- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 170 เหล่าจอมมารน้อยรวมตัว งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น
บทที่ 170 เหล่าจอมมารน้อยรวมตัว งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น
บทที่ 170 เหล่าจอมมารน้อยรวมตัว งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น
ณ ตำแหน่งที่ห่างจากสระโลหิตสิบจั้ง มีผู้ฝึกตนผมสั้นเกรียนคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ข้างกายของเขามีทวนยาวสีดำสนิทที่ทั้งหนาและแกร่งปักอยู่บนพื้นดิน สูงกว่าซูจื่อโม่เสียอีก
ผู้ฝึกตนผมสั้นเกรียนผู้นี้หลับตาทั้งสองข้าง หายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าคมคายราวกับถูกสลัก ท่อนบนเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อทุกส่วนเปล่งประกายสีทองแดงราวกับถูกหล่อหลอมด้วยเหล็กกล้า เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกทรงพลัง
รอบกายของบุคคลผู้นี้ในรัศมีร้อยเมตร ไม่มีผู้ใดอยู่อีก มีเพียงทวนยักษ์เล่มนั้น
ทันทีที่ซูจื่อโม่เห็นบุคคลผู้นี้ เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล!
นั่นคือสนามพลังที่บ้าคลั่งและครอบงำถึงขีดสุด แรงกดดันแผ่ซ่านอย่างไร้ขีดจำกัด!
"คนผู้นี้แข็งแกร่งมาก!"
หัวใจของซูจื่อโม่สั่นสะท้าน
แม้ว่าที่นี่จะมีค่ายกลโบราณผนึกวิญญาณอยู่ สามารถพึ่งพาได้เพียงพลังในการต่อสู้ระยะประชิด แต่ซูจื่อโม่ก็หาใช่ผู้ไร้เทียมทาน
คัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดารของเขาเพิ่งจะฝึกฝนถึงขั้นชำระไขกระดูก ยังไม่บรรลุถึงขั้นสูงสุด แม้จะมีวิชาอสนีบาตไท่ซวี คัมภีร์ชำระไขกระดูกคอยช่วยเหลือ แต่พละกำลังก็เทียบเท่าได้เพียงขั้นสร้างฐานช่วงปลายเท่านั้น
สายตาของเด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูจับจ้องไปที่ผู้ฝึกตนผมสั้นเกรียน ขมวดคิ้วเล็กน้อย
จอมมารน้อยแห่งตำหนักป้าหวาง ผังเยว่!
ผังเยว่ ถูกศิษย์สำนักมารจำนวนมากเรียกว่าคนบ้าแห่งตำหนักป้าหวาง มีพฤติกรรมหยิ่งยโสโอหัง พลังต่อสู้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง มีเพียงคนเช่นนี้เท่านั้นที่จะกล้าหาญถึงเพียงนี้ มาที่นี่เพียงลำพัง
ฝั่งตรงข้ามของสระโลหิต มีผู้ฝึกตนกว่าร้อยคนยืนอยู่ การแต่งกายและเครื่องประดับคล้ายคลึงกัน เห็นได้ชัดว่ามาจากสำนักเดียวกัน
ชายหนุ่มผู้นำสวมชุดคลุมสีม่วง ไพล่มือไว้ด้านหลัง สายตาลึกล้ำ ในดวงตาทั้งสองข้างราวกับสามารถเปล่งประกายแสงมายาออกมาได้ ล่อลวงจิตใจผู้คน
อีกด้านหนึ่งของผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีม่วง ยังมีผู้ฝึกตนอีกหลายสิบคนยืนอยู่ ชายหนุ่มผู้นำสวมชุดคลุมยาวสีเลือดแดงสด เม้มริมฝีปากแน่น สายตาเย็นชาอย่างยิ่ง ใบหน้าไร้ความรู้สึก
ซูจื่อโม่กวาดสายตามองไปคร่าวๆ ก็มองออกว่า หากไม่นับพวกเขาแล้ว ที่นี่มีสามสำนัก
ผู้ฝึกตนผมสั้นเกรียนคนเดียว ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีม่วงและคนเบื้องหลังเขากว่าร้อยคน ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเลือดและคนเบื้องหลังเขาอีกหลายสิบคน
แน่นอนว่า อาจจะเป็นสี่สำนักก็ได้
หากซูจื่อโม่คาดเดาไม่ผิด 'ศพ' ที่เคยลงมือลอบสังหารเขาสองครั้งก่อนหน้านี้ ไม่น่าจะสังกัดอยู่ในสามสำนักนี้ ถ้ารวมคนผู้นี้เข้าไปด้วย ก็จะเป็นสี่สำนัก
หาก 'ศพ' ผู้นั้นมาถึงที่นี่ ด้วยวิธีการปลอมตัวและซ่อนเร้นของเขา หากไม่เผยจิตสังหารออกมา ซูจื่อโม่ก็ไม่อาจหาคนผู้นี้พบได้เลย
เมื่อซูจื่อโม่และเด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูปรากฏตัว ปฏิกิริยาของผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักนี้ก็น่าสนใจยิ่งนัก
ผู้ฝึกตนผมสั้นเกรียนไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แม้แต่ดวงตาก็ยังไม่ลืมขึ้น
ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีม่วงมองไปที่เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพู มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเลือดมีสีหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไรสักคำ
จุดร่วมของผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักนี้คือ พวกเขาต่างก็มองข้ามซูจื่อโม่ไปโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนี้เอง ที่ทางแยกไม่ไกลออกไป มีกลุ่มผู้ฝึกตนเดินออกมา ผู้นำสวมชุดคลุมสีดำ ซึ่งก็คือกลุ่มผู้ฝึกตนสำนักตี้ซาที่เคยปะทะกับซูจื่อโม่มาก่อนหน้านี้
หลังจากที่ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีดำเห็นซูจื่อโม่แล้ว นัยน์ตาก็หดเล็กลงเล็กน้อย จิตสังหารวาบขึ้นมาแล้วหายไปในทันที
เดิมทีผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีดำนำคนมากว่าร้อยคน ในการปะทะกับซูจื่อโม่เพียงชั่วครู่ ก็สูญเสียไปกว่ายี่สิบคน แม้แต่ตัวเขาก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด!
ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีคนอีกหลายคนปรากฏตัวขึ้น ผู้นำมีหน้าตางดงามอย่างยิ่ง ในมือถือพัดด้ามจิ้ว* ใบหน้าราวกับหยกขาว ดวงตาราวกับดาวประกายพรึก ท่วงท่าสง่างาม ประกอบกับชุดคลุมสีขาว ช่างเป็นบุรุษรูปงามที่โดดเด่นเสียจริง
มุมปากของบุคคลผู้นี้มีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่ สายตาอ่อนโยน
เมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนผมสั้นเกรียน ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีม่วงและคนอื่นๆ แล้ว บุคคลผู้นี้ยังถือว่าปกติ ไม่เหมือนกับพวกนอกรีต
เบื้องหลังของชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวยังมีหญิงงามสี่คนติดตามอยู่ แต่ละคนงดงามราวกับเทพธิดา รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น แต่ก็มีความงามที่แตกต่างกันไป
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวหันสายตาไปมองเด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพู แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"เยียนเอ๋อร์ ที่นี่อันตรายนัก มาทางข้าเถอะ?"
"คิกๆ" เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูหัวเราะขึ้นมา แล้วพูดว่า
"ซ่างกวนอวี่ ทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว สำนักอวิ๋นอวี่ของพวกเจ้ามีเจ้าโง่คนหนึ่ง ถูกข้าฆ่าไปแล้ว!"
"อ้อ"
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวที่ชื่อซ่างกวนอวี่ดูเหมือนจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย พยักหน้าแล้วพูดว่า
"เหยียนเฟยสินะ ข้าคาดไว้แล้วว่าเขาจะต้องตาย เพียงแต่ไม่คิดว่าเขาจะตายเร็วขนาดนี้
ข้าคิดว่า เขาน่าจะสามารถเดินมากับเจ้าถึงที่นี่ได้"
"ในฐานะศิษย์สำนักอวิ๋นอวี่ เขากลับทำผิดพลาดในเรื่องที่ไม่ควรพลาดที่สุด"
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูกล่าว
"หึๆ"
ซ่างกวนอวี่หัวเราะแล้วพูดว่า "เขาเป็นเพียงศิษย์สำนักมารธรรมดาๆ จะเป็นคู่ต่อสู้ของธิดาพรหมจรรย์ผู้สง่างามแห่งสำนักมารได้อย่างไร ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย"
หยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของซ่างกวนอวี่ก็กวาดมองไปที่ซูจื่อโม่ โบกพัดด้ามจิ้ว แล้วถามอย่างไม่ใส่ใจว่า "เยียนเอ๋อร์ คนผู้นี้คือใคร?"
"เขาเป็นคนที่ปกป้องข้าอย่างไรเล่า"
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูเดินเข้าไปข้างหน้า คล้องแขนของซูจื่อโม่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"โอ้?" ซ่างกวนอวี่หัวเราะ แล้วพูดอย่างแผ่วเบาว่า
"สามารถเดินมาถึงที่นี่ได้ ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง... น่าเสียดายที่เขาจะต้องตาย"
ในตอนนี้เอง ซูจื่อโม่ก็หันศีรษะไป มองไปที่เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูข้างกาย ในดวงตามีแววเย้ยหยันฉายวาบขึ้นมา แล้วพูดอย่างสงบว่า "ธิดาพรหมจรรย์แห่งสำนักมาร เจ้าเป็นคนของสำนักมารจริงๆ ด้วย"
"ข้าก็ไม่ได้อยากจะปิดบังท่านหรอกนะ แต่ว่า..."
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูเพิ่งจะอธิบาย ก็ถูกเสียงของซูจื่อโม่ขัดจังหวะ
"ก่อนหน้านี้ข้าเคยพูดไว้ว่า หากเจอคนของสำนักมาร จะเจอหนึ่งคน ฆ่าหนึ่งคน!"
พรืด!
เมื่อได้ยินประโยคนี้ มีคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังลั่น
ที่นี่คือที่ไหน?
รอบๆ นี่มีแต่คนประเภทไหน?
บัณฑิตในชุดคลุมสีเขียวผู้นี้คงจะสมองกลับไปแล้ว ถึงได้กล้าพูดจาเช่นนี้ออกมา!
ฮ่าๆๆๆ!
รอบข้างมีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาเป็นระลอก แม้แต่ผู้ฝึกตนผมสั้นเกรียนที่หลับตาอยู่ตลอดเวลาก็ยังหันศีรษะมามองซูจื่อโม่แวบหนึ่ง
"คนผู้นี้เป็นใครกัน ตลกชะมัด"
"ไม่รู้สิ สงสัยจะสติไม่ดี เริ่มพูดจาเพ้อเจ้อแล้ว"
เกือบทุกคนกำลังหัวเราะ แต่ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีดำของสำนักตี้ซากลับหัวเราะไม่ออก
ซ่างกวนอวี่ยิ้มแล้วพูดว่า "เยียนเอ๋อร์ ผู้ฝึกตนคนนี้น่าสนใจดี ข้าชักจะไม่อยากฆ่าเขาแล้วสิ"
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูไม่สนใจคนอื่น เพียงแต่มองไปที่ซูจื่อโม่ แล้วพูดอย่างน้อยใจว่า
"พี่ใหญ่ซู ท่านสัญญาไว้แล้วว่าจะปกป้องข้า"
"ใช่" ซูจื่อโม่พยักหน้า
แต่ประโยคต่อไป กลับทำเอาเด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูแทบจะกระอักเลือด
"ข้ากลับคำพูดแล้ว"
ซูจื่อโม่พูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แล้วพูดว่า
"ท่านช่างหน้าด้านไร้ยางอายสิ้นดี! อย่าลืมสิว่าข้าให้หินวิเศษท่านไปกว่าสี่แสนก้อนนะ!"
ซูจื่อโม่ชี้ไปที่เหล่าผู้ฝึกตนรอบๆ แล้วพูดด้วยเสียงทุ้มว่า "หากข้าคาดเดาไม่ผิด ที่นี่ล้วนเป็นคนของสำนักมาร การสืบทอดที่นี่ ก็เป็นการสืบทอดของสำนักมารของพวกเจ้า!"
"เจ้าล่อข้ามาที่นี่ ไม่ได้มีเจตนาดีเลยแม้แต่น้อย หากข้าไม่มีฝีมืออยู่บ้าง เกรงว่าคงจะลงเอยเหมือนกับ
อูเซี่ยงหมิงและเหยียนเฟยไปแล้ว! หินวิเศษสี่แสนก้อน ข้าสามารถปกป้องเจ้าได้ แต่เจ้าคิดจะซื้อชีวิตข้า มันถูกเกินไป!"
ในวินาทีนั้น หัวใจของเด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูก็ตกตะลึง
ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมาก นางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของซูจื่อโม่อย่างแท้จริง
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูตัวแข็งทื่อ ราวกับตกลงไปในห้องน้ำแข็ง
นางรู้ดีว่า หากรับมือไม่ดี ชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวผู้นี้จะฆ่านางจริงๆ!
"ท่าน... ท่านฆ่าข้าไม่ได้"
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ซูจื่อโม่นิ่งเงียบ เพียงแต่มองไปที่เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูด้วยสายตาเย็นชา ฝ่ามือได้วางลงบนด้ามดาบจันทร์ยะเยือกแล้ว
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูยื่นมือออกไป ค่อยๆ ถอดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติ แล้วพูดเสียงเบาว่า "ข้าชื่อจีเหยาเยียน"
*พัดด้ามจิ้ว - ตัวพัดทำจากกระดาษหรือผ้าติดกับโครงที่เป็นซี่ๆ ทำให้สามารถพับเก็บให้มีขนาดเล็กได้สะดวกต่อการพกพา ที่เห็นในหนังจีนกัน
-สองสิงห์:ผู้แปล-