- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 359 เมืองเสวียนเทียน
บทที่ 359 เมืองเสวียนเทียน
บทที่ 359 เมืองเสวียนเทียน
จีเหยาเสวี่ย จากไปได้ไม่นาน ซูจื่อโม่ กำลังซ่อมแซมค่ายกล อยู่บริเวณใกล้กับถ้ำพำนัก เย่หลิง คุ้มกันเสี่ยวหนิง เดินเข้ามา
“มีอันใดรึ?”
ซูจื่อโม่ เห็นเสี่ยวหนิง มีท่าทีลังเล ราวกับมีเรื่องในใจ จึงเอ่ยปากถามขึ้น
ซูเสี่ยวหนิง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเตาปรุงยา ที่เก่าแก่และงดงามเตาหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ พลางขมวดคิ้วกล่าวว่า
“พี่รอง มิทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด หลังจากเข้ามาในสนามรบโบราณ แล้ว เตาปรุงยา เตา่นี้ก็ร้อนขึ้นตลอดเวลา”
ซูจื่อโม่ รับเตาปรุงยา มาถือไว้ พลางสัมผัสดู
เป็นดังคาด เตาปรุงยา นี้แผ่ไออุ่นออกมาจางๆ แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนมากนัก
เตาปรุงยา เตานี้ คือต้นเหตุแห่งความบาดหมางระหว่างพี่น้องซูจื่อโม่กับสำนักเพลิงแท้ ที่เมืองหลวงแห่งราชวงศ์โจว นั่นเอง
นับตั้งแต่ที่เสี่ยวหนิง ได้เตาปรุงยา นี้มา ตราบใดที่พกมันไว้กับตัว พลังสมาธิ ของนาง ก็จะรวมศูนย์ได้ง่ายขึ้น สภาวะในการปรุงยาจะเข้าสู่จุดสูงสุด!
ในตอนนั้น ซูจื่อโม่ ก็รู้สึกได้แล้วว่าเตาปรุงยา เตานี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา
ดูท่าแล้วในตอนนี้ เตาปรุงยา เตานี้มีความเกี่ยวข้องกับสนามรบโบราณ เป็นแน่!
ซูจื่อโม่ คืนเตาปรุงยา ให้เสี่ยวหนิง พลางถามว่า “นอกเหนือจากอาการร้อนขึ้นแล้ว ยังมีความรู้สึกผิดปกติอื่นใดอีกหรือไม่?”
“ความรู้สึกผิดปกติ...” ซูเสี่ยวหนิง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
“หลายวันนี้ข้านอนหลับไม่ค่อยสนิทนัก ราวกับว่าสัมผัสได้ถึงเสียงเรียกหาอันแปลกประหลาดอยู่ตลอดเวลา มันทั้งคล้ายจะมีและคล้ายจะไม่มี เช่นนี้นับด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”
ในใจของซูจื่อโม่ พลันสั่นไหว เขา ถามต่อว่า
“สามารถสัมผัสถึงทิศทางของเสียงเรียกหานั่นได้หรือไม่?”
“ทางนั้นเจ้าค่ะ!”
ซูเสี่ยวหนิง ชี้ไปยังทิศใต้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่
ซูจื่อโม่ พยักหน้า ในใจของเขา ก็มีแผนการแล้ว
ในเมื่อเขา ตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าไปสำรวจในส่วนลึกของสนามรบโบราณ สู้มุ่งหน้าไปตามทิศทางที่เสี่ยวหนิง ชี้ไปเลยย่อมจะดีกว่า เผื่อว่าจะสามารถไขความลับของเตาปรุงยา อันเก่าแก่ล้ำค่าเตานี้ได้
สิบกว่าวันต่อมา หลังจากที่ซูจื่อโม่ ซ่อมแซมค่ายกล ภายนอกถ้ำพำนัก จนเสร็จสิ้น เขา ก็เข้าไปอยู่ตามลำพังในห้องหินห้องสุดท้ายอยู่หลายวัน ก่อนจะเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่ของถ้ำพำนัก
“ข้า ตั้งใจว่าจะออกจากสถานที่แห่งนี้ เพื่อมุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนลึกของสนามรบโบราณ”
ซูจื่อโม่ กล่าวจบ เขา ก็เหลือบมองไปยังจวินฮ่าว อย่างไม่ตั้งใจ ทว่าอีกฝ่ายกลับมีใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
มิอาจมองออกได้ว่ายินดีหรือโกรธเคือง
เรื่องนี้จีเหยาเสวี่ย และซูเสี่ยวหนิง ทราบอยู่ก่อนแล้ว ย่อมไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่คนอื่นๆ กลับมีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป
ซืออวี้ถัง เป็นคนแรกที่กระโดดออกมาคัดค้าน
“ข้า ไม่ไปแน่! ก่อนที่จะเข้ามาในสนามรบโบราณ เหล่าผู้อาวุโส ต่างก็กำชับนักกำชับหนา ว่าห้ามมิให้พวกเราเข้าไปในส่วนลึกของสมรภูมิ เจ้าอยากจะไปตาย ข้า ก็ไม่ขอร่วมทางด้วยหรอก”
“คุณชายโม่ ชัยภูมิของที่นี่ก็สูงชันสูงชันอันตราย ทั้งยังมีค่ายกล คุ้มครอง พวกเราก็ได้รับยาเม็ดเปิดเส้นชีพจร มาแล้ว เพียงแค่เก็บตัวฝึกฝนอยู่ที่นี่ก็นับว่าดีแล้ว ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเสี่ยงภัยเข้าไปในส่วนลึกของสนามรบโบราณ เลย”
องครักษ์แห่งราชวงศ์โจว คนหนึ่งขมวดคิ้วแน่น พลางส่ายหน้าปฏิเสธ
“สหายจื่อโม่มีพลังฝีมือที่แข็งแกร่ง ต่อให้เข้าไปในส่วนลึกของสนามรบโบราณ ก็ย่อมมีพลังพอที่จะป้องกันตัว”
จวินฮ่าว ก้าวออกมา ถอนหายใจอย่างแฝงความเสียดายเล็กน้อย
“น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ข้า มีพลังฝีมือที่จำกัด มิอาจออกไปผจญภัยเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหายจื่อโม่ได้”
ซูจื่อโม่ เหลือบมองจวินฮ่าว ด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม เขา ไม่ได้กล่าววาจาใด เพียงแต่หันไปมองผู้ฝึกเทพยุทธ์ คนอื่นๆ
จี้เฉิงเทียน กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“จื่อโม่ ข้า จะไปกับเจ้า!”
“พี่ใหญ่ ข้า ก็ไปด้วย”
เจ้าอ้วนน้อย รีบก้าวออกมายืน
เหลิ่งโหรว ก็พยักหน้าให้ซูจื่อโม่ เช่นกัน
สือเจียน เกาหัวตัวเองแกรกๆ พลางหัวเราะอย่างซื่อๆ
“ข้า ก็ขอตามพวกท่านไปด้วยแล้วกัน”
องครักษ์แห่งราชวงศ์โจว อีกคนขมวดคิ้วมุ่น กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ทุกท่าน พวกท่านต้องคิดให้ดี”
“ส่วนลึกของสนามรบโบราณ นั้น อันตรายกว่าพื้นที่ชายขอบอยู่มาก ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยจิตสังหาร โอกาสรอดตายมีเพียงหนึ่งในสิบ! หากจะเข้าไปในส่วนลึกของสนามรบโบราณ ผู้สร้างฐานหกเส้นชีพจร นั้น นับเป็นเพียงระดับการฝึกตนขั้นต่ำที่สุดเท่านั้น!”
“ใช่แล้ว หากไปพบเจอกับเหล่าผู้สืบทอดของกองกำลังชั้นนำเข้า เพียงคนเดียวก็อาจจะสังหารพวกท่านจนหมดสิ้นได้! ตลอดหลายพันปีมานี้ ผู้ฝึกเทพยุทธ์ ที่กล้าล่วงล้ำเข้าไปในส่วนลึกของสนามรบโบราณ ไม่มีผู้ใดได้กลับออกมาอย่างมีชีวิตเลย!” องครักษ์อีกคนกล่าวเสริม
ซูจื่อโม่ ประสานหมัดคารวะ “ข้า ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ขอบคุณสหายเต๋า ทั้งสองที่ช่วยตักเตือน”
อันที่จริงแล้ว เหล่าศิษย์จากยอดเขาไร้ตัวตน ต่างก็ทราบดีว่า ยิ่งเข้าไปในส่วนลึกของสนามรบโบราณ ก็ยิ่งอันตราย แต่ทว่า ภยันตรายและโชคชะตา ย่อมอยู่คู่กันเสมอ!
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับจี้เฉิงเทียน และคนอื่นๆ แล้ว ยังมีเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีก
ในการเข้าสู่สนามรบโบราณ ท่านหัวหน้า ทั้งสอง คือเสวียนอี้ และหลิ่วฮุ่ย ต่างก็ได้บอกใบ้แก่พวกเขาแล้วว่า ให้พยายามค้นหาเส้นทางอื่นในสนามรบโบราณ เพื่อที่จะออกจากราชวงศ์โจว และออกจากภาคเหนือแห่งทวีปเทียนฮวง ให้ได้!
ในไม่ช้า จี้เฉิงเทียน เหลิ่งโหรว เจ้าอ้วนน้อย เสี่ยวหนิง และสือเจียน ทั้งห้าคน พร้อมกับเย่หลิง ก็มายืนอยู่ด้านหลังของซูจื่อโม่ จากกลุ่มคนสิบเอ็ดคน ตอนนี้จึงเหลือเพียงจีเหยาเสวี่ย องครักษ์แห่งราชวงศ์โจว อีกสองคน จวินฮ่าว และซืออวี้ถัง เท่านั้น
“ค่ายกล ด้านนอกข้า ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ห้องหินที่นี่มีเพียงพอ พวกท่านก็แยกย้ายกันไปฝึกฝนเถิด”
ซูจื่อโม่ มองจีเหยาเสวี่ย อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะพาเสี่ยวหนิง และคนอื่นๆ หันหลังเดินจากไป
หลังจากที่ส่งซูจื่อโม่ และคนอื่นๆ จากไป อารมณ์ของจีเหยาเสวี่ย ก็ดูห่อเหี่ยวอยู่บ้าง นาง กล่าวเบาๆ ว่า
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้า จะเก็บตัวฝึกฝน ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในห้องฝึกตนของข้า”
กล่าวจบ จีเหยาเสวี่ย ก็เดินไปยังห้องหินที่อยู่สุดปลายทางเดินสายที่ห้า
ที่นี่มีห้องหินอยู่ห้าห้อง ซืออวี้ถัง ยักไหล่ ก่อนจะเลือกห้องหนึ่งเข้าไปอย่างสุ่มๆ และเริ่มต้นการฝึกฝนอันยาวนานของตนเองเช่นกัน
จวินฮ่าว มองแผ่นหลังของจีเหยาเสวี่ย ที่เดินจากไป ในส่วนลึกของดวงตาพลันฉายประกายอันเย็นเยียบวาบหนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
...
หลังจากออกจากสถานที่แห่งนั้น ซูจื่อโม่ ก็นำแผนที่ออกมาเปรียบเทียบ ก่อนจะพาทุกคนมุ่งหน้าลงใต้
ตลอดการเดินทางมุ่งลงใต้ แม้จะมีเรื่องตื่นตระหนกบ้าง แต่เพราะมีซูจื่อโม่ และเย่หลิง อยู่ จึงนับว่าปลอดภัยไร้ภยันตราย
แต่ทว่า ยิ่งพวกเขาเดินทางลึกเข้าไปในสนามรบโบราณ มากเท่าใด แม้แต่ซูจื่อโม่ เองก็เริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
อสูรร้ายที่พวกเขาพานพบตลอดเส้นทางนั้น แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังเคยถูกผู้ฝึกเทพยุทธ์ คนอื่นๆ ซุ่มโจมตีอยู่หลายครั้ง นอกจากซูจื่อโม่ แล้ว เกือบทุกคนล้วนได้รับบาดเจ็บ
แม้ว่าจะเป็นระดับการฝึกตนเดียวกัน แต่ผู้สร้างฐานหกเส้นชีพจร ที่พบในส่วนลึกของสนามรบโบราณ นั้น กลับมีพลังฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกเทพยุทธ์ ในพื้นที่ชายขอบอยู่มาก
แม้แต่จี้เฉิงเทียน ผู้ครอบครองสามสุดยอดวิชาลับ ของยอดเขาไร้ตัวตน ก็ยังเคยถูกกดดันในการต่อสู้แบบตัวต่อตัวมาแล้ว
และความกดดันของซูจื่อโม่ ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ในยามที่ยังอยู่ในพื้นที่ชายขอบของสนามรบโบราณ เขา ยังสามารถรับประกันความปลอดภัยของคนทั้งหกได้
แต่ในบัดนี้ อย่างมากที่สุดเขา ก็สามารถคุ้มครองได้เพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น!
ตลอดระยะเวลาสิบวัน ทุกคนเอาแต่เดินทางอย่างต่อเนื่อง แทบจะไม่มีเวลาเหลือสำหรับการฝึกฝนเลย
แม้ว่าระดับการฝึกตนจะยังคงเท่าเดิม แต่หลังจากที่ได้ผ่านการต่อสู้อันดุเดือด ตลอดสิบวันนี้ เฉียดตายมาแล้วหลายครั้ง พลังฝีมือของจี้เฉิงเทียน และคนอื่นๆ ก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่การเก็บตัวฝึกฝนจะสามารถมอบให้ได้
สิบวันต่อมา ใกล้ถึงยามพลบค่ำ ที่เส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า พลันปรากฏเมืองโบราณแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ราวกับอสูรร้ายยุคบรรพกาลตัวมหึมาที่กำลังหมอบเฝ้าอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
นี่คือจุดรวมพลที่ถูกทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่ มีนามว่า เมืองเสวียนเทียน
เมืองใดก็ตามที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสนามรบโบราณ ล้วนแล้วแต่เป็นจุดรวมพลที่ใหญ่ที่สุด ภายในนั้นเต็มไปด้วยผู้คนสามศาสนาเก้าสำนัก นอกรีตในลัทธิ ผู้ฝึกเทพยุทธ์ จากกองกำลังและสำนัก ใหญ่ต่างๆ ล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
ทุกคนต่างถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลังจากที่เดินทางติดต่อกันมาถึงสิบวัน จิตใจของทุกคนต่างก็ตึงเครียด นอกจากซูจื่อโม่ ที่ยังคงดูกระฉับกระเฉง ไม่เห็นร่องรอยความเหน็ดเหนื่อยแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็มีบาดแผลตามร่างกาย และล้วนมาถึงขีดจำกัดของตนเองแล้ว
หากยังหาสถานที่พักพิงก่อนที่ฟ้าจะมืดไม่ได้ ค่ำคืนนี้ของพวกเขาก็คงจะผ่านพ้นไปได้อย่างยากลำบากยิ่ง
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมานี้ สายตาที่จี้เฉิงเทียน และคนอื่นๆ ใช้มองซูจื่อโม่ ล้วนเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้และความเลื่อมใสศรัทธาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ชายขอบของสนามรบโบราณ หรือล่วงล้ำเข้ามาในส่วนลึก ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้เลยว่า ขีดจำกัดของซูจื่อโม่ นั้นอยู่ที่ใด
ในร่างที่ดูบอบบางนั้น ราวกับว่ามีพลังเทพ ที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พละกำลังเปี่ยมล้น ความอดทนก็น่าทึ่งอย่างยิ่ง!
พวกเขา ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่า หากไม่มีซูจื่อโม่ พวกเขา ก็คงจะไม่มีโอกาสได้เห็นเมืองเสวียนเทียน และคงจะตายอยู่กลางทางไปนานแล้ว
-สองสิงห์:ผู้แปล-