- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 160 นิกายธิดาพรหมจรรย์
บทที่ 160 นิกายธิดาพรหมจรรย์
บทที่ 160 นิกายธิดาพรหมจรรย์
สะใจ
ปฏิกิริยาแรกของชายชราผู้ซอมซ่อก็คือความสะใจ!
เมื่อได้เห็นสีหน้าของซือหม่าจื้อที่ราวกับกลืนกินของโสโครกเข้าไป ชายชราผู้ซอมซ่อก็รู้สึกเบิกบานใจอย่างบอกไม่ถูก อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาพร้อมกับผู้คน
สายตาของซือหม่าจื้อเย็นเยียบจับจ้องไปยังห้องหมายเลขหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย สีหน้าเย็นชาจนถึงขีดสุด กัดฟันกรอดด้วยความเกลียดชัง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากรอบข้าง ก็รู้สึกราวกับใบหน้าถูกตบด้วยไฟ
การกระทำของอีกฝ่ายในครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเขาฉาดใหญ่!
“หึๆ”
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ซือหม่าจื้อพลันยิ้มออกมาเล็กน้อย เลิกคิ้วถามว่า “สหายท่านนี้มาจากสำนักใด ข้าซือหม่าจื้ออยากจะขอทำความรู้จัก ไม่ทราบว่าจะพอให้เกียรติปรากฏตัวให้เห็นสักครั้งได้หรือไม่?”
แม้ว่าน้ำเสียงของซือหม่าจื้อจะดูสุภาพ แต่ทุกคนต่างก็ฟังออกถึงความเคียดแค้นที่แฝงอยู่ภายใน
หากคนทั้งสองได้พบหน้ากัน ความบาดหมางครั้งนี้ก็คงจะก่อตัวขึ้นอย่างแน่นอน
“ไม่ได้”
ในขณะนั้นเอง หญิงรับใช้เมื่อได้ฟังกระแสจิตจากภายใน ก็หันกลับมาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เมื่อซือหม่าจื้อเห็นว่าอีกฝ่ายปฏิเสธที่จะปรากฏตัว ในใจก็ไม่มีความเกรงกลัวอีกต่อไป คาดเดาว่าอีกฝ่ายคงจะหวาดกลัวเขา หรือไม่ก็หวาดกลัวชื่อเสียงของสำนักเพลิงแท้
อันที่จริง ประโยคเมื่อครู่นี้เป็นเพียงการหยั่งเชิงของซือหม่าจื้อ
หากอีกฝ่ายปรากฏตัวออกมา และมีฐานะสูงส่ง ซือหม่าจื้อก็จะเยาะเย้ยตนเองเล็กน้อย แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนก็คงไม่เป็นไร
หากอีกฝ่ายปรากฏตัวออกมา แต่กลับมีฐานะธรรมดาสามัญ ไม่มีอะไรโดดเด่น ซือหม่าจื้อก็จะจดจำไว้ได้ว่า วันนี้ตนเองพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใด
แต่ถ้าหากอีกฝ่ายไม่ยอมปรากฏตัว…
“หึ!”
ซือหม่าจื้อแค่นเสียงเย็นชา กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “สหายท่านนี้ ท่านอย่าได้คิดปฏิเสธความปรารถนาดีของข้า! ท่านคิดว่าซ่อนตัวอยู่ข้างในแล้วข้าจะสืบหาตัวตนของท่านไม่พบรึ? หากข้ารู้ว่าท่านเป็นใคร ข้าจะ...”
“ซือหม่าจื้อ ในโรงประมูลแห่งนี้ ยังไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาอาละวาดได้!”
ซือหม่าจื้อยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเสียงตวาดดังลั่นขัดจังหวะขึ้นมา
ทุกคนต่างหันไปมองตามเสียง ก็เห็นเจ้าของโรงประมูลเทียนเป่าที่อยู่ไม่ไกลนัก เก็บซ่อนรอยยิ้มบนใบหน้า สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม สายตาที่จับจ้องไปยังซือหม่าจื้อนั้นแฝงไปด้วยคำเตือนอย่างชัดเจน!
โจวรุ่ย เจ้าของโรงประมูลเทียนเป่า แม้ว่าก่อนหน้านี้จะยิ้มแย้มอยู่เสมอ แต่เขาก็เป็นถึงจินตันเจินเหรินคนหนึ่ง มิอาจดูแคลนได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะนักธุรกิจ หลายปีมานี้ ทุกคนยังไม่เคยเห็นโจวรุ่ยแสดงความโกรธออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ภาพที่ปรากฏในตอนนี้ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงในใจ
“ท่านเจ้าของโจว ท่าน...” ซือหม่าจื้อถึงกับงุนงงไปชั่วขณะเมื่อถูกด่าทอ
“ซือหม่าจื้อ หากเจ้ากล้าก่อเรื่องในโรงประมูลเทียนเป่าของข้า ต่อให้เป็นสำนักเพลิงแท้ก็ปกป้องเจ้าไว้ไม่ได้!” ท่านเจ้าของโจวขัดจังหวะซือหม่าจื้ออีกครั้ง กล่าวเสียงดัง
ซือหม่าจื้อรีบหุบปากทันที แต่ในใจกลับอัดอั้นจนแทบจะกระอักเลือดออกมา
อันที่จริงแล้ว โจวรุ่ยไม่รู้เลยว่าซูจื่อโม่อยู่ในห้องหมายเลขหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์มอบตำราเมื่อครู่นี้ ทั้งหมดเป็นความคิดของซูจื่อโม่
โจวรุ่ยคิดว่า ทั้งหมดนี้เป็นความประสงค์ของท่านผู้จัดการใหญ่กู้ซี
บัดนี้ซือหม่าจื้อไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ยังกล้าข่มขู่กู้ซีอีก โอกาสที่จะเอาใจท่านผู้จัดการใหญ่เช่นนี้ โจวรุ่ยจะพลาดได้อย่างไร สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนผู้คนแทบตั้งตัวไม่ทัน
ซือหม่าจื้อถูกด่าทอจนงุนงงไปหมด ใบหน้าร้อนผ่าว ไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้อีก จึงจากไปอย่างฉุนเฉียว
โจวรุ่ยยืนมองส่งคนผู้นี้จากไป ใบหน้าก็กลับมาเปื้อนยิ้มอีกครั้ง ประสานมือคารวะไปรอบทิศทางแล้วกล่าวว่า “การประมูลดำเนินต่อไป เชิญทุกท่านต่อได้เลย”
ชายชราผู้ซอมซ่อถือตำราโบราณเอาไว้ พลางเงยหน้ามองไปยังห้องหมายเลขหนึ่งด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ในใจเต็มไปด้วยความสับสน
ชายชราผู้ซอมซ่อตัดสินใจว่าจะกลับเข้าไปในห้องก่อน รอให้การประมูลสิ้นสุดลงแล้วค่อยไปสอบถามให้รู้ความ
หินวิเศษระดับสูงสี่สิบสามหมื่นก้อน!
ของขวัญชิ้นใหญ่มหึมาเช่นนี้ หากไม่สอบถามให้กระจ่างแจ้ง ชายชราผู้ซอมซ่อก็รู้สึกว่ามันร้อนมือเกินไป ในใจรู้สึกไม่สงบ
...
ภายในห้องหมายเลขหนึ่ง
กู้ซียืนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ข้างๆ ในใจรู้สึกขบขัน
ชายหนุ่มในชุดเขียวผู้นี้ดูภายนอกสุขุมเยือกเย็น แต่ที่จริงแล้วก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่บ้าง ของที่มีมูลค่ากว่าสี่แสนหินวิเศษระดับสูง กลับมอบให้ผู้อื่นไปง่ายๆ
แม้ว่าจะเป็นคนของยอดเขาไร้ตัวตนด้วยกัน แต่การกระทำเช่นนี้ก็นับว่าใจกว้างอย่างน่าตกใจ!
อันที่จริงแล้ว ในความคิดของซูจื่อโม่ ตำราโบราณเล่มนี้ไม่ว่าจะอยู่ในมือของชายชราผู้ซอมซ่อหรืออยู่ในมือของตนเอง ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย
ซูจื่อโม่มั่นใจว่า ตำราโบราณเล่มนี้ ชายชราผู้ซอมซ่อต้องซื้อมาเพื่อเขาอย่างแน่นอน!
อีกทั้งการเลือกที่จะมอบตำราให้ ยังเป็นการช่วยระบายความโกรธแค้นให้แก่ชายชราผู้ซอมซ่อได้อีกด้วย ในมุมมองของซูจื่อโม่แล้ว ข้อนี้สำคัญยิ่งกว่า
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ชายชราผู้ซอมซ่อปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี ราวกับเป็นคนในครอบครัว
ซูจื่อโม่ทนเห็นเขาถูกรังแกไม่ได้
“อีกสักครู่จะไม่ไปพบเขาสักหน่อยหรือ?” กู้ซีเอ่ยถาม
“ไม่ดีกว่า”
ซูจื่อโม่ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังคงส่ายหน้า
การไปพบชายชราผู้ซอมซ่อก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ยากที่จะอธิบาย มันยุ่งยากเกินไป สู้ไม่พบกันเสียเลยจะดีกว่า
“ก็ได้ เจ้าลงไปก่อนเถิด อีกสามวันข้าจะไปหาเจ้าอีกครั้ง”
ภายใต้การนำทางของหญิงรับใช้คนหนึ่ง ซูจื่อโม่ได้ออกจากห้องหมายเลขหนึ่งทางประตูหลัง เดินลงไปชั้นล่าง และถูกจัดให้อยู่ในห้องที่ค่อนข้างเงียบสงบแห่งหนึ่งเพื่อพักอาศัยชั่วคราว
“เหยาเยียน ภายในสถานที่แห่งนั้นแท้จริงแล้วมีสิ่งใดอยู่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
อีกทั้งข้าได้ยินมาว่า จอมมารน้อยทั้งหกนิกายต่างก็พากันมาแล้ว สถานการณ์อันวุ่นวายเช่นนี้ เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย?”
หลังจากที่ซูจื่อโม่ออกไปแล้ว สีหน้าของกู้ซีก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นางมองไปยังเด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูแล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง
“คิกๆ”
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูหัวเราะ “ท่านป้ากู้โปรดวางใจ ข้าย่อมไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน
อีกอย่าง จอมมารน้อยทั้งหกนิกายมารวมตัวกัน งานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ข้าจะพลาดไปได้อย่างไร?”
“เจ้าไม่เหมือนกับพวกเขา”
กู้ซีส่ายหน้ากล่าว “สำนักมารทั้งเจ็ดนิกาย มีเพียงนิกายธิดาพรหมจรรย์เท่านั้นที่เป็นสายเดียวสืบทอดกันมา เจ้าไม่มีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ การเดินทางครั้งนี้อันตรายเกินไปแล้ว เจ้าคงไม่ได้หวังพึ่งซูจื่อโม่ผู้นั้นจริงๆ กระมัง?”
“ไม่เป็นไร”
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูโบกมือกล่าว “ก่อนหน้านี้ ข้าก็ได้คัดเลือกคนมาอย่างดีแล้วสองสามคน พลังฝีมือของพวกเขาแข็งแกร่งกว่าซูจื่อโม่มาก
ที่พาเขาไปด้วย ก็เพียงแค่ให้ครบจำนวนเท่านั้น”
“อีกอย่าง ข้าคือธิดาพรหมจรรย์แห่งสำนักมารในยุคนี้ หากเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี ก็แค่ถอนตัวออกมาทันเวลา จอมมารน้อยอีกหกนิกายก็ไม่กล้าทำอะไรข้า”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูก็กล่าวเสริมขึ้นมาอีกประโยค
“อืม นั่นก็จริง”
กู้ซีพยักหน้า คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “แต่หากถึงเวลานั้นจริงๆ คนสองสามคนที่เจ้าพาไปด้วย เกรงว่าจะไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้”
“ตายก็ตายไปสิ”
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูหัวเราะเยาะ “ก็เป็นเพียงพวกจอมปลอมหน้าไหว้หลังหลอก ภายนอกดูเป็นคนฝ่ายธรรมะ แต่ที่จริงแล้วในใจสกปรกยิ่งกว่าผู้ใด”
“ซูจื่อโม่ผู้นี้ก็เป็นเช่นนั้นด้วยหรือ?” กู้ซีเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนไม่ยิ้ม
“เขาน่ะหรือ?”
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูลังเลเล็กน้อย แล้วจึงส่ายหน้ากล่าว
“เขา... ไม่เหมือนกับคนเหล่านั้น สายตาของเขาใสกระจ่าง แววตาที่ใช้มองข้าก็บริสุทธิ์ยิ่งนัก”
คนทั้งสองพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง การประมูลก็สิ้นสุดลง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก หญิงรับใช้คนหนึ่งผลักประตูเข้ามากล่าวว่า
“ท่านเจ้าของโจวพาท่านจินตันเจินเหรินแห่งยอดเขาไร้ตัวตนจากห้องหมายเลขเจ็ดสิบเจ็ดมาด้วย ต้องการจะมาขอบคุณด้วยตนเอง”
“ไม่ต้องพบแล้ว”
กู้ซีโบกมือ บุญคุณครั้งนี้ นางเป็นผู้มอบให้แก่ซูจื่อโม่ ย่อมไม่ไปพบชายชราผู้ซอมซ่ออีก
กู้ซีพาเด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูจากไปทางด้านหลัง
ชายชราผู้ซอมซ่อเมื่อไม่พบผู้ใด ในใจก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น หลังจากครุ่นคิดอย่างไร้ผล จึงได้แต่ออกจากโรงประมูลเทียนเป่าไปด้วยความสงสัยเต็มอก มุ่งตรงกลับไปยังยอดเขาไร้ตัวตน ตั้งใจว่าจะนำตำราโบราณเล่มนี้ไปมอบให้ถึงมือซูจื่อโม่ในทันที
-สองสิงห์:ผู้แปล-