เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 299 งานเลี้ยงหงเหมิน

บทที่ 299 งานเลี้ยงหงเหมิน

บทที่ 299 งานเลี้ยงหงเหมิน


เสี่ยวหนิงกะพริบตาปริบๆ นางมองออกว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองดูไม่ค่อยถูกต้องนัก จึงรีบดึงมือของจีเหยาเสวี่ยเอาไว้ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า

“ท่านพี่เหยาเสวี่ย เหตุใดท่านเพิ่งจะกลับมาเล่า ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”

จีเหยาเสวี่ยลูบหน้าผากของเสี่ยวหนิงเบาๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“อยู่ที่หอโอสถชิงซวงเป็นอย่างไรบ้าง? มีผู้ใดรังแกเจ้าหรือไม่?”

ซูเสี่ยวหนิงชะงักไปเล็กน้อย แววตาหลบเลี่ยงวูบหนึ่ง ก่อนจะฝืนยิ้มกล่าว

“ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ เหล่าศิษย์พี่หญิงศิษย์พี่ชายล้วนดูแลข้าเป็นอย่างดี”

“หืม?” จีเหยาเสวี่ยส่งเสียงออกมาเบาๆ

แม้ว่าเสี่ยวหนิงจะปิดบังไว้เป็นอย่างดี แต่นางก็ยังคงสังเกตเห็นร่องรอยบางอย่างได้

จีเหยาเสวี่ยหันไปมองซูจื่อโม่ ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม

“จื่อโม่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”

“ไม่มีเรื่องอันใดหรอก ท่านพี่เหยาเสวี่ย ท่านอย่าถามเลย” ซูเสี่ยวหนิงรีบกล่าวห้าม

จีเหยาเสวี่ยยิ้มบางๆ กล่าวว่า “ต่อให้เจ้าและพี่ชายของเจ้าไม่พูด เรื่องราวภายในราชวงศ์โจวนี้ หากข้าคิดจะรู้ มีผู้ใดจะปิดบังข้าได้?”

“ก็ไม่มีอะไรมาก ที่หอโอสถชิงซวงมีผู้ฝึกเทพยุทธ์ผู้หนึ่งนามว่า หยางอวี้ ดูเหมือนนางจะมีความบาดหมางกับเจ้ากระมัง”

ซูจื่อโม่เอ่ยขึ้น เพียงแค่ชี้ประเด็น แต่ไม่ได้อธิบายขยายความ

คราวก่อนที่หอโอสถชิงซวง ซูจื่อโม่เคยกล่าวกับหยางอวี้ผู้นี้ไว้แล้วว่า จะมีคนมาจัดการกับนาง

“เป็นนางรึ?”

จีเหยาเสวี่ยฉายแววตาเย็นเยียบออกมาวูบหนึ่ง บรรยากาศรอบกายนางพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที

“หยางอวี้ผู้นี้ ข้าเคยเตือนนางไปนานแล้ว ว่าอย่าได้มายุ่งย่ามกับข้าอีก!”

จวบจนยามนี้ จึงจะสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความสูงส่งและจิตสังหารอันเป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์จากร่างของจีเหยาเสวี่ย

ในร่างกายนาง อย่างไรเสียก็ไหลเวียนไว้ด้วยสายเลือดของโอรสสวรรค์ โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวผู้ซึ่งยามพิโรธขึ้นมา สามารถทำให้ซากศพทับถมกันนับล้านได้!

ในขณะนั้นเอง ณ ห้วงอากาศอันไกลโพ้น พลันปรากฏจุดสีแดงกลุ่มหนึ่งบินตรงมาด้วยความเร็วสูงยิ่ง ทิศทางที่มุ่งหน้ามานั้นคือโรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิงอย่างชัดเจน

ไป๋อวี่หานขมวดคิ้ว “เป็นองครักษ์อินทรีแดง เวลานี้พวกเขารุดมาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน?”

หัวใจของซูจื่อโม่กระตุกวูบ เขารู้สึกคล้ายจะคาดเดาบางสิ่งได้เลาๆ

เพียงไม่นาน องครักษ์อินทรีแดงหลายสิบนายก็ร่อนลงสู่เบื้องนอกโรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิง ผู้นำที่อยู่ด้านหน้าสุดนั้นมีศีรษะล้านเลี่ยนไร้คิ้ว เขาคือผู้บัญชาการใหญ่แห่งองครักษ์อินทรีแดง ‘แร้งทึ้ง’ นั่นเอง

แร้งทึ้งขี่อยู่บนหลังอินทรีแดงตัวหนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ เขาประสานมือคารวะพลางกล่าว

“ฝ่าบาทมีราชโองการ ให้องค์หญิงสามเสด็จกลับวัง นอกจากนี้ ฝ่าบาททรงจัดงานเลี้ยงไว้ที่ศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ ขอเชิญคุณชายโม่ไปร่วมงานเลี้ยงด้วย!”

จีเหยาเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น

จากแววตาของแร้งทึ้ง นางมองเห็นปัญหาบางอย่าง

“ท่านแม่ทัพแร้งทึ้ง เสด็จพ่อจัดงานเลี้ยงเชิญคุณชายโม่ ได้ตรัสไว้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเรื่องใด?”

จีเหยาเสวี่ยจ้องมองดวงตาทั้งสองของแร้งทึ้งเขม็ง พลางเอ่ยถามเสียงดังฟังชัด

แร้งทึ้งโค้งกายเล็กน้อย หลบเลี่ยงสายตาของจีเหยาเสวี่ย พลางกล่าวตอบ

“ผู้น้อยมิอาจทราบได้พ่ะย่ะค่ะ”

หัวใจของจีเหยาเสวี่ยพลันจมดิ่งลง นางเติบโตในวังหลวงมาตั้งแต่เยาว์วัย คุ้นเคยกับทุกสิ่งทุกอย่างในวังหลวงเป็นอย่างดี บนร่างของแร้งทึ้งผู้นี้ นางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาอย่างแผ่วเบาราวกับจะไม่มีอยู่จริง! จิตสังหารเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่การมุ่งเป้ามาที่นางอย่างแน่นอน

ส่วนจะมุ่งเป้าไปที่ผู้ใดนั้น... ย่อมชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว!

“ท่านอย่าไปเลย”

จีเหยาเสวี่ยหันกลับมา สีหน้าเคร่งขรึม นางมองซูจื่อโม่พลางส่ายศีรษะ

ซูจื่อโม่กลับยิ้มออกมาบางๆ

อันที่จริง เขาคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าจะต้องมีวันนี้

เมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อน ยามที่เขาและซูเสี่ยวหนิงได้พบกันในเมืองหลวง เขาก็คิดถึงเรื่องนี้แล้ว

ด้วยพระปรีชาของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว ไม่ช้าก็เร็ว ย่อมต้องสืบจนพบฐานะที่แท้จริงของเขา

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถึงการประลองยุทธ์ระหว่างสำนัก ฐานะของเขาก็มิอาจปิดบังได้อีกต่อไป

ซูจื่อโม่เองก็ไม่เคยคิดที่จะปิดบังเช่นกัน

บัดนี้ โอรสสวรรค์ทรงจัดงานเลี้ยง องครักษ์อินทรีแดงปรากฏกาย โดยพื้นฐานแล้วสามารถยืนยันได้ว่า ฐานะของเขาได้ถูกเปิดโปงแล้ว

นี่มันคือ ‘งานเลี้ยงหงเหมิน’ (งานเลี้ยงมรณะ) อย่างชัดแจ้ง

ทว่าซูจื่อโม่กลับมิอาจไม่ไป

ที่นี่คือเมืองหลวงแห่งราชวงศ์โจว เขาไม่มีทางเลือกอื่นใด

“ข้าจะไปเป็นเพื่อนท่าน”

จีเหยาเสวี่ยก็ตระหนักได้ว่า ต่อให้ยามนี้ซูจื่อโม่ปฏิเสธที่จะไป องครักษ์อินทรีแดงก็ย่อมจะใช้กำลังบังคับพาตัวเขาไปอยู่ดี

เมื่อถึงยามนั้น สถานการณ์อาจจะยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม

“พวกเจ้าอยู่ที่นี่ รอข้ากลับมา ไม่ต้องเป็นห่วง”

ซูจื่อโม่หันไป กำชับเนี่ยนฉีและเสี่ยวหนิงเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปยังเย่หลิงที่นอนหมอบอยู่ตรงมุมห้อง

“ไปกันเถิด”

ซูจื่อโม่ จีเหยาเสวี่ย และไป๋อวี่หาน ต่างขึ้นไปนั่งบนอินทรีแดงคนละตัว ภายใต้การนำทางของแร้งทึ้ง มุ่งทะยานไปยังวังหลวงด้วยความเร็วสูง

เพียงชั่วครู่ต่อมา ทุกคนก็มาถึงเขตวังหลวง

ภายในวังหลวงเป็นเขตห้ามบิน ทุกคนจึงกระโดดลงมาจากหลังอินทรีแดง

แร้งทึ้งโค้งกายคารวะ

“องค์หญิงสาม เชิญท่านกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ ผู้น้อยจะขอตัวพาคุณชายโม่ไปร่วมงานเลี้ยงเดี๋ยวนี้”

“ข้าก็จะไปด้วย”

น้ำเสียงของจีเหยาเสวี่ยแม้จะราบเรียบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่มิอาจปฏิเสธได้

แร้งทึ้งขมวดคิ้วอย่างลับๆ กล่าวเสียงเข้ม

“องค์หญิงสาม ได้โปรดอย่าทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลย ผู้น้อยเพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น”

“โอ้?” จีเหยาเสวี่ยเอ่ยถามอย่างเฉยเมย

“ข้าทำให้เจ้าลำบากใจรึ? เจ้ามีความเห็นอันใดงั้นหรือ?”

หัวใจของแร้งทึ้งสั่นสะท้าน เขารีบกล่าวตอบ

“ผู้น้อยมิกล้า”

จีเหยาเสวี่ยหันกลับมา สายตาคมปลาบดุจดังคมกระบี่ บรรยากาศกดดันจนหายใจไม่ออก นางเอ่ยถามเสียงกร้าว

“คำสั่งที่เจ้ารับมา คือการพาคุณชายโม่ไป ข้าติดตามไปด้วย มันขัดแย้งกับภารกิจของเจ้ารึ?”

“นี่...” แร้งทึ้งถึงกับพูดไม่ออก

ภายในวังหลวงแห่งราชวงศ์โจวแห่งนี้ จีเหยาเสวี่ยราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางเผยให้เห็นถึงอำนาจอันเด็ดขาดและความสูงส่งอันเป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์ เปล่งประกายรัศมีอันคมกล้าออกมาอย่างเต็มที่!

จีเหยาเสวี่ยเอ่ยถามต่อ

“ข้าเพิ่งจะกลับมาจากสำนักชิงซวง ไม่ได้ร่วมโต๊ะเสวยกับเสด็จพ่อมานานมากแล้ว วันนี้เสด็จพ่อทรงจัดงานเลี้ยง ข้าคิดจะไปร่วมโต๊ะเสวยกับเสด็จพ่อเพื่อพบปะสังสรรค์ เจ้าคิดจะขวางข้างั้นรึ?”

“ผู้น้อยมิกล้า”

จีเหยาเสวี่ยยิงคำถามซ้ำๆ ถึงสามครั้ง ทำเอาแร้งทึ้งถึงกับเหงื่อกาฬไหลท่วมกายในชั่วพริบตา

จีเหยาเสวี่ยโบกมือ

“นำทางไปเถิด”

“พ่ะย่ะค่ะ”

แร้งทึ้งลังเลเล็กน้อย สายตาของเขาทอประกายมืดมน เขาส่งสายตาอาฆาตไปยังซูจื่อโม่แวบหนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะรับคำอย่างไม่เต็มใจนัก

ทุกคนมุ่งหน้าไปยังศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ

เพียงไม่นาน ทุกคนก็มาถึงหน้าประตูศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ

ก็พบว่าบนทางเดินเล็กๆ ที่ทอดข้ามสระน้ำนั้น มีเหล่าทหารองครักษ์หลวงหน้าตาเย็นชา ยืนเฝ้าระวังอยู่ทั้งสองด้าน ในมือของพวกเขาถือไว้ซึ่งดาบยาวและขวานคม ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ออกมา!

นี่คือทหารองครักษ์หลวงที่ผ่านการสังหารฟันฝ่าในสนามรบอย่างแท้จริง ผ่านการชำระล้างด้วยโลหิตมาแล้ว!

ระดับการฝึกตนของทหารองครักษ์หลวงเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนบรรลุขั้นสร้างฐานสมบูรณ์แล้ว อยู่ในระดับที่สูงกว่าซูจื่อโม่เสียอีก

ส่วนจะสามารถทะลวงเส้นชีพจรได้กี่สายนั้น วิชามองทะลุวิญญาณยังมิอาจมองเห็นได้

องครักษ์อินทรีแดงที่เหลือรออยู่ด้านนอก ซูจื่อโม่ จีเหยาเสวี่ย แร้งทึ้ง และไป๋อวี่หาน สี่คนเดินฝ่าวงล้อมของทหารองครักษ์หลวง ก้าวเท้าเข้าสู่ศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ

ทันทีที่ก้าวเท้าเหยียบย่างเข้ามา ซูจื่อโม่ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งการสังหารอันเข้มข้นในทันที!

รอบบริเวณศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ ยังมีผู้ฝึกเทพยุทธ์กลุ่มหนึ่งยืนล้อมอยู่ ทั้งหมดล้วนอยู่ในขั้นสร้างแก่นทอง พวกเขาจ้องมองซูจื่อโม่ด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ สายตาเย็นเยียบจนน่าสะพรึงกลัว

ภายในศาลาสดับฟังเสียงพิรุณ ตรงกลางพอดิบพอดีมีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งวางอยู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีต ยังคงส่งไออุ่นกรุ่นๆ ออกมา

ณ ที่นั่งซึ่งหันหน้าตรงมายังประตูทางเข้า ปรากฏร่างของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมฉลองพระองค์แห่งโอรสสวรรค์ สูงศักดิ์จนมิอาจบรรยายได้ เขามีหน้าผากกว้างขวาง ดวงตาลุ่มลึกดุจห้วงมหรรณพ สีหน้าเรียบสงบดั่งผืนน้ำ มิอาจมองออกได้ว่ากำลังยินดีหรือพิโรธ

โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว!

สายพระเนตรของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของซูจื่อโม่นิ่งนานไม่ไหวติง ราวกับกำลังพินิจพิจารณา ต้องการจะมองให้ทะลุปรุโปร่งว่า บัณฑิตชุดเขียวที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไร

สายพระเนตรของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวคมกริบดุจดังคมมีด ยิ่งประกอบกับการที่ทรงอยู่ในตำแหน่งราชันมาอย่างยาวนาน ในสายพระเนตรนั้นจึงแฝงไว้ด้วยอำนาจอันสูงส่งที่มองสรรพสิ่งประดุจมดปลวกโดยธรรมชาติ ต่อให้เป็นผู้ฝึกเซียนก็ยังมิกล้าสบสายตาด้วย

ทว่าสีหน้าของซูจื่อโม่กลับสงบนิ่ง เขาสบสายตากับโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีความคิดที่จะหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย!

หากเป็นก่อนหน้านี้ บางทีซูจื่อโม่อาจจะยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง

แต่ตลอดสามปีมานี้ ซูจื่อโม่ใช้นาม ‘โม่หลิง’ สร้างชื่อเสียงจนโด่งดังไปทั่วเมืองหลวงแห่งราชวงศ์โจว สั่งสมบารมีจนกลายเป็นกระแสธารอันยิ่งใหญ่

ยิ่งประกอบกับที่ซูจื่อโม่นั้นโดยพื้นฐานแล้วก็เป็นผู้ที่ซุกซ่อนความคมกล้าไว้ภายใน ด้วยบารมีของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวเพียงเท่านี้ ย่อมมิอาจกดข่มเขาไว้ได้!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 299 งานเลี้ยงหงเหมิน

คัดลอกลิงก์แล้ว