- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 369 แยกย้ายกันไป
บทที่ 369 แยกย้ายกันไป
บทที่ 369 แยกย้ายกันไป
เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้ของถังอวี้ และแก้มแดงระเรื่อบนใบหน้าของคุณชายโฉมงาม พวกจี้เฉิงเทียนก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที
ถังอวี้เดิมทีเพียงแค่นึกสนุก อยากจะ 'หยอกเย้า' เสี่ยวหนิงเล่นสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าจะถูกซูจื่อโม่รู้ทันเข้า
ทุกคนต่างกลั้นยิ้ม สายตาจับจ้องไปที่ถังอวี้และซูจื่อโม่สลับกันไปมา
ถังอวี้แม้จะแต่งกายเป็นบุรุษ แต่แท้จริงแล้วนางเป็นสตรี หน้าบาง เมื่อถูกสายตาล้อเลียนของทุกคนจับจ้อง จะทนไหวได้อย่างไร จึงเชิดหน้าขึ้นแล้วสะบัดก้นหันหลังเดินจากไปอย่างแง่งอน
เสี่ยวหนิงมองแผ่นหลังของถังอวี้ที่เดินจากไป สายตาเหม่อลอย ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่คืนสติ
"เสี่ยวหนิง อย่าคิดมากเลย" ซูจื่อโม่กระแอมเบาๆ ตบไหล่เสี่ยวหนิง
เสี่ยวหนิงหันกลับมามองซูจื่อโม่ คิ้วเรียวขมวดมุ่น ยังคงไม่อยากเชื่ออยู่บ้าง ถามว่า
"คุณชายถังเขา... นางเป็นผู้หญิงจริงๆ หรือ?"
ซูจื่อโม่พยักหน้า
"เฮ้อ"
เสี่ยวหนิงถอนหายใจเบาๆ แววตาไม่อาจปิดบังความผิดหวังได้
ซูจื่อโม่แอบยิ้มขื่นในใจ เสี่ยวหนิงอยู่ในวัยแรกแย้ม เป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีความรัก คิดไม่ถึงว่าคนที่นางใจเต้นให้ กลับกลายเป็นสตรีไปเสียได้
ยังดีที่ทั้งสองเพิ่งได้พบกันไม่นาน เมื่อความจริงเปิดเผย ก็คงไม่มีอะไรมาก
ผ่านไปไม่นาน เสี่ยวหนิงฟื้นสติกลับมา นางเดินมายืนตรงหน้าซูจื่อโม่ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเคร่งขรึมว่า
"พี่รอง ข้าอยากจะเข้าสำนักตานหยาง"
"ทำไมล่ะ?" แม้ในใจซูจื่อโม่จะพอคาดเดาเหตุผลได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังเอ่ยปากถาม
เสี่ยวหนิงกล่าวว่า "หากในทวีปเทียนฮวงนี้ มีสถานที่ใดที่มีตำรับยาเพิ่มอายุขัย สถานที่นั้นจะต้องเป็นสำนักตานหยางอย่างแน่นอน ข้าอยากไปลองดู!"
เป็นอย่างที่ซูจื่อโม่คาดไว้จริงๆ
อันที่จริง แรงผลักดันและเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้เสี่ยวหนิงกลายเป็นนักปรุงยา ก็เพื่อเรียนรู้และปรุงโอสถที่สามารถเพิ่มอายุขัยได้
พี่ใหญ่ของพวกเขา ซูหงเป็นเพียงผู้คนธรรมดา ไม่สามารถฝึกวิชาได้ อายุขัยไม่เกินร้อยปี
เสี่ยวหนิงต้องการให้พี่ใหญ่มีอายุขัยเพิ่มขึ้น มีชีวิตอยู่ต่อไปให้นานที่สุด จึงได้เลือกเดินบนเส้นทางของนักปรุงยา
แต่ในโลกแห่งการฝึกเซียน โอสถที่หายากที่สุดประเภทหนึ่ง ก็คือโอสถเพิ่มอายุขัย
อย่าว่าแต่ในสำนักชิงซวงเลย ทั่วทั้งอาณาเขตราชวงศ์โจวก็ไม่เคยปรากฏโอสถประเภทนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตำรับยาเลย
โอกาสดีเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง เสี่ยวหนิงไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป!
ความจริงแล้ว ในใจของซูจื่อโม่เองก็หวังอยากให้เสี่ยวหนิงเข้าร่วมสำนักตานหยาง
ประการแรก เขามีความแค้นฝังลึกกับตำหนักอีกาโลหิต รอจนเขากลับไปถึงสำนัก คงต้องเผชิญกับมหันตภัยความเป็นความตายครั้งใหญ่
การที่เสี่ยวหนิงเข้าสำนักตานหยาง จะช่วยให้นางหลบเลี่ยงภัยพิบัติครั้งนี้ได้พอดี
ประการที่สอง สำนักตานหยางเป็นหนึ่งในสี่สำนักวิถีรอง มีรากฐานมั่นคงแข็งแกร่ง พลังอำนาจไม่ด้อยเลยแม้แต่น้อย ไกลเกินกว่าที่สำนักชิงซวงจะเทียบเคียงได้ อีกทั้งยังเหมาะสมกับเส้นทางการฝึกธรรมของเสี่ยวหนิงด้วย
"ตกลง ถึงเวลานั้นข้าจะให้เย่หลิงตามเจ้าไปด้วย"
อย่างไรเสียซูจื่อโม่ก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับสำนักตานหยางไม่มากนัก การมีเย่หลิงคอยอยู่เคียงข้างเสี่ยวหนิงเท่านั้น ถึงจะทำให้เขาวางใจได้บ้าง
ซูจื่อโม่หันกลับไปมองพวกจี้เฉิงเทียน ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสียงขรึมว่า "ข้าจะรั้งอยู่ที่เมืองเสวียนเทียนชั่วคราว พวกท่านรักษาอาการบาดเจ็บ พักผ่อนสักหน่อย แล้วรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"
เจ้าอ้วนน้อยขมวดคิ้ว ตะโกนเสียงดังว่า "ลูกพี่ จะไปก็ไปพร้อมกัน จะอยู่ก็อยู่พร้อมกัน!"
"ถูกต้อง" จี้เฉิงเทียนก็พยักหน้าเห็นด้วย
ซูจื่อโม่โบกมือกล่าวว่า "เป้าหมายของสามจอมโจรอาชาคือข้า หากข้าไปพร้อมกับพวกท่าน เกรงว่าคงไม่มีใครรอดไปได้ ข้ามีฝีมือพอจะเอาตัวรอดได้ แต่หากพวกท่านยังรั้งอยู่ในเมือง ก็มีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ อย่าใช้อารมณ์ตัดสินปัญหาเลย"
พวกจี้เฉิงเทียนเงียบลง พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่ซูจื่อโม่พูดคือความจริง
ในกลุ่มสามจอมโจรอาชามีผู้สร้างฐานเจ็ดเส้นชีพจร และภายใต้บังคับบัญชายังมีจอมโจรเดนตายระดับผู้สร้างฐานหกเส้นชีพจรอยู่อีกหลายร้อยคน
ด้วยฝีมือของพวกจี้เฉิงเทียน ต่อให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ก็ไม่อาจเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของจอมโจรเดนตายหลายร้อยคนได้
ยามนี้ ความช่วยเหลือที่พวกเขาจะมีให้ซูจื่อโม่นั้นน้อยนิดจนแทบมองไม่เห็น มิหนำซ้ำยังอาจกลายเป็นตัวถ่วงเสียอีก การแยกตัวจากซูจื่อโม่และออกจากเมืองเสวียนเทียน อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา
......
อันที่จริง ในการเผชิญหน้ากับผู้สร้างฐานเจ็ดเส้นชีพจร ซูจื่อโม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะเลยเสียทีเดียว
เพียงแค่เขาระเบิดพลังเลือดเนื้อ อาศัยแรงหนุนจากไออสูร พลังภายในร่างกายจะพุ่งทะยานขึ้นอีกระดับ ย่อมสามารถต่อกรกับผู้สร้างฐานเจ็ดเส้นชีพจรได้อย่างแน่นอน!
แต่หากทำเช่นนั้น เขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายของทุกคน ชักนำศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ามา หรืออาจถึงขั้นถูกผู้ฝึกตนทั้งเมืองเสวียนเทียนรุมล้อมโจมตี!
แต่หากซ่อนเร้นไออสูรเอาไว้ เพียงแค่โคจรพลังสายเลือด อาศัยดาบเซวี่ยชุ่ย ในด้านพละกำลัง ซูจื่อโม่เกรงว่าอย่างมากที่สุดก็ทำได้แค่เสมอกับผู้สร้างฐานเจ็ดเส้นชีพจร
หากคิดจะเอาชนะ หรือถึงขั้นสังหารผู้สร้างฐานเจ็ดเส้นชีพจรนั้น ยากเย็นดุจปีนป่ายสู่สวรรค์
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะสามารถทะลวงจุดปราณปาก จุดปราณตา ทะลวงจุดปราณทั้งเจ็ดได้ในเวลาอันสั้น บรรลุบททะลวงจุดปราณขั้นต้น
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปได้
หมายความว่า โอกาสเดียวของซูจื่อโม่ คือการยืนหยัดต้านทานการโจมตีของสามจอมโจรอาชาให้ได้เกินหนึ่งก้านธูป เพื่อรอความช่วยเหลือจากสำนักตานหยาง!
"หนึ่งก้านธูป..."
ซูจื่อโม่พึมพำเบาๆ แววตาฉายประกายหนาวเหน็บ แล้วเริ่มลงมือฝึกวิชา
รุ่งเช้าวันถัดมา ถังอวี้ไม่ได้ปรากฏตัว แต่มีศิษย์สำนักตานหยางผู้หนึ่งมาสอบถามการตัดสินใจของซูจื่อโม่
"ข้าจะอยู่ต่อ" ซูจื่อโม่กล่าวสั้นๆ จากนั้นหันไปมองซูเสี่ยวหนิง แล้วกล่าวอีกว่า
"เสี่ยวหนิงจะกลับไปกับท่าน ฝากบอกคุณชายถังด้วย หวังว่าเขาจะช่วยดูแลเสี่ยวหนิงเป็นอย่างดี"
ศิษย์สำนักตานหยางผู้นั้นยิ้มบางๆ กล่าวว่า "คุณชายคาดการณ์ไว้แล้ว จึงฝากข้ามาบอกท่านล่วงหน้าว่า เขาจะปกป้องเสี่ยวหนิงให้ปลอดภัยแน่นอน โปรดวางใจเถิด"
"อีกอย่าง นี่คือยาเม็ดฟื้นพลังที่ศิษย์พี่ฝากมาให้พวกท่าน บางทีอาจจะได้ใช้ประโยชน์"
ก่อนจากไป ศิษย์สำนักตานหยางโยนถุงเก็บสมบัติใบหนึ่งให้ซูจื่อโม่ ภายในบรรจุขวดหยกไว้จำนวนไม่น้อย ล้วนเป็นยารักษาอาการบาดเจ็บประเภทต่างๆ
ซูจื่อโม่กวาดตามองคร่าวๆ ไม่พบยาเม็ดวิเศษระดับสมบูรณ์แบบ จึงมอบยาเหล่านี้ให้พวกจี้เฉิงเทียนทั้งหมด
โดยมีเย่หลิงคอยติดตามคุ้มกัน เสี่ยวหนิงจึงจากไปพร้อมกับศิษย์สำนักตานหยางผู้นั้น
ซูจื่อโม่ยังคงฝึกฝนต่อไป
ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ เส้นชีพจรวิญญาณสายที่ห้าในร่างกายของเขาก็เริ่มปรากฏลางๆ มีโอกาสที่จะทะลวงผ่านได้ในสองสามวันนี้!
ด้วยอานุภาพของยาเม็ดฟื้นพลังที่ถังอวี้มอบให้ อาการบาดเจ็บภายในกายของพวกจี้เฉิงเทียนฟื้นตัวรวดเร็วมาก ผ่านไปอีกหนึ่งวัน อาการบาดเจ็บของทุกคนก็หายดีเป็นปลิดทิ้ง
เช้าวันนี้ ซูจื่อโม่กล่าวเสียงขรึมว่า
"ศิษย์พี่จี้ พวกท่านออกเดินทางวันนี้เลยเถิด สามจอมโจรอาชาอาจกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ ช้าไปอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน ถึงตอนนั้นจะอยากไปก็ไม่ทันการแล้ว"
"ตกลง" จี้เฉิงเทียนไม่ลังเล พยักหน้ารับคำ
เหลิ่งโหรว เจ้าอ้วนน้อย และสือเจียน ต่างลุกขึ้นยืน กล่าวลาซูจื่อโม่
ตลอดทาง ทั้งสามคนต่างเงียบงัน ดูเหมือนต่างคนต่างมีความในใจ
เมื่อเดินพ้นเมืองเสวียนเทียน ยืนอยู่หน้าประตูเมืองทิศใต้ เจ้าอ้วนน้อยก็หยุดเดินกะทันหัน หันกลับมากล่าวว่า "ศิษย์พี่จี้ พี่หญิงเหลิ่งโหรว แล้วก็เจ้าทึ่มเจียน ต่อจากนี้ข้าตั้งใจจะออกผจญภัยในสนามรบโบราณด้วยตัวเอง พวกเราแยกทางกันตรงนี้เถอะ"
"ข้าไม่ได้ทึ่ม" สือเจียนบ่นอุบอิบ
เหลิ่งโหรวพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉย กล่าวว่า "ตกลง"
จี้เฉิงเทียนยิ้มกล่าวว่า "ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน จากกันวันนี้ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก ทุกท่าน... รักษาตัวด้วย"
"รักษาตัวด้วย!"
ทุกคนประสานมือคารวะ จี้เฉิงเทียน เหลิ่งโหรว และเจ้าอ้วนน้อย แยกย้ายไปคนละทิศทาง ขี่กระบี่เหินเวหาจากไป หายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงสือเจียนที่ยังยืนอยู่ที่เดิม
สือเจียนเกาหัวแกรกๆ ตัดสินใจเลือกทิศทางมั่วๆ สักทิศหนึ่ง แล้วก้าวยาวๆ มุ่งหน้าออกไป
-สองสิงห์:ผู้แปล-