เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 389 เจ้ามาแล้วจริงๆ

บทที่ 389 เจ้ามาแล้วจริงๆ

บทที่ 389 เจ้ามาแล้วจริงๆ


ทวีปเทียนฮวงถือกระบี่เป็นใหญ่ ผู้ฝึกดาบที่แท้จริงมีน้อยยิ่งนัก ยิ่งในสนามรบโบราณแห่งนี้ด้วยแล้ว

แม้ว่าซากโบราณสถานแห่งนี้จะเป็นสิ่งที่จักรพรรดิดาบทิ้งไว้ แต่ผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ก็ถือว่าไม่มากนัก มองไปตามแนวชายฝั่ง กะประมาณด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีราวสองสามพันคน

สิ่งที่น่าแปลกคือ ผู้ฝึกเทพยุทธ์ส่วนใหญ่ล้วนยืนห่างจากชายฝั่งออกมาเล็กน้อย ดูเหมือนจะมีความเกรงกลัวต่อทะเลวิญญาณผืนนี้ พากันกระซิบกระซาบ ชี้ชวนให้ดู

ซูจื่อโม่มีความรู้เกี่ยวกับภูผาดาบทะเลวิญญาณจำกัด จึงขยับเข้าไปใกล้ฝูงชนเพื่อตั้งใจฟัง

"จักรพรรดิดาบมีอิทธิฤทธิ์เทียมฟ้า รวบรวมปราณให้เป็นทะเล หากสามารถฝึกวิชาในทะเลวิญญาณแห่งนี้ได้ ย่อมได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยแน่"

ในฝูงชน ผู้ฝึกเทพยุทธ์ร่างผอมแห้งคนหนึ่งดวงตาเป็นประกาย ครุ่นคิดพึมพำออกมา

"หึหึ"

"ช่างไร้เดียงสาเสียจริง"

ทันทีที่คนผู้นี้พูดจบ ในฝูงชนก็เกิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถางดังขึ้น

คนแรกที่เอ่ยปากใบหน้าแดงก่ำ ยืดคอเถียงกลับไปว่า "ข้าพูดผิดตรงไหน?"

"ปราณวิญญาณในทะเลวิญญาณ เข้มข้นบริสุทธิ์ก็จริงอยู่ แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยปราณดาบอันไร้ที่สิ้นสุด คมกริบเฉียบขาด เจ้าเข้าไปในทะเลวิญญาณ ก็ต้องรองรับการชำระล้างจากปราณดาบเหล่านี้!"

"ลำพังร่างกายเล็กจ้อยของเจ้า เพิ่งจะก้าวลงทะเลวิญญาณ เดินไม่ทันกี่ก้าว ร่างก็ระเบิดตายแล้ว!"

"ฮี่ฮี่ นับตั้งแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบัน ทะเลวิญญาณผืนนี้ ไม่รู้ฝังกลบยอดอัจฉริยะไปแล้วเท่าไหร่ หากเจ้าไม่กลัวตาย ก็ลองเข้าไปดูสิ"

ในดวงตาของซูจื่อโม่ฉายแววเข้าใจกระจ่างแจ้ง

มิน่าเล่า บนโขดหินริมฝั่งถึงมีร่องรอยที่ถูกของมีคมกรีดผ่าน

ที่แท้ในทะเลวิญญาณแห่งนี้ มีปราณดาบอันไร้ที่สิ้นสุดดำรงอยู่ ผู้ฝึกเซียนที่ร่างกายอ่อนแอ ย่อมทนรับไม่ไหวอย่างแน่นอน!

หากอยู่ใกล้ชายฝั่งเกินไป น้ำทะเลซัดสาด คลื่นยักษ์ม้วนตัวเข้ามา กวาดคนลงไปในนั้น เกรงว่าคงไม่มีวันได้กลับออกมาอีก

ผู้ฝึกเทพยุทธ์คนหนึ่งกล่าวเสียงขรึมว่า "นี่คือบททดสอบที่จักรพรรดิดาบทิ้งไว้ หากต้องการสืบทอดมรดก ก็ต้องข้ามทะเลวิญญาณผืนนี้ไปให้ได้ แล้วขึ้นไปบนภูผาดาบ!"

ซูจื่อโม่มองไกลออกไป ภูผาดาบตระหง่านอยู่ที่ปลายสุดของทะเลวิญญาณ ช่างดูไกลสุดขอบฟ้า ยากจะเอื้อมถึงจริงๆ

"เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะยาก"

ผู้ฝึกเทพยุทธ์ร่างผอมแห้งชี้ไปที่ภูผาดาบ ด้วยท่าทีห้าวหาญเทียมฟ้า ตะโกนก้อง "พวกเราขี่กระบี่เหินเวหา แม้ภูผาดาบจะอยู่ไกล แต่พวกเราเดินทางทั้งวันทั้งคืน ยังต้องกลัวว่าจะไปไม่ถึงอีกรึ?"

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"

ในฝูงชนระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นอีกครั้ง

คนผู้หนึ่งส่ายหน้ากล่าวว่า "หากบททดสอบที่จักรพรรดิดาบทิ้งไว้มันง่ายดายปานนั้น ตั้งแต่ยุคบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน จะมีเพียงคนเดียวที่ผ่านการทดสอบและได้รับมรดกไปหรือ?"

สิ้นเสียง ยังไม่ทันขาดคำ ไกลออกไปมีผู้ฝึกเทพยุทธ์คนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาถึง ด้วยสีหน้าตื่นเต้น

คนผู้นี้เรียกดาบวิเศษออกมาจากถุงสมบัติ กระโดดขึ้นไปยืนบนตัวดาบ โคจรพลังวิญญาณ แล้วตวาดเบาๆ ว่า "ไป!"

ฟุ่บ!

คนผู้นี้กลายเป็นลำแสงสายหนึ่ง ข้ามผ่านทะเลวิญญาณ พุ่งแหวกอากาศตรงไปยังทิศทางของภูผาดาบ

ผู้ฝึกเทพยุทธ์ในฝูงชนส่วนใหญ่ล้วนมีสีหน้าเยาะเย้ย หัวเราะอย่างเย็นชา ดูเหมือนกำลังรอชมเรื่องตลกขบขัน

ซูจื่อโม่รู้ดีว่า เรื่องนี้คงไม่ง่ายดายเช่นนั้น

ความคิดยังไม่ทันจางหาย ผู้ฝึกเทพยุทธ์คนนั้นเพิ่งจะไปถึงเหนือน่านน้ำทะเลวิญญาณ ร่างกายก็หยุดชะงักกะทันหัน หยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเริ่มร่วงหล่นลงมา

ต่อให้คนผู้นี้จะดิ้นรนกลางอากาศอย่างไร โคจรพลังวิญญาณมากแค่ไหน ก็ไร้ผล

ยังไม่ทันร่วงลงสู่ทะเลวิญญาณ ก็ถูกระลอกคลื่นที่ซัดสาดขึ้นมาจากผิวน้ำกลืนกินไปเสียก่อน

"อ๊าก... อ๊าก!"

คนผู้นี้ผุดลุกผุดนั่งอยู่ในทะเลวิญญาณ ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาเป็นระยะ เพียงครู่เดียว ก็หายลับไป บนผิวน้ำ ถูกย้อมด้วยสีเลือดจางๆ ยามคลื่นซัดสาด ก็ค่อยๆ เลือนหายไป

เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้ฝึกเทพยุทธ์ร่างผอมแห้งที่ประกาศว่าจะเหินเวหาข้ามทะเลวิญญาณในตอนแรก ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมหน้าผาก ลมหายใจหนักหน่วงขึ้นมาก

ซูจื่อโม่เองก็ตื่นตระหนกในใจ

ทะเลวิญญาณผืนนี้ เอาชีวิตคนจริงๆ!

มิน่าเล่าถึงมีผู้ฝึกเทพยุทธ์นับพันยืนอยู่ที่นี่ แต่กลับไม่มีใครกล้าลองดีข้ามทะเลวิญญาณง่ายๆ

ผู้ฝึกเทพยุทธ์ข้างกายอธิบายว่า "น่านฟ้าเหนือทะเลวิญญาณเป็นเขตห้ามบิน ต่อให้เจ้าบินข้ามไปได้ ก็จะตกลงไปในทะเลอยู่ดี"

"คิดจะเล่นลูกไม้ต่อหน้าจักรพรรดิ มีแต่หาเรื่องใส่ตัว" อีกคนหนึ่งแค่นเสียงหัวเราะ

ผู้ฝึกเทพยุทธ์ร่างผอมแห้งสงบสติอารมณ์ ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงถามขึ้นอีกว่า "ถ้าพูดเช่นนี้ ก็มีเพียงสำนักสายหลอมกายายักษ์ใหญ่อย่างวังแก้วผลึก หรือตำหนักป้าหวางเท่านั้น ที่จะมีโอกาสข้ามทะเลวิญญาณได้หรือ?"

"ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าอยู่สำนักไหน" ผู้ฝึกเทพยุทธ์อีกคนอธิบาย "มีเพียงผู้ฝึกดาบเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติข้ามทะเลวิญญาณ ผู้ฝึกเทพยุทธ์อื่นหากฝืนข้ามไป มีแต่จะถูกปราณดาบบดขยี้สังหาร!"

"ใช่แล้ว ได้ยินว่าเคยมียอดอัจฉริยะจากสำนักกระบี่ผู้หนึ่งเดินทางมา คิดเพ้อฝันจะข้ามทะเลวิญญาณ ท้าทายบารมีจักรพรรดิดาบ เดินไปไม่ถึงร้อยเมตร ก็ถูกปราณดาบเชือดเฉือนเนื้อหลุดเป็นชิ้นๆ ฝังร่างอยู่ในทะเลวิญญาณ"

เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ ซูจื่อโม่ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวของภูผาดาบทะเลวิญญาณโดยสังเขป

ประการแรก ห้ามเหินเวหาข้ามไป

ประการที่สอง ต้องเป็นผู้ฝึกดาบ

ประการที่สาม ต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะมีโอกาสทนรับการชำระล้างของปราณดาบ ข้ามทะเลวิญญาณ และผ่านบททดสอบที่จักรพรรดิดาบทิ้งไว้ได้

หากว่ากันตามนี้ เขาเองก็มีโอกาสที่จะลองดูสักครั้งจริงๆ

ในขณะนั้นเอง สายตาของซูจื่อโม่กวาดไปหยุดที่โขดหินสีดำทมิฬก้อนหนึ่งริมชายฝั่ง

บนนั้นมีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ สวมเสื้อคลุมยาวสีเลือด ดาบยาวเล่มหนึ่งวางพาดอยู่บนตัก หลับตาพริ้ม ผมดำเปียกชุ่มปล่อยสยายปิดบังใบหน้า

ท่ามกลางผู้ฝึกเทพยุทธ์นับพัน มีเพียงคนผู้นี้ที่กล้านั่งสงบนิ่งอยู่บนโขดหินริมฝั่ง ปล่อยให้น้ำทะเลซัดสาด เสื้อผ้าบนร่างเปียกโชกไปนานแล้ว แต่กลับไม่รู้สึกรู้สา

เบื้องหลังคนผู้นี้ ยังมีศพนอนเกลื่อนอยู่กว่าสิบศพ บางศพเห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะสิ้นใจไปไม่นาน

มองดูแผ่นหลังของคนผู้นี้ ซูจื่อโม่รู้สึกคุ้นตาชอบกล แต่ก็นึกไม่ออก

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูจื่อโม่หันไปมองผู้ฝึกเทพยุทธ์ข้างกาย ถามเสียงเบาว่า

"ผู้ฝึกตนชุดคลุมสีเลือดข้างหน้านั่นเป็นใคร?"

"นั่นตัวอันตรายเลยล่ะ"

ผู้ฝึกเทพยุทธ์ข้างกายกดเสียงต่ำ พูดด้วยความหวาดเกรงว่า "เห็นศพข้างหลังเขาไหม ล้วนเป็นผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่ต้องการข้ามทะเลวิญญาณทั้งสิ้น เพียงเพราะจุดออกตัวอยู่ใกล้คนผู้นี้เกินไป เลยถูกเขาฆ่าทิ้งเสียดื้อๆ!"

"แค่เพราะเรื่องแค่นี้?"

ซูจื่อโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

เพียงเพราะเหตุผลแค่นี้ ก็ลงมือฆ่าแกงกัน เช่นนั้นคนผู้นี้คงไม่ใช่แค่ตัวอันตรายธรรมดาเสียแล้ว

ผู้ฝึกเทพยุทธ์คนนั้นเบ้ปากกล่าวว่า "จอมมารน้อยแห่งสำนักซิวหลัวฆ่าคน ยังต้องหาเหตุผลอะไรอีก"

"เป็นเขา!" ซูจื่อโม่ใจหายวาบ

ผู้ฝึกเทพยุทธ์ข้างกายพูดต่อว่า "จอมมารน้อยแห่งสำนักซิวหลัว มีโอกาสสูงมากที่จะข้ามทะเลวิญญาณและได้รับมรดก ได้ยินมาว่าเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่ได้รับมรดกจักรพรรดิดาบ ก็มาจากสำนักซิวหลัวนี่แหละ"

ทันใดนั้น!

ผู้ฝึกตนชุดคลุมสีเลือดที่เดิมทีนั่งหลับตาอยู่บนโขดหินก็ลืมตาขึ้น ลุกขึ้นยืน แล้วค่อยๆ หันกลับมา มองตรงมายังทิศทางที่ซูจื่อโม่อยู่

สำหรับยอดฝีมือระดับนี้ ถูกคนจ้องมองนานเกินไป ย่อมเกิดความรู้สึก

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่นี้ จิตใจของซูจื่อโม่เกิดความหวั่นไหวอย่างรุนแรง ในแววตายังแฝงไว้ด้วยความเป็นปฏิปักษ์เล็กน้อย

เมื่อเห็นหน้าคนผู้นี้ชัดๆ ในใจของซูจื่อโม่ก็ไร้ซึ่งข้อกังขาอีกต่อไป

ผู้ฝึกตนชุดคลุมสีเลือดก็คือจอมมารน้อยแห่งสำนักซิวหลัวที่เคยเปิดศึกใหญ่กับซูจื่อโม่ที่ใต้ดินลึกนั่นเอง!

"หึหึหึหึ..." ผู้ฝึกตนชุดคลุมสีเลือดหัวเราะขึ้นมา จ้องมองซูจื่อโม่ แววตาสว่างวาบ เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า

"เจ้ามาแล้วจริงๆ ข้ารออยู่นานแล้ว!"

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 389 เจ้ามาแล้วจริงๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว