เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 370 พายุฝนโหมกระหน่ำ

บทที่ 370 พายุฝนโหมกระหน่ำ

บทที่ 370 พายุฝนโหมกระหน่ำ


การที่ซูจื่อโม่รั้งอยู่ในเมืองเสวียนเทียน ด้านหนึ่งก็เพื่อชำระความแค้นกับสามจอมโจรอาชา อีกด้านหนึ่งก็เพราะนึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับซากปรักหักพังของสำนักที่ถังอวี้เอ่ยถึง

การที่สามารถทำให้ขุมกำลังใหญ่หลายฝ่ายในทวีปเทียนฮวงมารวมตัวกันที่นี่ได้ ซากปรักหักพังของสำนักแห่งนี้ ย่อมต้องไม่ธรรมดา

แน่นอนว่า ข้อแม้ในการสำรวจซากปรักหักพังของสำนัก คือเขาจะต้องยืนหยัดให้มั่นและมีที่ยืนในเมืองเสวียนเทียนเสียก่อน!

ศึกปะทะสี่จอมโจรอาชาครั้งนี้ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นับตั้งแต่วินาทีที่ซูจื่อโม่สังหารเป้าอวิ๋นเฟิง เขาก็ไม่ได้คิดที่จะประนีประนอมกับสี่จอมโจรอาชาอยู่แล้ว!

สำหรับคนชั่วช้าสามานย์ที่เสพติดการฆ่าฟันเช่นนี้ ซูจื่อโม่ไม่มีวันยอมก้มหัวอดทนอดกลั้นจนขัดต่อหัวใจตนเอง เพียงเพราะคู่ต่อสู้แข็งแกร่งกว่า

เมื่อในใจมีความไม่เป็นธรรม ก็จงกวาดล้างความไม่เป็นธรรมนั้นให้สิ้น สร้างตำนานอันเกรียงไกร ชำระแค้นให้สมใจ!

ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด ก็แค่ความลับเรื่องการฝึกฝนวิถีอสูรถูกเปิดเผย อย่างมากก็แค่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินให้มันรู้แล้วรู้รอดไป!

สองสามวันต่อมา ซูจื่อโม่นั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่มุมถนนแห่งหนึ่ง นั่งตากฟ้าตากฝน จิตใจไร้ความคิดฟุ้งซ่าน เสมือนพระเถระเข้าฌาน บำเพ็ญเพียรอยู่อย่างเงียบงัน

ในวันที่สาม เส้นชีพจรวิญญาณสายที่ห้าในร่างกายของซูจื่อโม่ก็ปรากฏขึ้น ก่อตัวเป็นรูปร่างอย่างสมบูรณ์และมั่นคง มีพลังวิญญาณไหลเวียนพลุ่งพล่านอยู่ภายใน อานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาล

การทะลวงด่านของซูจื่อโม่ ไม่ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาใหญ่โตอะไรในเมืองเสวียนเทียน

เพราะในสายตาของผู้ฝึกตนจำนวนมาก ไม่ว่าซูจื่อโม่จะเป็นผู้สร้างฐานสี่เส้นชีพจร หรือห้าเส้นชีพจร ก็ไม่ได้แตกต่างกัน แม้กระทั่งเป็นผู้สร้างฐานหกเส้นชีพจร ก็มีผลต่อบทสรุปไม่มากนัก

สำหรับผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ พวกเขาเพียงแค่รอชมเรื่องสนุก

ผู้คนอยากจะรู้ว่า ด้วยนิสัยและวิธีการของสามจอมโจรอาชา จะทรมานซูจื่อโม่ด้วยวิธีใด และจะมีผู้ฝึกตนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องพลอยติดร่างแห กลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยไปอีกกี่มากน้อย!

เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป หมายความว่าวันที่สามจอมโจรอาชาจะกลับมาก็ยิ่งใกล้เข้ามาทุกที บรรยากาศในเมืองเสวียนเทียนก็ยิ่งกดดันหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้ เมฆดำทะมึนปกคลุมเมือง เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้อง ท้องนภาทั้งผืนราวกับถูกสาดด้วยน้ำหมึกสีเข้ม เมฆทมิฬแปรปรวน ม้วนตัวถาโถม ในอากาศอบอวลไปด้วยความชื้น พายุฝนลูกใหญ่กำลังจะมา!

ทางทิศตะวันออกของเมืองเสวียนเทียน ในคฤหาสน์หลังหนึ่งที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ บุรุษรูปงามสวมชุดหรูหรายืนไพล่มืออยู่ที่หน้าประตู เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองดูเมฆดำบนท้องฟ้า ดวงตาใสกระจ่างดุจแก้วผลึก

ผู้ฝึกตนคนหนึ่งเหาะเหินมาจากภายนอก ที่เอวห้อยป้ายสำนัก ลักษณะเหมือนกับป้ายที่เอวของบุรุษชุดหรูหราทุกประการ

หากสังเกตให้ดี จะเห็นตัวอักษรสองตัวลางๆ หลิวหลี (แก้วผลึก)

"คารวะศิษย์พี่เผย"

ศิษย์วังแก้วผลึกผู้นี้เดินมาหยุดตรงหน้าบุรุษชุดหรูหรา โค้งกายเล็กน้อย ทำความเคารพแล้วกล่าวว่า

"มีข่าวส่งมาว่า สามจอมโจรอาชากลับเข้าเมืองแล้ว!"

"อืม"

บุรุษชุดหรูหราขานรับคำหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉย ยังคงเงยหน้ามองท้องฟ้า

คนผู้นั้นกล่าวต่อว่า "ได้ยินว่าสำนักตานหยางมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ คุณชายถังอวี้เป็นผู้นำเหล่าผู้ฝึกตนสำนักตานหยาง มุ่งหน้าไปยังบริเวณเรือนพักแห่งนั้น ไม่ทราบว่ามีจุดประสงค์ใด"

"หึ..." บุรุษชุดหรูหรายื่นฝ่ามือออกมา ก้มลงมองนิ้วมือเรียวขาวผ่องดุจหยกของตนเอง

แววตาฉายแววเย้ยหยัน กล่าวเรียบๆ ว่า

"สี่จอมโจรอาชา หมาป่า สุนัขจิ้งจอก เสือ เสือดาว ไอ้เสือดาวตัวนั้นตายไปแล้ว เดรัจฉานอีกสามตัวที่เหลือต้องคลั่งแน่! เวลานี้ใครเข้าไปตอแยพวกมัน ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว"

"เป้าหมายของพวกเราคือซากปรักหักพังสำนักตานฉือ ไม่มีความจำเป็นต้องไปสิ้นเปลืองพลังกับเรื่องพวกนี้

ส่วนเจ้าคนแซ่ซูอะไรนั่น... ก็แค่ตั๊กแตนขวางรถศึก ไม่รู้จักเจียมตัว"

ทางทิศตะวันตกของเมืองเสวียนเทียน

ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง ผู้ฝึกตนสวมชุดคลุมสีดำนั่งวางก้ามใหญ่อยู่ตรงกลาง บนตักวางพาดด้วยหอกกระดูกเล่มหนึ่ง แม้จะหลับตาแน่น แต่หว่างคิ้วกลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหาร

"เรียนจอมมารน้อย สามจอมโจรอาชากลับเข้าเมืองแล้ว!"

"รู้แล้ว"

ผู้ฝึกตนชุดดำไม่ลืมตา ตอบกลับส่งๆ ไปคำหนึ่ง

แทบจะในเวลาเดียวกัน สำนักหุ่นเชิด สำนักเชียนเฮ่อ... ขุมกำลังต่างๆ ในเมืองเสวียนเทียน ต่างได้รับข่าวนี้ สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องไปยังถนนยาวสายนั้น

ผ่านไปไม่นาน ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมา บนท้องนภา สายฟ้าแลบแปลบปลาบ สว่างไสวดุจทะเลเพลิง ราวกับจะกลืนกินเมืองโบราณแห่งนี้ให้จมหาย!

ฝนตกหนักและรุนแรงมาก เพียงชั่วพริบตาเดียว ชุดคลุมสีเขียวบนร่างของซูจื่อโม่ก็เปียกชุ่มไปทั้งตัว

ถึงกระนั้น เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม แผ่นหลังเหยียดตรง สองตาปิดสนิท ดูเหมือนจะไม่รู้สึกรู้สาใดๆ สีหน้าสงบนิ่ง

ไม่ไกลนัก ถังอวี้มองร่างสีเขียวที่มุมถนน สายตาพร่ามัว ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยๆ คืนสติ หันไปถามว่า

"ลุงเหลียง ท่านว่าเขาจะทนได้เกินหนึ่งก้านธูปหรือไม่?"

"ยาก" ลุงเหลียงส่ายหน้า

"ไม่ต้องพูดถึงฝีมือของสามจอมโจรอาชา ลำพังแค่พวกจอมโจรเดนตายกว่าพันคนภายใต้บังคับบัญชา ก็เพียงพอที่จะบดขยี้คนผู้นี้จนไม่เหลือซากกระดูก"

"พี่ชายข้าต้องทำได้แน่!"

ข้างกายถังอวี้ ซูเสี่ยวหนิงกำหมัดแน่น น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง

ข้างกายเสี่ยวหนิง เย่หลิงหมอบนิ่งอยู่อย่างเงียบเชียบ คอยปกป้องเสี่ยวหนิงอยู่อย่างเงียบๆ

บนถนนยาว ฝนยิ่งตกหนัก ลมยิ่งพัดแรง

ท่ามกลางลมฝนนี้ มีเสียงกีบม้าดังแว่วมา ลางเลือนในตอนแรก แต่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในภายหลัง!

ค่อยๆ ดังขึ้น... ดังขึ้น... เสียงกีบม้าดุจเสียงฟ้าร้อง!

แม้แต่ลมฝนก็ไม่อาจกลบกลิ่นอายสังหารที่ถาโถมมาจากสุดปลายถนนได้!

ร่างเงาสามร่างปรากฏขึ้นลางๆ ท่ามกลางม่านฝนอันเลือนราง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นั่นคือสามจอมโจรอาชา!

เผ่าพันธุ์ที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณใต้ร่างของทั้งสาม ส่งเสียงหอบหายใจหนักหน่วง นัยน์ตาแดงฉาน แผ่กลิ่นอายดุร้าย จ้องเขม็งไปที่มุมถนน

ตามหลังคนทั้งสามมาติดๆ คือกองทัพม้าเหล็กอันหนาแน่นมืดฟ้ามัวดิน ที่กำลังส่งเสียงคำรามกึกก้องตรงเข้ามา!

มองปราดเดียว มีจำนวนถึงกว่าพันคน!

จอมโจรเดนตายกว่าพันคน บวกกับผู้สร้างฐานเจ็ดเส้นชีพจร ขุมกำลังเช่นนี้อย่าว่าแต่ในเมืองเสวียนเทียน ต่อให้ในสนามรบโบราณก็ไม่อาจดูแคลนได้!

อันที่จริง ขุมกำลังระดับแนวหน้าอย่างวังแก้วผลึกและสำนักตี้ซา มีความแข็งแกร่งโดยรวมเหนือกว่าสี่จอมโจรอาชา

แต่ในยามนี้ ขุมกำลังใหญ่หลายฝ่ายมารวมตัวกันที่เมืองเสวียนเทียน ต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกัน ล้วนมีเป้าหมายอยู่ที่ซากปรักหักพังสำนักตานฉือที่กำลังจะเปิดออก

ไม่มีใครอยากไปตอแยสี่จอมโจรอาชา เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียของฝ่ายตน ซึ่งจะทำให้ตกเป็นรองในการแย่งชิงซากปรักหักพังสำนักตานฉือ

ที่มุมถนน เสื้อผ้าของซูจื่อโม่เปียกโชกไปนานแล้ว ผมดกดำเปียกลู่ติดกัน ดูเหมือนลูกหมาตกน้ำ สภาพดูน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก

หนึ่งร้อยจั้ง...

ห้าสิบจั้ง...

ระยะห่างของสามจอมโจรอาชายิ่งใกล้เข้ามา ซูจื่อโม่ถึงขั้นได้กลิ่นเหม็นคาวที่โชยออกมาจากปากของสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์โบราณใต้ร่างของคนทั้งสาม

ทว่า ซูจื่อโม่ยังคงไม่ขยับ

จนกระทั่งสามจอมโจรอาชาเข้าสู่ระยะสามสิบจั้ง ซูจื่อโม่พลันลืมตาขึ้น ในมือปรากฏธนูขนาดใหญ่สีนวลจันทร์ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ!

ง้างธนู พาดศร

คันธนูโค้งดั่งจันทร์เพ็ญ ลูกธนูดุจดาวตก

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

เสียงลูกธนูแหวกอากาศดังถี่ยิบจนแทบจะเชื่อมต่อเป็นเส้นเดียวกัน

ธนูคันนี้คือ ธนูบังจันทร์ อุปกรณ์วิเศษระดับกึ่งก่อนนภา!

ยามที่ลวดลายวิเศษห้าสายบนคันธนูใหญ่ในมือซูจื่อโม่ส่องสว่างขึ้น ในใจของหลางทาก็เกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาวูบหนึ่ง

วินาทีถัดมา ประกายแสงหนาวเหน็บจุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มาถึงในชั่วพริบตา!

ธนูดอกนี้รวดเร็วเกินไป หากเป็นผู้สร้างฐานหกเส้นชีพจรทั่วไป ต้องตายสถานเดียว!

แต่การผ่านความเป็นความตายในป่าดงดิบมานับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองของหลางทารวดเร็วกว่าผู้ฝึกตนทั่วไป

ในชั่วพริบตา หลางทาเอียงหน้าหลบเล็กน้อย

แสงหนาวเหน็บสายหนึ่งเฉียดผ่านแก้ม พาสายเลือดสาดกระเซ็น อันตรายอย่างยิ่งยวด!

หลบพ้นแล้ว!

แต่หลางทายังไม่ทันได้ถอนหายใจ หางตากระตุกถี่รัว กลับเห็นจุดแสงหนาวเหน็บอีกจุดพุ่งทะยานเข้ามา มุ่งตรงสู่หว่างคิ้ว!

ธนูดอกที่สองมาถึงแล้ว ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งตัวเลย

ศรต่อเนื่อง!

หลางทารู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ ขนลุกชันไปทั้งตัว

ดอกแรก เขาหลบพ้นมาได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว แต่ธนูดอกที่สองนี้ ไม่มีทางหลบพ้นได้เลย

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 370 พายุฝนโหมกระหน่ำ

คัดลอกลิงก์แล้ว