริงสิ นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นคำเตือน”

ซูจื่อโม่ยังคงไม่หันไปมองเขา ทิ้งคำพูดนี้ไว้ แล้วเร่งความเร็วกลับไปอยู่หน้าสุดของขบวนอีกครั้ง

เพียงแค่เวลาสั้นๆ ไม่กี่สิบลมหายใจ เหยียนจวิ้นกลับรู้สึกยาวนานราวกับผ่านไปนับสิบปี เหมือนได้ไปเดินวนหน้าประตูผีมารอบหนึ่ง ร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เมื่อถูกลมพัดผ่าน ความรู้สึกหนาวเย็นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

เหยียนจวิ้นก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้ามองไปทางซูจื่อโม่

ในยามนี้ ใบหน้าของเหยียนจวิ้นบิดเบี้ยว แววตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ในใจคำรามก้องอย่างบ้าเลือดว่า ‘ซูจื่อโม่ ครั้งก่อนเจ้าทำให้ข้าต้องขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล วันนี้ยังกล้ามาข่มขู่ข้าอีก! หุบเขาม่านหมอกแห่งนี้ จะเป็นหลุมฝังศพของเจ้า!’

……

ทุกคนเหยียบกระบี่เหาะเหิน มองเห็นหมอกหนาทึบที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องหน้าได้แต่ไกล สีเทาหม่น ม้วนตัวตลบอบอวล แปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุดนิ่ง

หุบเขาม่านหมอกแห่งนี้ขดตัวอยู่ที่นั่น ราวกับเป็นอสูรร้ายแห่งยุคบรรพกาลท่ามกลางแสงสลัวของยามราตรี ที่กำลังอ้าปากกว้างจนสุด รอคอยที่จะลิ้มรสอาหารงานเลี้ยงอันโอชะ!

ระยะทางสิบลี้ ด้วยความเร็วของทุกคน เพียงไม่นานก็มาถึง

ที่หน้าปากทางเข้าหุบเขา ตำหนักวังแก้วผลึก สำนักตี้ซา และสำนักอื่นๆ ต่างก็เพิ่งจะมาถึงได้ไม่นาน

รอบนอกของฝูงชน ยังมีผู้ฝึกตนอิสระจำนวนหนึ่งรอคอยจังหวะ รอให้สำนักใหญ่ต่างๆ บุกเข้าไปก่อน เพื่อดึงดูดความสนใจของสัตว์อสูรให้มากพอ แล้วค่อยฉวยโอกาสปะปนเข้าไป

“เสี่ยวอวี้มาแล้ว”

เฟิงม่านม่านแห่งสำนักเชียนเฮ่อเดินเข้ามาต้อนรับ พยักหน้าทักทาย

ซูจื่อโม่สังเกตเห็นได้ชัดว่า สีหน้าของเฟิงม่านม่านก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก

ทั้งสองปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่ง ถังอวี้ก็ก้าวออกมา ประสานมือไปทางทิศของตำหนักวังแก้วผลึกเล็กน้อย แล้วกล่าวเสียงดังว่า

“สหายเต๋าเผย วันนี้ฟ้ามืดแล้ว อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ท้องฟ้าก็จะมืดสนิท หากบุกเข้าไปในหุบเขาตอนนี้ มันเสี่ยงอันตรายเกินไป มิสู้พวกเรากลับไปพักผ่อนที่ในเมืองก่อน รอพรุ่งนี้เช้า ค่อยมาบุกหุบเขาด้วยกัน เป็นอย่างไร?”

ในความเป็นจริง คำพูดนี้ตรงกับใจของผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนไม่น้อย

พื้นที่ภายในหุบเขาแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีใครรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของสำนักตานฉือ หากไม่สามารถหาโบราณสถานของสำนักตานฉือพบก่อนฟ้ามืด ทุกคนย่อมมีโอกาสรอดน้อยเต็มที!

แต่ทุกคนอุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว ก็กังวลว่าหากตัวเองถอยกลับไป จะถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปก่อน

เผยฉุนอวี่พยักหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “ที่สหายเต๋าพูดมามีเหตุผล ข้าไม่มีความเห็นขัดข้อง เพียงแต่...”

เผยฉุนอวี่ไม่ได้พูดต่อ เพียงแค่เบนสายตาไปที่กลุ่มคนของสำนักตี้ซา

จอมมารน้อยแห่งสำนักตี้ซาอย่างเซวียหยางแค่นเสียงหัวเราะ กล่าวว่า “หากกลัวตาย ก็อย่ามาบุกหุบเขานี้ กลับไปหดหัวอยู่ในเมืองเสวียนเทียนอย่างสงบเสงี่ยม รับรองว่าหนึ่งปีให้หลัง เจ้าจะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน!”

“สามหาว!”

“หุบเขาเล็กๆ แค่นี้ จะมาขวางกั้นการยาตราทัพของตำหนักวังแก้วผลึกข้าได้อย่างไร!”

ศิษย์ตำหนักวังแก้วผลึกจำนวนไม่น้อยพากันตะโกนด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยว

เซวียหยางหัวเราะเสียงเย็น โบกมือใหญ่ กล่าวเสียงต่ำว่า “ตามข้าเข้าหุบเขา!”

สิ้นเสียง เซวียหยางก็นำทัพพุ่งทะยานเป็นคนแรก พาคนของสำนักตี้ซาบุกเข้าไปในหุบเขา พริบตาเดียวก็หายลับไปในม่านหมอก

ตำหนักวังแก้วผลึกย่อมไม่ยอมน้อยหน้า เผยฉุนอวี่กล่าวเสียงต่ำว่า “เข้าหุบเขา!”

เมื่อสองสำนักใหญ่นี้เคลื่อนไหว ก็เป็นการชักนำขุมกำลังทั้งหมดที่ยังลังเลอยู่หน้าหุบเขาให้ขยับตาม สำนักน้อยใหญ่ต่างพากันออกตัว กรูกันเข้าไปในหุบเขาพร้อมๆ กัน

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 409 เข้าหุบเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว