- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 259 การลอบสังหาร
บทที่ 259 การลอบสังหาร
บทที่ 259 การลอบสังหาร
ณ โรงหลอมยุทโธปกรณ์เพลิงแท้
ท่านเฒ่าจางกำลังนั่งอยู่ในห้องโถงด้านหลัง จ้องมองดูสมุดบัญชีการค้าล่าสุด พลางขมวดคิ้วแน่น
เก๋อหย่งโค้งคำนับยืนอยู่เบื้องล่าง ด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา
“เหตุใดช่วงนี้ยอดการสั่งทำอุปกรณ์วิเศษระดับกลางจึงกลับมาดีขึ้น แต่ยอดการสั่งทำอุปกรณ์วิเศษระดับสูงกลับลดลงไปมากโข?” ท่านเฒ่าจางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
เก๋อหย่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
“เป็นเพราะโรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิง...”
“หึๆ”
ยังไม่ทันที่เก๋อหย่งจะกล่าวจบ ท่านเฒ่าจางก็หัวเราะเบาๆ ออกมา แล้วกล่าวว่า
“ข้าเคยบอกแล้วว่าโรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิงแห่งนี้ ไม่เกินครึ่งปีจะต้องปิดตัวลงอย่างแน่นอน ดูท่าว่าคงจะไม่ผิดไปจากที่ข้าคาดการณ์ไว้”
ในความคิดของท่านเฒ่าจาง คงเป็นเพราะโรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิงได้ปิดตัวลงแล้ว จึงทำให้มีผู้ฝึกตนมาสั่งทำอุปกรณ์วิเศษระดับกลางที่โรงหลอมยุทโธปกรณ์เพลิงแท้เพิ่มมากขึ้น
“เอ่อ...”
เก๋อหย่งมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
“เหตุใดรึ มีสิ่งใดไม่ถูกต้องงั้นรึ?” ท่านเฒ่าจางเห็นเก๋อหย่งมีสีหน้าผิดปกติ จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม
เก๋อหย่งตอบตามความจริงว่า
“โรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิงยังไม่ได้ปิดตัวลง เพียงแต่ไม่รับหลอมอุปกรณ์วิเศษระดับกลางแล้ว แต่เปลี่ยนไปรับหลอมอุปกรณ์วิเศษระดับสูงแทน”
“หืม?”
สีหน้าของท่านเฒ่าจางเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเอ่ยถามกลับไปว่า
“โรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิงมิใช่ว่าไม่สามารถหลอมอุปกรณ์วิเศษระดับสูงได้หรอกรึ เหตุใดจู่ๆ ถึงสามารถทำได้แล้ว?”
“บ่าวผู้นี้ก็ไม่ทราบเช่นกัน”
เก๋อหย่งส่ายหน้า
ท่านเฒ่าจางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยถามต่อไปว่า
“ราคาของเขาอยู่ที่เท่าใด?”
“สามพันหินวิเศษระดับสูง” เก๋อหย่งตอบ
ท่านเฒ่าจางพลันเข้าใจในทันที เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า
“กดราคาไว้ต่ำถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่แย่งธุรกิจของพวกเราไปจนหมด! ส่งคำสั่งลงไป นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ราคาการสั่งทำอุปกรณ์วิเศษระดับสูงของโรงหลอมยุทโธปกรณ์เพลิงแท้เรา ก็ให้เปลี่ยนเป็นสามพันหินวิเศษระดับสูงทั้งหมด!”
“นี่...”
เก๋อหย่งอ้าปากค้าง อยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า
“เหตุใดถึงได้อ้ำๆ อึ้งๆ?”
ท่านเฒ่าจางตวาดเสียงดัง “มีอะไรก็พูดออกมา!”
เก๋อหย่งประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า
“ท่านเฒ่าจาง ขออภัยที่บ่าวผู้นี้ต้องพูดตรงๆ แม้ว่าพวกเราจะลดราคาลงมาเหลือสามพันหินวิเศษระดับสูง ก็ยังไม่อาจแข่งขันกับโรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิงได้”
“เหตุใดกัน เจ้าไม่เชื่อในฝีมือการหลอมยุทโธปกรณ์ของข้าผู้เฒ่างั้นรึ?” สายตาของท่านเฒ่าจางพลันแข็งกร้าวขึ้นมา ที่หว่างคิ้วปรากฏร่องรอยแห่งความโกรธเกรี้ยว
เก๋อหย่งกล่าวเสียงเบาว่า
“ที่โรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิง การสั่งทำอุปกรณ์วิเศษระดับสูง ก็ต้องการวัตถุดิบเพียงแค่ชุดเดียวเท่านั้น”
“อะไรนะ!”
ท่านเฒ่าจางทุบโต๊ะลุกขึ้นยืน สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก ในดวงตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“เป็นไปไม่ได้!” ท่านเฒ่าจางส่ายหน้าไม่หยุด
แม้แต่เป็นเขาที่ลงมือเอง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้วัตถุดิบถึงสิบชุด จึงจะสามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถหลอมอุปกรณ์วิเศษระดับสูงออกมาได้สำเร็จหนึ่งชิ้น
แต่โรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิง กลับต้องการวัตถุดิบเพียงแค่ชุดเดียวรึ?
อย่าได้มองว่าอุปกรณ์วิเศษระดับกลางกับอุปกรณ์วิเศษระดับสูงนั้นแตกต่างกันเพียงแค่ลวดลายวิเศษสายเดียว แต่เพียงแค่ลวดลายวิเศษสายเดียวนี้นี่เอง ที่ได้กลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นนักหลอมยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่เอาไว้
การเพิ่มลวดลายวิเศษอีกหนึ่งสาย จะทำให้อัตราความล้มเหลวในการรวบรวมวิญญาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก วัตถุดิบเพียงชุดเดียว จะสามารถรับประกันได้ว่าหลอมอุปกรณ์วิเศษระดับสูงได้สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อย่างไรกัน?
เก๋อหย่งหัวเราะอย่างขมขื่นแล้วกล่าวว่า
“ท่านเฒ่าจาง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ จะส่งผลกระทบต่อโรงหลอมของเราอย่างใหญ่หลวง”
“คนผู้นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เคยสืบสวนดูบ้างหรือไม่?” ท่านเฒ่าจางเอ่ยถามขึ้นอย่างกะทันหัน
“กำลังสืบสวนอยู่ตลอด แต่ยังไม่มีข่าวคราวที่แน่ชัด” เก๋อหย่งตอบ
“โยวอิ๋ง ออกมา!”
ท่านเฒ่าจางพลันตะโกนเสียงเบา
“จี๊ดๆ จี๊ดๆ!”
ในเงามืดเบื้องหลังของเขา หนูตัวหนึ่งซึ่งสูงกว่าครึ่งร่างคนวิ่งออกมา ร่างกายของมันดำทมิฬทั้งตัว ดวงตาที่เจ้าเล่ห์และเย็นชาจ้องมองไปรอบๆ ส่งเสียงร้องเบาๆ เผยให้เห็นฟันอันแหลมคม ราวกับคมดาบ!
เก๋อหย่งตกใจจนสะดุ้ง
นี่คือหนูเงามายา เผ่าพันธุ์ที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณ อสูรวิเศษขั้นสร้างฐาน ปรากฏกายและหายตัวราวกับภูตผี มีร่องรอยที่ลึกลับ เชี่ยวชาญในการลอบโจมตีและลอบสังหารมากที่สุด!
“โยวอิ๋ง คืนนี้เจ้าจงแอบลอบเข้าไปในโรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิงให้ข้า อย่าได้เปิดเผยร่องรอยเป็นอันขาด ไปดูซิว่าเจ้าโม่หลิงผู้นี้เป็นตัวอะไรกันแน่”
ในดวงตาของท่านเฒ่าจางฉายแววเย็นเยียบออกมาวูบหนึ่ง เขากล่าวอย่างช้าๆ ว่า
“หากมีโอกาส เจ้าจงสังหารคนผู้นี้เสีย เพื่อกำจัดปัญหายุ่งยากในภายหลัง!”
หนูเงามายารับคำหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันหลังแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ภายในเมืองหลวง ห้ามมิให้ผู้ฝึกตนทั่วไปเหาะเหินเดินอากาศด้วยกระบี่ หรือต่อสู้กัน
แต่นี่ก็มิใช่กฎเกณฑ์ที่ตายตัว และไม่มีช่องโหว่
เพียงแค่ไม่มีการสั่นไหวของพลังวิเศษที่รุนแรงเกินไป ก็ย่อมสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวงได้
…
ราตรีมาเยือน
ซูจื่อโม่ยังคงนั่งสมาธิอยู่ในห้องเช่นเคย เพื่อหลอมรวมแก่นแท้จากไข่มังกรในร่างกายของตน
เย่หลิงหมอบอยู่ข้างกายของเขา
เมื่อถึงยามสาม ซูจื่อโม่พลันรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง เขาขมวดคิ้วแล้วลืมตาขึ้น
แทบจะในเวลาเดียวกัน เย่หลิงก็พลันขยับตัวเล็กน้อย มันเงี่ยหูฟัง
ครู่ต่อมา ในดวงตาของเย่หลิงก็ฉายแววเย็นเยียบออกมาวูบหนึ่ง มันเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ มาถึงที่มุมกำแพง ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดขนาดใหญ่
ซูจื่อโม่มองดูอย่างละเอียด แม้ว่าเย่หลิงจะลืมตาอยู่ แต่ดวงตาและร่างกายของมันกลับหลอมรวมเข้ากับความมืดมิดโดยรอบได้อย่างสมบูรณ์แบบ มองไม่เห็นร่องรอยใดๆ เลย
หากมิใช่เพราะซูจื่อโม่เห็นเย่หลิงเดินเข้าไปด้วยตาของตนเอง เขาก็คงไม่กล้าเชื่อเป็นแน่
เวลาผ่านไปไม่นานนัก บนกำแพงก็พลันปรากฏศีรษะเล็กๆ ศีรษะหนึ่งขึ้นมา ดวงตาที่เจ้าเล่ห์คู่หนึ่งกวาดมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจสถานการณ์ภายในสวน
หนูเงามายารู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจอยู่รางๆ แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
หลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หนูเงามายาก็ถอยกลับไปจากบนกำแพง
ในขณะนี้ เย่หลิงยังคงยืนนิ่งอยู่ในความมืดมิด ภายในเงามืดใต้กำแพง ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย สายตาของมันเย็นชา ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่
เป็นไปตามคาด!
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หนูเงามายาก็ปรากฏตัวขึ้นบนกำแพงอีกครั้ง!
มันไม่ได้จากไป เพียงแต่ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพื่อทดสอบสถานการณ์ภายในกำแพง
เมื่อไม่พบอันตรายใดๆ หนูเงามายาก็วางใจลง มันค่อยๆ เลื่อนตัวลงมาจากบนกำแพง
ในชั่วขณะที่หนูเงามายาตกลงถึงพื้น เย่หลิงก็พลันพุ่งตัวออกมา ด้วยความเร็วที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่า ในชั่วพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าของหนูเงามายา
กรงเล็บที่ส่องประกายเย็นเยียบยื่นออกมาอย่างเงียบเชียบ แทงทะลุเนื้อหนังของหนูเงามายาในทันที
หนูเงามายามีสีหน้าตื่นตระหนก มันเพิ่งจะอ้าปากเตรียมที่จะร้องเสียงดัง
ลำแสงสีดำสายหนึ่งก็พาดผ่านท้องฟ้ายามราตรี
ฉึก!
เสียงดังแผ่วเบา
ศีรษะของหนูเงามายา ถูกหนามแหลมแทงทะลุ แววตาของมันมืดหม่นลง!
หนามแหลมอันนี้ คือหางของเย่หลิง
ยังคงเป็นการจู่โจมสังหารที่สมบูรณ์แบบจนไร้ทางป้องกัน!
หนูเงามายาไม่มีแรงต่อต้านแม้แต่น้อย
ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ที่เย่หลิงลงมือจนถึงสิ้นสุด เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการสังหารที่เข้มข้น บริสุทธิ์และเย็นชา
เย่หลิงคาบหนูเงามายาขึ้นมา เดินผ่านสวน มาถึงริมแม่น้ำจีสุ่ย มันสะบัดหัวเบาๆ โยนซากของหนูเงามายาลงไปในแม่น้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นขึ้นมา แล้วหายวับไปในทันที
เลือดเนื้อของเผ่าพันธุ์ที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณ ไม่มีแรงดึงดูดต่อเย่หลิงแม้แต่น้อย!
ซูจื่อโม่หรี่ตาลงเล็กน้อย ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ที่มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มเย็นชาขึ้นมา หนูเงามายาตัวนี้ เห็นได้ชัดว่าถูกส่งมาโดยใครบางคน
“ในที่สุดก็ทนไม่ไหวแล้วรึ?”
…
ณ โรงหลอมยุทโธปกรณ์เพลิงแท้
ท่านเฒ่าจางและเก๋อหย่งไม่ได้นอนหลับทั้งคืน จนกระทั่งรุ่งสาง หนูเงามายาก็ยังไม่ปรากฏตัว
ที่หว่างคิ้วของท่านเฒ่าจางปรากฏร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้า ราวกับแก่ชราลงไปสิบปีในชั่วข้ามคืน
ท่านเฒ่าจางสูดหายใจเข้าลึกๆ หลับตาลงแล้วโบกมือ กล่าวว่า
“กลับไปพักผ่อนเถอะ โยวอิ๋งตายแล้ว”
“นี่...”
เก๋อหย่งเองก็ตระหนักได้ว่า มาถึงเวลานี้แล้ว โยวอิ๋งยังไม่กลับมา ก็น่าจะเป็นลางร้ายมากกว่าดี
ท่านเฒ่าจางเดินออกจากห้อง มองไปยังทิศทางของโรงหลอมยุทโธปกรณ์โม่หลิง ในดวงตาของเขามีความเย็นเยียบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พลางพูดกับตัวเองว่า
“โม่หลิง ไม้ที่โดดเด่นในป่า ย่อมถูกลมพัดทำลาย ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน!”
-สองสิงห์:ผู้แปล-