- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 289 วิถีของเสี่ยวหนิง
บทที่ 289 วิถีของเสี่ยวหนิง
บทที่ 289 วิถีของเสี่ยวหนิง
ยามเมื่อซูจื่อโม่กลับมาถึงโรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิง, ราตรีก็ล่วงเลยมากแล้ว
ซูจื่อโม่ร่อนลงสู่ลานบ้านอย่างแผ่วเบา, สองหูขยับไหว, สดับฟังอย่างตั้งใจ, ภายในห้องของเนี่ยนฉี, มีเสียงลมหายใจอันสม่ำเสมอสองสายดังแว่วมาอย่างเลือนราง
ท่ามกลางความมืดมิด, ร่างสีดำทมิฬร่างหนึ่งพลันเดินออกมาอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง, ประดุจดั่งภูตผี, ผู้นั้นคือเย่หลิงนั่นเอง
สีหน้าของซูจื่อโม่พลันผ่อนคลายลง, วางใจได้ในที่สุด
ขอเพียงเย่หลิงยังอยู่, ก็ย่อมพิสูจน์ได้ว่าเนี่ยนฉีและเสี่ยวหนิงยังคงปลอดภัยดี คาดว่า ทั้งสองคนคงจะหลับใหลไปแล้ว
ในวันนี้, เสี่ยวหนิงต้องเผชิญกับเรื่องราวมามากมาย ในระหว่างการประลองโอสถกับเฮ่อซิง, เดิมทีนางสามารถหลอมยาเม็ดฟื้นพลังวิเศษสมบูรณ์แบบออกมาได้หนึ่งเม็ด, ทว่ากลับถูกลอบโจมตี, ทำให้การสร้างเม็ดยาล้มเหลว
ต่อมานางยังถูกเหล่าผู้ฝึกเทพยุทธ์จากหอโอสถเพลิงแท้และหอโอสถชิงซวงรุมล้อมโจมตี, ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง, ทว่าในเวลาต่อมา, นางก็ได้พบกับซูจื่อโม่
หลังจากนั้นซูจื่อโม่ก็พลันสังหารคนกลางถนน, ถูกนำตัวเข้าไปในวังหลวง, เสี่ยวหนิงก็ต้องคอยเป็นกังวลถึงความปลอดภัยของซูจื่อโม่อีก, จนกระทั่งเขาเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัยไร้กังวล
อารมณ์ที่ผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรงเช่นนี้, มันส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนางเป็นอย่างมาก
ซูจื่อโม่มิได้ปลุกคนทั้งสอง, เขากลับไปยังห้องของตนเอง, นั่งขัดสมาธิ, หลับตาลงครุ่นคิด
ในวันนี้, เขาได้พบกับเสี่ยวหนิงอีกครั้ง, ทั้งยังได้รับการเข้าเฝ้าจากโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว, เชื่อได้ว่าอีกไม่นาน, โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวก็ย่อมคาดเดาได้ว่า, โม่หลิงก็คือซูจื่อโม่
อันที่จริง, ด้วยสติปัญญาของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว, ที่ยังไม่สามารถคาดเดาเรื่องนี้ได้, สาเหตุหลักก็เป็นเพราะในความรับรู้ของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว, ซูจื่อโม่เป็นเพียงผู้คนธรรมดาที่มิอาจฝึกวิชาได้
ทว่าโม่หลิง, กลับเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐาน, เป็นนักหลอมยุทโธปกรณ์อันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์โจวผู้เลื่องชื่อสะท้านเมืองหลวง!
คนหนึ่งถูกฝังกลบอยู่ในผืนดิน, ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งอยู่เหนือหมู่เมฆ, ทั้งสองช่างแตกต่างกันมากจนเกินไปแน่นอนว่า, ตัวตนนี้ย่อมมิอาจปิดบังไว้ได้ตลอดไป, ในการประลองยุทธ์ระหว่างสำนัก, มันจะต้องถูกเปิดเผยออกมาอย่างแน่นอน
สำหรับเรื่องนี้, ซูจื่อโม่มิได้ใส่ใจ, ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติก็พอแล้ว
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ,
ยามเช้าตรู่ของวันถัดมา เสี่ยวหนิงตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่, คิดที่จะไปดูว่าซูจื่อโม่กลับมาแล้วหรือยัง
ทว่าทันทีที่ก้าวออกจากประตูห้อง, นางก็พลันเห็นซูจื่อโม่นั่งอยู่ในลานบ้านแล้ว, กำลังดื่มด่ำกับชารสหอมกรุ่นที่ชงจากน้ำค้างยามเช้า, ด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายเป็นสุข
“พี่ชาย, ขอโทษด้วย, เมื่อวานข้าเผลอหลับไป”
เมื่อคืนนี้, เดิมทีเสี่ยวหนิงตั้งใจว่าจะรอซูจื่อโม่กลับมา, ทว่านางกลับมิอาจทนทานต่อความเหนื่อยล้าไหว, เผลอหลับใหลไปในที่สุด
“เรื่องแค่นี้เอง”
ซูจื่อโม่เผยรอยยิ้มบางๆ, พลางชี้ไปยังม้านั่งหินที่อยู่ด้านข้าง, กล่าวว่า: “นั่งเถิด, พูดคุยกับข้าสักหน่อย”
“อื้ม”
เสี่ยวหนิงนั่งลงตามคำกล่าว, รับถ้วยชารสหอมกรุ่นที่ซูจื่อโม่ยื่นส่งมาให้, จิบเข้าไปเพียงเล็กน้อย, กลิ่นหอมพลันตลบอบอวลไปทั่วโพรงจมูก, รู้สึกราวกับว่ารูขุมขนทั่วทั้งร่างกำลังเปิดออก
“เจ้ามาถึงเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อใด?” ซูจื่อโม่เอ่ยถาม
“มาถึงได้เกือบหนึ่งปีแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวหนิงกล่าวว่า
“ข้าอาสามาด้วยตนเอง, พี่หญิงเหยาเสวี่ยและคนอื่นๆ ยังไม่ได้มากันเลย”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้, เสี่ยวหนิงจงใจหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง, พลางช้อนสายตาขึ้นมองสีหน้าของซูจื่อโม่
ซูจื่อโม่ก้มหน้าลงจิบน้ำชา, สีหน้ายังคงสงบนิ่ง, ประหนึ่งว่าไม่ได้ยิน, ปราศจากปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น เสี่ยวหนิงจึงทำได้เพียงกล่าวต่อไป
“ข้าคิดว่า, การทำเช่นนี้จะยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว, ไม่เพียงแต่จะสามารถช่วยผู้อื่นปรุงยาได้, ยังสามารถขัดเกลาวิถีแห่งแก่นโอสถของข้าได้อีกด้วย”
ซูจื่อโม่เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “เหตุใดเจ้าจึงคิดที่จะเป็นนักปรุงยาเล่า?”
ต้องรู้ว่า, รากฐานวิชาของเสี่ยวหนิงเป็นเพียงรากฐานวิชาเทียม, ต่อให้ไม่แบ่งแยกสมาธิไปร่ำเรียนการปรุงยา, ก็ยังมิแน่ว่าจะสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างแก่นทองได้สำเร็จ
ในใจของซูจื่อโม่รู้สึกไม่เข้าใจ, ว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้, เหตุใดเสี่ยวหนิงจึงยังคงเลือกที่จะเป็นนักปรุงยา
เสี่ยวหนิงถอนหายใจออกมาเบาๆ, อารมณ์พลันแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยในทันที, ผ่านไปเนิ่นนาน, นางจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ
“ในบรรดาพวกเราสามคน, มีเพียงพี่ใหญ่เท่านั้นที่มิอาจฝึกฝนได้, ข้ากลัวว่า... สักวันหนึ่งพี่ใหญ่จะจากพวกเราไป”
ซูจื่อโม่นิ่งเงียบไป
มีค่ำคืนนับไม่ถ้วน, ที่เขาเองก็เคยครุ่นคิดถึงปัญหานี้, เคยมีความวิตกกังวลเช่นเดียวกัน
หากเขากับเสี่ยวหนิงสามารถก้าวเข้าสู่วิถีแห่งแก่นโอสถได้, อายุขัยของซูหงก็มีเพียงร้อยกว่าปี, ย่อมต้องจากไปก่อนพวกเขาอย่างแน่นอน
บางที, อาจไม่มีผู้ใดเข้าใจถึงความผูกพันทางสายเลือดระหว่างพวกเขาทั้งสามคนได้
แม้ว่าในบัดนี้ซูจื่อโม่และเสี่ยวหนิงจะได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกวิชาแล้ว, แต่สำหรับซูหง, ในส่วนลึกของจิตใจของคนทั้งสอง, ก็ยังคงมีความรู้สึกผูกพันและคิดถึงอย่างสุดซึ้ง
ในตอนนั้น, หากมิใช่เพราะซูหง, สองพี่น้องเช่นพวกเขาย่อมมิอาจมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ได้!
ซูจื่อโม่และเสี่ยวหนิง, ตั้งแต่จำความได้, ก็ไม่เคยพบหน้าบิดามารดามาก่อน, ในใจของคนทั้งสอง, ซูหงก็เปรียบประหนึ่งบิดามารดาของพวกเขานั่นเอง
เสี่ยวหนิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย
“ข้ารู้, ว่าในท้ายที่สุดพวกเราก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวเหล่านี้, ต้องเผชิญกับการพลัดพรากจากลา, แต่ข้าอยากให้ชั่วขณะนั้น, มาถึงช้าลงอีกสักหน่อย”
“ข้าเคยได้ยินมาว่า, นักปรุงยาที่เก่งกาจบางท่าน, สามารถหลอมยาเม็ดวิเศษที่ช่วยเพิ่มพูนอายุขัยได้, ดังนั้นข้าจึงอยากจะลองดู”
“ต่อให้จะเพิ่มได้เพียงหนึ่งปี, หนึ่งเดือน, หรือเพียงแค่วันเดียวก็ยังดี”
ซูจื่อโม่รู้สึกสะท้อนใจ, ยื่นแขนออกไป, โอบกอดเสี่ยวหนิงที่มีน้ำตาคลอเบ้าเข้ามาในอ้อมอกอย่างแผ่วเบา, พลางนิ่งเงียบไม่กล่าววาจา
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ฝึกธรรม, ส่วนใหญ่ก็เพื่อชีวิตอันยืนยาว
ยาเม็ดที่สามารถเพิ่มพูนอายุขัยได้, อย่าว่าแต่ซูจื่อโม่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย, ต่อให้ในโลกหล้าใบนี้จะมีตำรับยาเช่นนั้นอยู่จริง, เกรงว่าเงื่อนไขในการหลอมยาก็คงจะยากลำบากเข้มงวด, ยากเย็นดุจดั่งการปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์, เกินกว่าจะจินตนาการได้!
แต่ทว่า, เสี่ยวหนิงรู้ดีถึงจุดนี้, แต่กลับยังคงเลือกที่จะเดินบนเส้นทางของนักปรุงยา ต่อให้, ยาเม็ดชนิดนี้จะมีอยู่เพียงในตำนานเล่าขานอันเลื่อนลอยไร้ตัวตน, นางก็ยังอยากที่จะลองดู, ก็เพียงเพื่อความหวังอันริบหรี่เพียงน้อยนิดในใจเท่านั้น
ในฉับพลัน, ซูจื่อโม่ก็พลันเข้าใจในเรื่องหนึ่ง การที่เสี่ยวหนิงสามารถบรรลุความสำเร็จในด้านการปรุงยาได้ถึงเพียงนี้ มิใช่เรื่องบังเอิญ
ความยึดมั่นถือมั่นเช่นนี้, มิใช่สิ่งที่ทุกคนจะครอบครองได้
ครู่ต่อมา, ซูจื่อโม่ก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง: “เตาปรุงยาของเจ้าเป็นมาอย่างไร?”
เสี่ยวหนิงลุกขึ้นยืน, หยิบเตาปรุงยาอันวิจิตรประณีตและเก่าแก่เตานั้นออกมา, วางลงบนโต๊ะ, พลางกล่าวว่า
“ข้าไปพบมันที่แผงลอยเล็กๆ แห่งหนึ่งในตลาดหย่งซิงฟาง, ในตอนนั้นก็มิได้รู้สึกว่ามีสิ่งใด, เพียงแค่ดูเก่าแก่มากเท่านั้น, มิได้มีสิ่งใดพิเศษ”
“แต่ทว่า, ในยามที่ข้าหยิบมันขึ้นมา, ในใจกลับบังเกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาดวูบผ่านไป”
“ดังนั้น, ข้าจึงซื้อมันมา, แต่กลับถูกเฮ่อซิงแห่งหอโอสถเพลิงแท้พบเห็นเข้าพอดี”
ซูจื่อโม่จ้องมองเตาปรุงยาเตานี้, พลางครุ่นคิด
เสี่ยวหนิงกล่าวต่อไป
“ในภายหลัง, ยามที่ข้านำเตาปรุงยาเตานี้มาใช้ในการปรุงยา, ถึงได้สัมผัสถึงความแตกต่าง”
“ขอเพียงมีเตาปรุงยาเตานี้อยู่, ในยามที่ข้าปรุงยา, พลังจิตของข้าก็จะรวมศูนย์เป็นหนึ่งเดียวอย่างถึงที่สุด, หากมิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย, ก็ยากยิ่งนักที่จะวอกแวกได้!”
ซูจื่อโม่พลันกระจ่างแจ้งในทันที
มิน่าเล่า ในการประลองโอสถเมื่อวานนี้, สภาวะของเสี่ยวหนิงถึงได้เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ, มีสมาธิจดจ่อเป็นหนึ่งเดียว, ที่แท้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคุณูปการของเตาปรุงยาอันลี้ลับเตานี้นี่เอง
“เก็บมันไว้เถิด” ซูจื่อโม่เอ่ยกำชับ
“เตาปรุงยาเตานี้, ไม่ว่าจะอย่างไรก็ห้ามมอบให้ผู้อื่นเด็ดขาด, เจ้าจงเก็บรักษามันไว้ให้ดี! ข้ารู้สึกว่า, เตาปรุงยาเตานี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา”
เพียงแค่อาศัยวัตถุไร้ชีวิต, ก็สามารถส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตใจของคนผู้หนึ่งได้ เตาปรุงยาเช่นนี้, แม้แต่ความสามารถของซูจื่อโม่ก็ยังมิอาจหลอมมันขึ้นมาได้
“อื้ม!”
เสี่ยวหนิงพยักหน้ารับ
ซูจื่อโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง, ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป, เจ้าก็จงฝึกวิชาอยู่ที่นี่กับข้าไปก่อน, รอจนถึงเวลาประลองยุทธ์ระหว่างสำนัก, เจ้าค่อยกลับไป”
เมื่อวานนี้เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย, ซูจื่อโม่ไม่วางใจจริงๆ ที่จะปล่อยให้เสี่ยวหนิงพักอยู่ที่หอโอสถชิงซวงต่อไป อีกประการหนึ่ง, ซูจื่อโม่ตั้งใจว่าจะฉวยโอกาสในช่วงเวลากว่าหนึ่งเดือนสุดท้ายนี้, ช่วยเหลือเสี่ยวหนิงให้ยกระดับพลังบำเพ็ญตบะขึ้นอีกสักหน่อย
เสี่ยวหนิงเป็นรากฐานวิชาเทียม, ความเร็วในการฝึกวิชาย่อมเชื่องช้าที่สุด
ดังนั้น, ซูจื่อโม่จึงได้สลักค่ายกลเสริมพลังประเภทหนึ่งขึ้นมาให้เสี่ยวหนิง, ซึ่งสามารถช่วยให้นางดูดซับพลังวิเศษได้ดียิ่งขึ้น, ภายในค่ายกลนั้นล้วนบรรจุไว้ด้วยหินวิเศษระดับสูงทั้งสิ้น!
ต้องรู้ว่า, ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ที่เป็นจินตันเจินเหริน, ก็ยังใช้เพียงหินวิเศษระดับสูงในการฝึกวิชา และแผนการของซูจื่อโม่นั้นก็ง่ายดายยิ่งนัก, ก็คือการใช้หินวิเศษระดับสูงทุ่มลงไป
เพราะในบัดนี้ สิ่งที่เขาไม่ขาดแคลนที่สุด, ก็คือหินวิเศษนั่นเอง
-สองสิงห์:ผู้แปล-