- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 310 หมื่นสายตาจับจ้อง
บทที่ 310 หมื่นสายตาจับจ้อง
บทที่ 310 หมื่นสายตาจับจ้อง
บนอัฒจันทร์ผู้ชม ทันทีที่เสียงของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวจบลง เหล่าจินตันเจินเหรินจำนวนมากก็เริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ วิพากษ์วิจารณ์ อยากจะค้นพบร่องรอยของคุณชายโม่เป็นคนแรก
มีจินตันเจินเหรินบางคนสังเกตเห็นผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวที่เดินมาจากที่ไกลๆ แต่ก็มิได้ใส่ใจอันใด
อย่างไรเสียก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานอายุยี่สิบกว่าปีผู้หนึ่ง ไม่มีผู้ใดจะไปสนใจอยู่แล้ว
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป บนอัฒจันทร์ผู้ชมกลับยังคงไม่มีผู้ใดลุกขึ้นยืน ในขณะที่ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวผู้นั้นกลับเดินตรงมายังอัฒจันทร์ผู้ชม เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จินตันเจินเหรินจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตเห็นภาพเหตุการณ์นี้
ท่านเฒ่าจางแห่งสำนักชิงซวงเคยพบเห็นโม่หลิงในวังหลวงมาก่อน เมื่อเห็นผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวเดินมา จึงเพียงแค่นเสียงฮึ่มคราหนึ่ง
แต่ในทันใดนั้น สายตาของท่านเฒ่าจางก็พลันจับจ้องแน่นิ่ง ไปยังแผ่นป้ายสำนักที่ห้อยอยู่ข้างเอวของผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวผู้นั้น มิอาจละสายตาไปได้อีก
ท่านเฒ่าจางเคยเห็นรูปลักษณ์ของโม่หลิงจริงๆ ทว่าเขากลับไม่ทราบถึงตัวตนที่แท้จริงของโม่หลิง ยิ่งไม่รู้ว่าโม่หลิงมีความเกี่ยวข้องอันใดกับยอดเขาไร้ตัวตน
ซือหม่าจื้อขมวดคิ้วถาม
“ท่านเฒ่าจาง ท่านมิใช่เคยเห็นโม่หลิงผู้นี้หรอกรึ เขาอยู่ที่ใดกัน?”
“เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไรกัน?”
“เขา... เขาคือ... ยอดเขาไร้ตัวตน...”
ท่านเฒ่าจางทำราวกับไม่ได้ยิน สีหน้าสับสนงุนงง พึมพำกับตนเอง อยู่ในสภาพราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง
พื้นที่ที่สาม ที่นั่งอยู่ล้วนเป็นเหล่าจินตันเจินเหรินจากห้าสำนักใหญ่
คนเหล่านี้สังเกตเห็นความผิดปกติของท่านเฒ่าจางเช่นกัน จึงมองตามสายตาของท่านเฒ่าจางลงไป
เหล่าจินตันเจินเหรินของสำนักชิงซวงและนิกายหนานเยว่ไม่ได้มีปฏิกิริยาอันใด เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจรู้สึกไม่เข้าใจ เหตุใดผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานของยอดเขาไร้ตัวตนผู้นี้จึงเดินมาทางนี้
ทว่าคังหลางเจินเหรินกลับหรี่ตาทั้งสองข้าง ในแววตาปรากฏจิตสังหารวาบผ่านไปชั่วพริบตา!
ซูจื่อโม่!
“เจ้าคิดว่ามียอดเขาไร้ตัวตนคอยคุ้มครอง ข้าก็จะทำอันใดเจ้าไม่ได้แล้วรึ?”
คังหลางเจินเหรินหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา พลางดื่มสุราในจอกจนหมดสิ้น
“อ๊ะ!”
หลิ่วฮุ่ยอุทานเสียงเบา จับจ้องไปยังผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวที่อยู่ไกลออกไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เสวียนอี้ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก ภายใต้ความรู้สึกตื่นเต้นสะท้านใจ เขาพลันลุกพรวดขึ้นยืน ในแววตาฉายประกายแห่งความยินดีอย่างบ้าคลั่ง!
เขายังไม่ตาย!
เขายังมีชีวิตอยู่จริงๆ!
ในวินาทีนี้ เสวียนอี้พลันรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างมาก
ซูจื่อโม่ยังไม่ตาย พิสูจน์ได้ว่าวิชาค่ายกลกระบี่ของเขามีผู้สืบทอดแล้ว
รอให้ซูจื่อโม่กลับไปฝึกฝนอีกสิบปี รอจนถึงการประลองยุทธ์ระหว่างสำนักครั้งหน้า ด้วยพรสวรรค์ของเขา ก็มิแน่ว่าจะสามารถจารึกชื่อไว้บนทำเนียบยุทโธปกรณ์ได้!
หรือบางที... หากฝึกฝนอีกสิบปี ซูจื่อโม่ก็อาจจะมีคุณสมบัติพอที่จะแย่งชิงตำแหน่งในทำเนียบวิญญาณก็เป็นได้
เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ เสวียนอี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
การประลองยุทธ์ระหว่างสำนักครานี้ ต่อให้ยอดเขาไร้ตัวตนจะไม่ได้ตำแหน่งใดเลยก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยซูจื่อโม่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ความหวังของยอดเขาไร้ตัวตนก็ยังไม่ดับสิ้น
“หากเหวินเซวียนรู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ บางทีในใจของเขา ก็คงจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง...”
เสวียนอี้รำพึงในใจ
...
ด้านล่างของอัฒจันทร์ผู้ชม เหล่าจินตันเจินเหรินจำนวนไม่น้อยจับจ้องไปยังผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พากันขมวดคิ้วมุ่น เผยสีหน้าไม่พอใจ
ที่นี่อย่างไรเสียก็เป็นที่นั่งของเหล่าจินตันเจินเหริน ไหนเลยจะเป็นสถานที่ที่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานผู้หนึ่งจะก้าวขึ้นมาตามอำเภอใจได้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานของยอดเขาไร้ตัวตน ก็มิอาจทำลายกฎเกณฑ์ได้!
เสียงวิพากษ์วิจารณ์บนอัฒจันทร์ผู้ชมดังขึ้นเรื่อยๆ จินตันเจินเหรินหลายคนต่างเผยสีหน้าไม่พอใจ
ณ ทางเข้าอัฒจันทร์ผู้ชม ผู้บัญชาการใหญ่ทั้งสามนาย ได้แก่ บุรุษเคราดก ไป๋อวี่หาน และแร้งทึ้ง ต่างมีสีหน้าสงบนิ่ง มิได้ให้ความสนใจ
“เฮ้ย!”
จินตันเจินเหรินผู้หนึ่งดื่มสุราไปไม่น้อย ใบหน้าแดงก่ำ อาศัยฤทธิ์สุราลุกขึ้นยืน ตะโกนไปยังผู้บัญชาการใหญ่ทั้งสามนาย
“สาม... เอิ๊ก สามสหายเต๋า นี่มันผู้ใดกัน?” คนผู้นั้นชูจอกสุราในมือ ชี้ไปยังซูจื่อโม่แต่ไกล พลางเรอออกมา
ผู้บัญชาการใหญ่ทั้งสามนายก้มหน้าลงต่ำ ไม่เอ่ยวาจาใด
ร่างของคนผู้นั้นโซซัดโซเซ ดวงตาพร่ามัวเพราะความเมามาย ตะโกนเสียงดังลั่น
“ที่นี่คืออัฒจันทร์ผู้ชมของเหล่าจินตันเจินเหริน เจ้าเด็กนี่วิ่งขึ้นมาคิดจะทำอันใดหา? พวกเจ้าทหารยามเมืองหลวง ทหารองครักษ์หลวงยังไม่รีบไล่มันออกไปอีก!”
ผู้บัญชาการใหญ่ทั้งสามนายยืนนิ่งไม่ไหวติง ราวกับไม่ได้ยิน
บนอัฒจันทร์ผู้ชม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อยๆ เบาลง
ผู้ฝึกเทพยุทธ์บางคนที่ความคิดฉับไว ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา
ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวผู้นี้ดูท่าจะเดินมาถึงเบื้องหน้าแล้ว ไม่เพียงแต่ผู้บัญชาการใหญ่ทั้งสามนายจะไม่มีทีท่าขัดขวาง แม้แต่โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวก็ยังทรงนิ่งเงียบเป็นเชิงอนุญาต!
นี่มันหมายความว่ากระไร?
ซี้ด!
ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนไม่น้อยต่างลอบสูดลมหายใจเย็นเยียบ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หรือว่า...
ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานที่ยังเยาว์วัยผู้นี้ จะมิใช่...
จินตันเจินเหรินขี้เมาผู้นั้นก็สร่างเมาขึ้นมาเล็กน้อย เขา สะบัดศีรษะ พยายามเบิกตาให้กว้าง มองไปยังผู้ที่มาถึง
ในวินาทีนี้ สายตาของผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานกว่าหนึ่งแสนคน และเหล่าจินตันเจินเหรินอีกนับพันคู่ ล้วนจับจ้องไปยังร่างของผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวที่กำลังจะก้าวเหยียบลงบนพรมสีทอง!
หมื่นสายตาจับจ้อง!
ซูจื่อโม่เดินมาถึงเบื้องหน้าอัฒจันทร์ผู้ชม ผู้บัญชาการใหญ่ทั้งสามนายที่ยืนอยู่สองข้างพลันโค้งคำนับประสานมือพร้อมกัน กล่าวว่า
“คุณชายโม่ เชิญขึ้นสู่ที่นั่งขอรับ”
ซูจื่อโม่พยักหน้า สีหน้าสงบนิ่ง ก้าวเหยียบลงบนพรมสีทอง เดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น!
คำหกคำนี้ดังขึ้น ราวกับก้อนหินมหึมาที่ถูกโยนลงในทะเลสาบอันสงบนิ่ง ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สั่นสะเทือนลึกเข้าไปในจิตใจของผู้คน!
ลานกว้างอันใหญ่โตมโหฬาร ในยามนี้กลับเงียบสงัดไร้เสียงใด ราวกับว่าทุกคน ถูกพลังอำนาจที่มองไม่เห็นบีบรัดลำคอ จนมิอาจหายใจได้
บนอัฒจันทร์ผู้ชม ก็เป็นเช่นเดียวกัน
ทั้งบนอัฒจันทร์และด้านล่าง ช่วงเวลาพลันราวกับหยุดนิ่ง
ทุกคนต่างกลายเป็นหินยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ไหวติง มีเพียงผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวบนพรมสีทองผู้นั้น ที่ยังคงก้าวเดินเข้ามาทีละก้าว ทีละก้าว!
เคร้ง!
จอกสุราในมือของจินตันเจินเหรินขี้เมาผู้นั้นร่วงหล่นลงสู่พื้น ส่งเสียงดังขึ้น
เสียงนี้ ราวกับได้ทำลายห้วงเวลาที่หยุดนิ่งลง
คนผู้นั้นตกใจจนเหงื่อเย็นท่วมตัว สร่างเมาในบัดดล เมื่อหวนนึกถึงวาจาที่ตนเองเพิ่งกล่าวออกไป ร่างกายก็สะท้านขึ้นวูบหนึ่ง รีบโค้งคำนับประสานมือ กล่าวด้วยสีหน้าหวาดหวั่นว่า
“ขะ... ขะ... ข้าขอน้อยคารวะคุณชายโม่!”
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่นั่งอยู่แถวล่างสุดของอัฒจันทร์ผู้ชม ล้วนเป็นผู้ฝึกตนอิสระ
ผู้ฝึกตนอิสระเหล่านี้ อย่างไรเสียก็ไม่เคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่โตอันใดมาก่อน ประกอบกับชื่อเสียงของโม่หลิงนั้นโด่งดังเกินไป ดังจนน่าสะพรึงกลัว ผู้ฝึกตนอิสระบางคนจึงลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ
“คุณชายโม่!”
“คุณชายโม่!”
ตลอดเส้นทางที่ซูจื่อโม่ก้าวเดิน เหล่าจินตันเจินเหรินที่นั่งอยู่สองข้างอัฒจันทร์ผู้ชม ต่างลุกขึ้นยืนทีละแถว ทีละแถว ประสานมือคารวะ ช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตาอย่างยิ่ง
ดั่งหมู่ดาวล้อมจันทรา ก่อเกิดเป็นกระแสอำนาจอันยิ่งใหญ่!
ในวินาทีนี้ ทุกคนต่างลืมเลือนอายุและระดับพลังของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าไปจนหมดสิ้น
บนร่างของผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวผู้นี้ พวกเขาสัมผัสได้เพียงบารมีที่ข่มขวัญไปทั่วทั้งลาน บรรยากาศที่เมินเฉยต่อทุกสรรพสิ่ง ยากที่จะต้านทานได้!
ยิ่งขั้นบันไดสูงขึ้นเท่าใด พลังฝีมือและสถานะของจินตันเจินเหรินที่อยู่สองข้างทาง ก็ยิ่งสูงส่งมากขึ้นเท่านั้น
จินตันเจินเหรินบางส่วนที่อยู่ด้านหลัง เดิมทีอาศัยสถานะของตน คิดจะไม่ลุกขึ้นยืนคารวะ
แต่จนปัญญา เมื่อจินตันเจินเหรินหลายร้อยคนที่อยู่ด้านหน้าล้วนลุกขึ้นยืนทั้งหมด หากพวกเขายังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ก็ย่อมจะดูโดดเด่นสะดุดตาเกินไป
แทบจะไม่มีเวลาให้ครุ่นคิด ประกอบกับในสมองกำลังสับสนวุ่นวาย เมื่อซูจื่อโม่เดินผ่านมา พวกเขาก็ลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณเช่นกัน
ตลอดเส้นทางที่ซูจื่อโม่เดินผ่าน เหล่าจินตันเจินเหรินบนอัฒจันทร์ผู้ชม ล้วนกลายเป็นเพียงฉากหลังไปจนหมดสิ้น
“ดี ดี ดี!”
จิตใจของเสวียนอี้สั่นสะท้านอย่างรุนแรง กล่าวออกมาซ้ำๆ
หลิ่วฮุ่ยซึ่งเป็นถึงจินตันเจินเหรินต้องยกมือขึ้นปิดปาก ขอบตาทั้งสองแดงก่ำ มิอาจสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้ ถึงกับร่ำไห้ออกมา
เมื่อมาถึงเมืองหลวง พวกเขาต้องเผชิญกับสายตาเย็นชาและการเย้ยหยันมากมายเหลือเกิน
ยอดเขาไร้ตัวตนตกต่ำเสื่อมโทรม ยอดเขาไร้ตัวตนไม่ไหวแล้ว ข่าวลือที่ว่ายอดเขาไร้ตัวตนกำลังจะถูกขับออกจากห้าสำนักใหญ่ ดังกระหน่ำเข้ามาไม่หยุด
นางไม่มีเรี่ยวแรงที่จะโต้แย้ง
ทว่าในวินาทีนี้ ข่าวลือเหลวไหลเหล่านั้นล้วนสลายไปดุจควันไฟ!
ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดผู้บัญชาการใหญ่ทั้งสามนายจึงกล่าวกับพวกเขาว่า ยอดเขาไร้ตัวตนกำลังจะมีชื่อเสียงเกรียงไกรอีกครั้ง!
-สองสิงห์:ผู้แปล-