เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 300 สถานการณ์ที่ไร้ทางออก

บทที่ 300 สถานการณ์ที่ไร้ทางออก

บทที่ 300 สถานการณ์ที่ไร้ทางออก


โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวละสายพระเนตรจากร่างของซูจื่อโม่ พลังกดดันอันมหาศาลเมื่อครู่พลันสลายหายไปในบัดดล ราวกับว่าทุกสิ่งเป็นเพียงภาพลวงตา

“เสวี่ยเอ๋อร์ มานี่เถิด”

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวหันพระพักตร์เล็กน้อย ทอดพระเนตรไปยังจีเหยาเสวี่ย พลางแย้มพระสรวลบางๆ กวักพระหัตถ์เรียก

จีเหยาเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวงามดุจวงเดือนของนางเล็กน้อย แต่มิได้ขยับเขยื้อน

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวแย้มพระสรวลพลางตรัสถาม

“ไฉนเลย? ไม่ยินดีร่วมโต๊ะเสวยกับพ่อเจ้ารึ?”

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวในยามนี้มีพระพักตร์เปี่ยมเมตตา สายพระเนตรที่ทอดมองจีเหยาเสวี่ยนั้นแฝงไว้ด้วยความรักใคร่เอ็นดู ดูไปแล้วก็ไม่ต่างอันใดกับบิดาที่สูงวัยกว่าเล็กน้อยผู้หนึ่ง

แม้ว่าบนพระวรกายของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว จะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงจิตสังหารหรือความเป็นศัตรูใดๆ เลยแม้แต่น้อย แต่สัมผัสวิญญาณ กลับกำลังร่ำร้องบอกซูจื่อโม่ ว่า บุรุษที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้... อันตรายอย่างถึงที่สุด!

ยิ่งไปกว่านั้น เขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นตายเท่ากัน!

จีเหยาเสวี่ยแสดงสีหน้าลังเลออกมา นางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไป และนั่งลงข้างๆ ตามสัญญาณพระหัตถ์ของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว

“เสด็จพ่อ คุณชายโม่เขา...”

“กินข้าวก่อนเถิด”

จีเหยาเสวี่ยยังกล่าวไม่ทันจบประโยค ก็ถูกโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวตรัสขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน แม้สุรเสียงจะราบเรียบ แต่กลับทำให้ผู้คนมิอาจโต้แย้งได้

ตรัสจบ โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวก็ทรงกระทำราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ในสายพระเนตรอีก ทรงคีบพระกระยาหารบนโต๊ะเสวย ท่วงท่าสง่างาม ทรงเคี้ยวอย่างเชื่องช้าละเอียดลออ ไร้ซึ่งเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา

ในยามนี้ แม้แต่จีเหยาเสวี่ยเองก็มิอาจหยั่งถึงพระทัยของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวได้อีกต่อไป

จีเหยาเสวี่ยเหลือบมองซูจื่อโม่แวบหนึ่ง ในใจเต้นระทึกไม่เป็นส่ำ แม้จะแสร้งทำเป็นคีบอาหารเข้าปาก แต่มันกลับไร้รสชาติราวกับกำลังเคี้ยวขี้ผึ้ง

ภายในศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ ซูจื่อโม่ราวกับกลายเป็นส่วนเกิน

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวทรงทำราวกับลืมเลือนเขาไปแล้ว ปล่อยให้เขายืนค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น

ซูจื่อโม่กลับยิ้มออกมาบางๆ มิได้รู้สึกขุ่นเคืองอันใด เขาไพล่มือเพียงข้างเดียวไว้ด้านหลัง ก่อนจะเดินทอดน่องไปยังด้านข้าง ทอดสายตามองทิวทัศน์อันน่าอภิรมย์ภายนอก ท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์

กาลเวลาไหลผ่านไปทีละน้อย ภายในศาลาสดับฟังเสียงพิรุณเงียบสงัดไร้เสียงใด ซูจื่อโม่ดูราวกับได้จมดิ่งลงสู่ทัศนียภาพอันงดงามนั้นอย่างสมบูรณ์ ลืมเลือนทุกสรรพสิ่งรอบกายไปจนหมดสิ้น

ในยามนี้ ไป๋อวี่หานกลับลอบพยักหน้าในใจ ใบหน้าฉายแววเลื่อมใสยิ่ง

ใช่ว่าทุกคนจะสามารถรักษาท่วงท่าอันสงบเยือกเย็นและเป็นปกติเช่นนี้ได้ ต่อเบื้องพระพักตร์ของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว

เนิ่นนานให้หลัง โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวทรงเช็ดพระโอษฐ์ ในส่วนลึกของดวงพระเนตรฉายประกายอันเย็นเยียบจนน่าใจหายวาบออกมาแวบหนึ่ง

จีเหยาเสวี่ยรีบวางตะเกียบและถ้วยลง กระแอมไอเบาๆ ครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “เก็บโต๊ะเถิด”

ประโยคนี้ของจีเหยาเสวี่ย ด้านหนึ่งคือการเรียกนางกำนัลให้มาเก็บสำรับพระกระยาหารออกไป แต่อีกด้านหนึ่ง ก็เพื่อเป็นการเตือนสติซูจื่อโม่

ซูจื่อโม่ค่อยๆ หลุดออกจากภวังค์ เขากลับมายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวในระยะที่ไม่ไกลนักอีกครั้ง

“ข้าควรจะเรียกเจ้าว่าคุณชายโม่ หรือว่า... ซูจื่อโม่”

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวพลันตรัสขึ้น โดยไม่มีการปิดบังอำพรางใดๆ ตรัสถามออกมาอย่างตรงไปตรงมา!

“นามใดล้วนได้ทั้งสิ้น สุดแล้วแต่พระประสงค์ของฝ่าบาทเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ซูจื่อโม่กล่าว

ปัง!

พระหัตถ์ของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวพลันตบลงอย่างฉับพลัน กระแทกลงบนโต๊ะอย่างหนักหน่วง บังเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

จีเหยาเสวี่ยตกใจจนสะดุ้งโหยง

“ซูจื่อโม่! เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองมีความผิด!”

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวทรงตบโต๊ะลุกขึ้นยืน บรรยากาศรอบพระวรกายพลันแปรเปลี่ยนไปในบัดดล ประดุจดั่งราชสีห์ที่กำลังพิโรธจัด ทั่วทั้งร่างแผ่พลังกดดันอันยิ่งใหญ่ไพศาลออกมา ราวกับคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้าใส่!

อักษรเพียงสองสามคำนี้ ดังกึกก้องราวกับระฆังยักษ์ สะท้านสะเทือนจนแก้วหูแทบแตกสลาย

ร่างของซูจื่อโม่สั่นสะท้านไปวูบหนึ่ง

ภายใต้พลังกดดันของโอรสสวรรค์ ซูจื่อโม่รู้สึกราวกับใกล้จะขาดอากาศหายใจ ตกอยู่ในภยันตรายที่มิอาจคาดเดาได้ ราวกับว่าศีรษะของเขาพร้อมจะหลุดออกจากบ่าได้ทุกเมื่อ!

“เสด็จพ่อ...” สีหน้าของจีเหยาเสวี่ยแปรเปลี่ยนไป นางรีบลุกขึ้นยืน

“เรื่องนี้เจ้าอย่าได้ยุ่ง!”

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวมิได้แม้แต่จะเหลียวมอง ทรงสะบัดแขนฉลองพระองค์เบาๆ ก็ส่งร่างของจีเหยาเสวี่ยไปยังด้านข้าง

มิทราบได้ว่าทรงใช้วิชาอาคมใด ร่างของจีเหยาเสวี่ยพลันมิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย ทำได้เพียงแสดงสีหน้าตื่นตระหนก ในดวงตาฉายชัดถึงความกังวลอันไร้ที่สิ้นสุด แต่กลับมิอาจเอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมาได้

ซูจื่อโม่หลับตาทั้งสองข้างลง สูดลมหายใจเข้าลึก เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นก็ส่องสว่างเจิดจ้า เปล่งประกายอันน่าอัศจรรย์เจิดจรัส!

“ข้ามีความผิดอันใดหรือ?” ซูจื่อโม่เอ่ยถามกลับ

สายพระเนตรของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวมืดครึ้มลง ทรงตรัสช้าๆ ว่า

“ต่อหน้าข้า เจ้ากลับปิดบังฐานะที่แท้จริง นี่ก็คืออาชญากรรมมหันต์ฐานหลอกลวงเบื้องสูง โทษสมควรประหารชีวิต!”

ทุกคนที่อยู่ในศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ ล้วนสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว!

ทว่าสีหน้าของซูจื่อโม่กลับยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขากล่าวอย่างสงบนิ่งราวผืนน้ำเรียบว่า

“ฝ่าบาทไม่เคยตรัสถามข้า แล้วเรื่องการปิดบังอำพราง จะเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร?”

“วาจาเหลวไหลสิ้นดี!” โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวตรัสเสียงดัง

“ในวันนั้นที่โรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิง ข้าเคยเอ่ยปากถามเจ้าด้วยตนเอง ว่าเจ้ามาจากสำนักใด สังกัดใด เป็นศิษย์ของผู้ใด เรื่องมาถึงบัดนี้แล้ว เจ้ายังกล้าที่จะโต้เถียงอีกรึ!”

“ในวันนั้นฝ่าบาททรงเสด็จประพาสอย่างลับๆ ข้าจะล่วงรู้ถึงฐานะของฝ่าบาทได้อย่างไร? เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องการปิดบังอำพราง ย่อมมิอาจกล่าวถึงได้โดยธรรมชาติ” ซูจื่อโม่กล่าวอย่างเฉยเมย

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวทรงขมวดคิ้วเล็กน้อย

ความหมายที่แฝงอยู่นอกเหนือจากคำพูดของซูจื่อโม่นั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง ต้นตอของเรื่องนี้ มิได้อยู่ที่ตัวเขา แต่อยู่ที่โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวต่างหาก

ตั้งแต่ต้นจนจบ โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวมิได้ใช้ฐานะโอรสสวรรค์ในการไต่ถามถึงที่มาที่ไปของซูจื่อโม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ซูจื่อโม่ ก็ย่อมมิอาจถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงเบื้องสูงได้โดยธรรมชาติ

ไม่ว่าจะอย่างไร ซูจื่อโม่ก็เคยช่วยชีวิตของจีเหยาเสวี่ยไว้

ยิ่งไปกว่านั้น ฐานะอีกอย่างหนึ่งของซูจื่อโม่ ก็คือคุณชายโม่ นักหลอมยุทโธปกรณ์อันดับหนึ่งผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง

ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของบุญคุณหรือเหตุผล โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวก็ไม่ควรที่จะสังหารซูจื่อโม่

ทว่าในวินาทีที่โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวทรงล่วงรู้ความจริง กลับบังเกิดความรู้สึกอัปยศอดสูราวกับถูกหยอกล้อและหลอกลวง

หากจะปล่อยให้ซูจื่อโม่จากไปเช่นนี้ ในพระทัยของพระองค์ย่อมไม่ยินยอม!

ทรงอยากสังหาร แต่ก็ไม่อยากสังหาร!

ภายในพระทัยของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว บังเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงถึงขีดสุด!

ดังนั้น หากพระองค์ต้องการจะสังหารซูจื่อโม่ ก็จำต้องหาเหตุผลที่เพียงพอจะโน้มน้าวพระองค์เองให้ได้

ตั้งแต่แรกเริ่ม ยามที่ซูจื่อโม่ก้าวเท้าเข้าสู่ศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ สัมผัสวิญญาณ ของเขาก็สัมผัสได้ถึงภยันตรายอันรุนแรง นั่นก็เป็นเพราะว่าโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวได้ทรงบังเกิดจิตสังหารขึ้นแล้ว เพียงแต่ยังขาดเหตุผลสนับสนุนเท่านั้น

ดังนั้น โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว จึงได้ทรงปล่อยให้ซูจื่อโม่ยืนค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น

เพียงแค่ซูจื่อโม่รับมืออย่างไม่เหมาะสม โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวก็จะทรงลงพระหัตถ์ในทันที สังหารเขา ณ สถานที่แห่งนี้!

โดยปกติแล้ว คนในวัยเช่นซูจื่อโม่ ย่อมจะต้องเปี่ยมไปด้วยทิฐิมานะ ยิ่งประกอบกับการมีนามเป็นนักหลอมยุทโธปกรณ์อันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์โจวพ่วงท้าย เมื่อถูกเมินเฉยถึงเพียงนี้ ย่อมต้องบังเกิดโทสะ ไม่ก้าวออกไปโต้แย้ง ก็ต้องสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

ไม่ว่าจะเลือกหนทางใด ซูจื่อโม่ก็มีแต่จะต้องตายสถานเดียว

แต่เขากลับผิดแผกออกไป ไม่โกรธและไม่ขุ่นเคือง ยังคงสงบนิ่งราวผืนน้ำเรียบ เดินไปชมทิวทัศน์ภายนอกที่ด้านข้างเสียอย่างนั้น

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวทรงจนปัญญา ทำได้เพียงเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง โดยการยัดเยียดอาชญากรรมมหันต์ฐานหลอกลวงเบื้องสูงให้ หวังจะใช้สิ่งนี้เป็นเหตุผลในการสังหารซูจื่อโม่

ทว่าเพียงแค่การโต้ตอบกันสามสี่ประโยค ก็ถูกซูจื่อโม่คลี่คลายลงได้อีกครั้ง ทำให้โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวมิอาจหาเหตุผลใดมาโต้แย้งได้เลย

สิ่งที่เห็นภายนอกอาจเป็นเพียงการปะทะคารมกันเท่านั้น แต่เบื้องหลังกลับอัดแน่นไปด้วยคมดาบและเงากระบี่ เพียงแค่พลาดพลั้งไปแม้แต่ก้าวเดียว ซูจื่อโม่ก็จะต้องย้อมศาลาสดับฟังเสียงพิรุณแห่งนี้ให้กลายเป็นสีเลือด!

จีเหยาเสวี่ยที่มองเห็นทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย

“ดีมาก” โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวมีพระพักตร์เรียบเฉย ทรงพยักพระพักตร์ สุรเสียงเย็นชา จนมิอาจแยกแยะได้ว่ากำลังทรงชื่นชมหรือเย้ยหยัน

“เรื่องการหลอกลวงเบื้องสูงนั้น พักไว้ก่อน”

สายพระเนตรของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวเย็นเยียบ ทรงตรัสถามเสียงเย็นชา

“เรื่องที่เจ้าสังหารองครักษ์พิทักษ์วัง ไต้ซวี่ เจ้ายอมรับหรือไม่?”

อันที่จริง เรื่องนี้เพียงแค่ทำการสืบสวนอย่างละเอียด ซูจื่อโม่ย่อมมิอาจรอดพ้นจากความเกี่ยวข้องไปได้

ในครานั้น ไต้ซวี่ มองเห็นร่างของเขาจากด้านนอกศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ จึงได้สะกดรอยตามไป และในคืนวันนั้นเขาก็ต้องตาย ฆาตกรคือผู้ใด ย่อมชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว

ซูจื่อโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ

“เป็นข้าที่สังหารเขาเอง”

“ดี!”

ในดวงพระเนตรของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวสาดประกายเย็นเยียบเจิดจ้า ตรัสว่า

“ในเมื่อเจ้ายอมรับ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ชีวิตย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”

ซูจื่อโม่เงยหน้าขึ้น จ้องมองโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวพลางเอ่ยถามกลับ

“ไต้ซวี่ ต้องการจะสังหารข้า เหตุใดข้าจึงจะสังหารเขาตอบโต้กลับไปไม่ได้?”

“เพียงแค่มีคนต้องการจะสังหารเจ้า เจ้าก็จะต้องสังหารมันกลับไปเช่นนั้นรึ?” โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวทรงเลิกพระขนงขึ้น

“ใช่แล้วขอรับ!” ซูจื่อโม่ตอบโดยไม่ลังเล

ดวงพระเนตรทั้งสองของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวพลันหรี่ลง ทรงตรัสถามอย่างเชื่องช้า

“เช่นนั้น... บัดนี้ข้าต้องการจะสังหารเจ้า เจ้า... คิดจะทำเช่นไร?”

เมื่อได้ยินคำถามนี้ ร่างกายของจีเหยาเสวี่ยก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง

นี่คือคำถามที่ไร้ซึ่งทางออก!

ไม่ว่าซูจื่อโม่จะตอบเช่นไร ล้วนเป็นคำตอบที่ผิดทั้งสิ้น!

หากซูจื่อโม่แสดงความอ่อนแอ ไม่กล้าที่จะสังหารกลับ นั่นก็เท่ากับเป็นการลบล้างคำพูดที่ตนเองเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่ โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวย่อมสามารถฉวยโอกาสนี้สังหารเขาได้อย่างง่ายดาย

แต่หากซูจื่อโม่แสดงท่าทีแข็งกร้าว ตอบกลับไปว่ากล้าที่จะสังหารโอรสสวรรค์กลับ นั่นก็คือการลอบปลงพระชนม์ ยิ่งมีแต่จะต้องตายสถานเดียวอย่างแน่นอน!

มันคือสถานการณ์ที่ไร้ทางออกโดยสิ้นเชิง!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 300 สถานการณ์ที่ไร้ทางออก

คัดลอกลิงก์แล้ว