เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 150 สร้างฐานเปิดเส้นชีพจร

บทที่ 150 สร้างฐานเปิดเส้นชีพจร

บทที่ 150 สร้างฐานเปิดเส้นชีพจร


ยอดเขาหลักไร้ตัวตน ณ ตำหนักไร้ตัวตน

ท่านหัวหน้าทั้งห้าได้นำซูจื่อโม่ เหลิ่งโหรว และเจ้าอ้วนน้อยทั้งสามคนมายังสถานที่แห่งนี้ และได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหมืองแร่วิญญาณที่เมืองหลินเฟิงให้เจ้าสำนักฟังอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่มีการตกหล่นแม้แต่น้อย

คนทั้งสามจึงได้ขอตัวลาออกมา

เจ้าสำนักหลิงอวิ๋นหลับตาลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า

“พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?”

เหวินเซวียนกล่าวว่า “วิธีการที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ น่าจะเป็นฝีมือของคนจากสำนักมาร เจ้าสำนักมิอาจประมาทได้”

ท่านหัวหน้ายอดเขาอีกสี่คนก็พยักหน้าเห็นด้วย

“ส่งคำสั่งลงไป ก่อนการประลองยุทธ์ระหว่างสำนัก ให้ศิษย์ในสำนักทุกคนพยายามออกไปข้างนอกให้น้อยที่สุด หากจำเป็นต้องเดินทาง อย่างน้อยต้องมีศิษย์ขั้นสร้างฐานสมบูรณ์ติดตามไปด้วย และต้องมีจำนวนคนมากกว่ายี่สิบคนขึ้นไป!”

หลิงอวิ๋นกล่าวต่อไปว่า “เรื่องพิธีศพของศิษย์ทั้งสองคน ลู่หยางหรงและกวนจิ้น จัดการให้เรียบร้อยด้วย

แล้วก็ได้มอบรางวัลเป็นหินวิเศษและยาเม็ดให้แก่คนทั้งสาม

ส่วนซูจื่อโม่...”

ชายชราผู้ซอมซ่อรีบกล่าวขึ้นมาทันทีว่า

“เจ้าสำนัก ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะเจ้าหนุ่มนั่น อย่าว่าแต่เหลิ่งโหรวและเจ้าอ้วนน้อยเลย แม้แต่กระเรียนเซียนก็คงไม่ได้กลับมา

พวกเราทุกคนได้ไปดูมาแล้ว สนามรบนั้นน่าสยดสยองอย่างยิ่ง ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานกว่าสามสิบคน เกือบทั้งหมดล้วนตายอยู่ภายใต้คมดาบของเจ้าหนุ่มนั่น!”

“ถ่ายทอด ‘คัมภีร์สร้างฐานไร้ตัวตน’ ให้แก่เขาเถิด”

หลิงอวิ๋นกล่าว

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของชายชราผู้ซอมซ่อก็สว่างวาบขึ้นมา ในใจรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบโค้งคำนับแล้วกล่าวว่า “เช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว ข้าในนามของเจ้าหนุ่มซูจื่อโม่ ขอขอบพระคุณเจ้าสำนัก”

‘คัมภีร์สร้างฐานไร้ตัวตน’ นั้น ก็คือหนึ่งในสามสุดยอดวิชาลับของสำนักนั่นเอง!

ในขั้นฝึกปราณนั้น ความต้องการในด้านวิชามีต่ำมาก ไม่ว่าจะใช้วิชาใดๆ ก็สามารถฝึกฝนจนเกิดทะเลปราณได้ ขอเพียงมีรากฐานวิชาที่ดีพอ ก็สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างฐานได้แล้ว

แต่ในขั้นสร้างฐานนั้น กลับมีความต้องการในด้านวิชาอยู่

ขั้นสร้างฐานแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ ช่วงต้น ช่วงกลาง ช่วงปลาย และสมบูรณ์

ในขั้นสร้างฐานสมบูรณ์นั้น ยังมีสิ่งที่เรียกว่าการเปิดเส้นชีพจรอีกด้วย

สิ่งที่เรียกว่าการเปิดเส้นชีพจร ก็คือการใช้พลังวิเศษเพื่อเปิดเส้นชีพจรพิสดารทั้งแปดสาย

ทุกครั้งที่ทะลวงผ่านเส้นชีพจรได้หนึ่งสาย พลังฝีมือของผู้ฝึกตนก็จะเพิ่มสูงขึ้น!

ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานที่ทะลวงผ่านเส้นชีพจรได้แปดสาย กับผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานที่ทะลวงผ่านเส้นชีพจรได้เพียงสายเดียว แม้ว่าจะถูกเรียกว่าเป็นขั้นสร้างฐานสมบูรณ์เหมือนกัน แต่พลังฝีมือกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

โดยปกติแล้ว ในบรรดาเส้นชีพจรทั้งแปดสาย หากสามารถทะลวงผ่านได้สี่สาย ก็จะมีโอกาสสูงอย่างยิ่งที่จะสร้างแก่นทองได้สำเร็จ

หากสามารถทะลวงผ่านได้ห้าสาย โอกาสในการสร้างแก่นทองก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก

หากสามารถทะลวงเส้นชีพจรพิสดารทั้งแปดสายได้ทั้งหมด จะต้องสร้างแก่นทองได้สำเร็จอย่างแน่นอน!

สิ่งนี้ดูเหมือนจะง่ายดาย แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับยากอย่างยิ่งยวด

ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานจำนวนมากใช้เวลาทั้งชีวิต ก็อาจจะไม่สามารถทะลวงผ่านเส้นชีพจรได้ถึงสี่สาย ในที่สุดก็ทำได้เพียงฝืนสร้างแก่นทอง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวในการก้าวเข้าสู่วิถีแห่งแก่นโอสถ และจบชีวิตลงด้วยความเศร้าโศก

แต่หากสามารถฝึกฝนวิชาสร้างฐานชั้นยอดได้สักบทหนึ่ง โอกาสในการเปิดเส้นชีพจรก็จะสูงขึ้นมาก

‘คัมภีร์สร้างฐานไร้ตัวตน’ ก็จัดเป็นวิชาสร้างฐานชั้นยอด ผู้ฝึกตนที่ฝึกฝนวิชาลับนี้ ในขั้นสร้างฐานสมบูรณ์อย่างน้อยที่สุดจะสามารถเปิดเส้นชีพจรได้ถึงสี่สาย

แน่นอนว่า ในทั่วทั้งราชวงศ์โจว ในช่วงพันปีที่ผ่านมา ก็เคยมีผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานที่ทะลวงเส้นชีพจรพิสดารทั้งแปดสายปรากฏขึ้นมาเพียงคนเดียวเท่านั้น

ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานคนล่าสุดที่ทะลวงเส้นชีพจรพิสดารทั้งแปดสายได้นั้น ก็คืออัจฉริยะปีศาจที่เดินออกจากยอดเขาไร้ตัวตนไปเมื่อพันปีก่อนนั่นเอง!

การเปิดเส้นชีพจรทั้งแปดสายนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

และก็ไม่มีผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานคนใดที่มุ่งมั่นจะทะลวงเส้นชีพจรทั้งแปดสายให้ได้ โดยปกติแล้ว ขอเพียงเปิดได้สี่สาย ก็สามารถลองก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างแก่นทองได้แล้ว

แน่นอนว่า สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ ยิ่งทะลวงเส้นชีพจรได้มากเท่าใด พลังฝีมือก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น คุณภาพของแก่นทองที่สร้างขึ้นมาก็จะแตกต่างกันออกไป

ดังนั้นในบรรดาศิษย์สายใน ยังคงมีผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานในวัยกลางคนบางส่วน แม้จะอายุสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังคงหยุดอยู่ที่ขั้นสร้างฐานสมบูรณ์ พวกเขาทั้งหมดล้วนต้องการที่จะทะลวงเส้นชีพจรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงยังไม่รีบร้อนที่จะก้าวเข้าสู่วิถีแห่งแก่นโอสถ

อย่างไรก็ตาม อายุขัยของผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานนั้นมีเพียงร้อยกว่าปีเท่านั้น

เมื่อคนเราอายุเกินครึ่งร้อย ไม่ว่าจะเป็นพลังชีวิต พลังกาย หรือพลังใจ ล้วนจะลดน้อยถอยลง ก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถเปิดเส้นชีพจรได้ ในอนาคตก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก

ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว การติดอยู่ที่ขั้นสร้างฐานสมบูรณ์นั้นอย่างมากที่สุดคือถึงอายุห้าสิบปี ไม่ว่าจะเปิดเส้นชีพจรได้กี่สาย ก็จะต้องก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างแก่นทอง

ความร้ายกาจของ ‘คัมภีร์สร้างฐานไร้ตัวตน’ อยู่ที่ว่า อย่างน้อยที่สุดสามารถรับประกันได้ว่าผู้ฝึกตนจะสามารถเปิดเส้นชีพจรได้ถึงสี่สาย ซึ่งหมายความว่า ธรณีประตูของวิถีแห่งแก่นโอสถนั้น ได้ก้าวข้ามไปแล้วครึ่งหนึ่ง!

และด้วยพื้นฐานนี้ สำหรับผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์และคุณสมบัติที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง จำนวนเส้นชีพจรที่สามารถทะลวงได้ก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก

ท้ายที่สุดแล้ว ยอดเขาไร้ตัวตนก็เคยมีผู้ฝึกตนที่ทะลวงเส้นชีพจรพิสดารทั้งแปดสายปรากฏขึ้นมา ซึ่งไร้เทียมทานในขั้นสร้างฐานแห่งดินแดนรกร้างทางตอนเหนือ!

บนตำหนักไร้ตัวตน ในขณะที่ท่านหัวหน้าทั้งห้ากำลังจะจากไป เจ้าสำนักหลิงอวิ๋นก็ได้กล่าวขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งว่า “จริงสิ เรื่องนี้อย่าได้แพร่งพรายออกไป”

ท่านหัวหน้าทั้งห้าตะลึงไปชั่วขณะ แต่ก็ยังคงพยักหน้ารับคำ

หลังจากที่คนทั้งห้าจากไปแล้ว พลันมีสตรีเลอโฉมผมแดงนางหนึ่งปรากฏกายขึ้นในตำหนัก

หลิงอวิ๋นลุกขึ้นยืน ประสานหมัดเล็กน้อย แล้วถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ผู้อาวุโส ท่านเคยได้ยินเกี่ยวกับวิชามารที่คล้ายคลึงกันนี้หรือไม่ ที่สามารถดูดกลืนเลือดเนื้อและพลังชีวิตของผู้ฝึกตนได้?”

สตรีเลอโฉมผมแดงมีสีหน้าเคร่งขรึม นางส่ายศีรษะ

หลิงอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น พึมพำเบาๆ ว่า “หรือว่าจะเป็นคนของเจ็ดสำนักใหญ่แห่งแดนมาร? หากเป็นคนของเจ็ดสำนักใหญ่นั้นจริงๆ พวกเรายอดเขาไร้ตัวตนคงจะรับมือได้ยาก หากรับมือไม่ถูกต้อง เกรงว่าจะมีภัยล้างสำนักได้!”

“ไม่ใช่คนของสำนักมาร”

สตรีเลอโฉมผมแดงส่ายศีรษะ น้ำเสียงแน่วแน่

สีหน้าของหลิงอวิ๋นผ่อนคลายลงเล็กน้อย เพิ่งจะถอนหายใจออกมาได้เฮือกหนึ่ง สตรีเลอโฉมผมแดงก็กล่าวต่อไปว่า

“แต่ว่า ที่มาของคนผู้นี้ เกรงว่าจะไม่ด้อยไปกว่าเจ็ดสำนักใหญ่แห่งแดนมารเลยแม้แต่น้อย เผลอๆ อาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป!”

“หรือว่า...”

หลิงอวิ๋นราวกับนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รูม่านตาหดเล็กลงเล็กน้อย ไม่ได้พูดต่อไป

สตรีเลอโฉมผมแดงพยักหน้า แล้วกล่าวว่า

“ดวงตาสีเขียวมรกต น่าจะมาจากดินแดนต้องห้ามแห่งทวีปเทียนฮวง”

“เฮือก!”

หลิงอวิ๋นสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าไปเฮือกหนึ่ง ในใจตื่นตระหนกอย่างยิ่งยวด ผ่านไปเป็นเวลานานจึงได้ถามขึ้นว่า “สิ่งมีชีวิตในดินแดนต้องห้าม ออกมาได้อย่างไรกัน?”

“ข้าก็ไม่ทราบ”

สตรีเลอโฉมผมแดงถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้ง

“ทวีปเทียนฮวง บัดนี้ได้เกิดความโกลาหลขึ้นแล้ว”

“ผู้อาวุโส อายุขัยของท่าน...” หลิงอวิ๋นรู้สึกกังวลใจ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมาหนึ่งประโยค

“คงจะอยู่ได้อีกไม่นาน อย่างมากที่สุดก็ร้อยปี”

สตรีเลอโฉมผมแดงกล่าวว่า “หลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นนิกายเพลิงแท้ ตำหนักเมฆาหยก นิกายหนานเยว่ หรือสำนักชิงซวง ต่างก็มีความโลภต่อยอดเขาไร้ตัวตน แม้แต่สำนักเล็กๆ อื่นๆ ก็ยังคิดจะเคลื่อนไหว

เมื่อข้าสิ้นอายุขัย ก็จะเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายของยอดเขาไร้ตัวตน หากในช่วงร้อยปีนี้ ในสำนักยังไม่มีผู้ใดก้าวเข้าสู่ขั้นหวนคืนสู่ความว่างเปล่า กลายเป็นเต้าเหรินขั้นหวนคืนสู่ความว่างเปล่าได้... เกรงว่าสายเลือดของยอดเขาไร้ตัวตนคงจะต้องขาดสะบั้นลง”

“ผู้อาวุโส!”

หลิงอวิ๋นพลันคุกเข่าลงบนพื้น ในใจรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง สีหน้าเศร้าโศก มองดูสตรีเลอโฉมผมแดงอย่างเงียบงัน

กระเรียนเซียนเป็นสัตว์วิเศษของบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งยอดเขาไร้ตัวตน คอยปกป้องสำนักมานานหลายพันปี เทียบเท่ากับเต้าเหรินขั้นหวนคืนสู่ความว่างเปล่า และยังเป็นการดำรงอยู่เพียงหนึ่งเดียวในขั้นหวนคืนสู่ความว่างเปล่าของสำนักอีกด้วย!

หลายปีมานี้ หากสำนักไม่มีผู้อาวุโสกระเรียนเซียนคอยปกป้อง ยอดเขาไร้ตัวตนคงจะถูกล้างสำนักไปหลายครั้งแล้ว!

“มิต้องเป็นเช่นนี้ หยวนอิงเจินจวินมีนับพันนับหมื่น หากไม่มีวิชาหลอมจิตที่แข็งแกร่ง จะมีผู้ใดสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นหวนคืนสู่ความว่างเปล่าได้ ท่านก็มิต้องโทษตัวเอง”

สตรีเลอโฉมผมแดงยื่นมือออกไปพยุงเขาขึ้นมา แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ท่านวางใจเถิด ข้าจะปกป้องยอดเขาไร้ตัวตนไปจนถึงที่สุด ก็ถือว่าไม่ผิดต่อคำสั่งเสียที่เขาได้ฝากฝังไว้กับข้าในตอนนั้น”

หลิงอวิ๋นถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า “อันที่จริง คุณสมบัติของศิษย์รุ่นปีที่แล้วนั้นไม่เลวเลย อย่างเช่น เฟิงฮ่าวอวี่ เหลิ่งโหรว ซูจื่อโม่ และเจ้าอ้วนน้อย สี่คนนี้ ในอนาคตความสำเร็จของพวกเขาย่อมไร้ขีดจำกัด น่าเสียดาย...”

หลิงอวิ๋นไม่ได้พูดต่อไป

น่าเสียดายที่ภายในร้อยปีนี้ คนเหล่านี้มิอาจก้าวเข้าสู่ขั้นหวนคืนสู่ความว่างเปล่า เพื่อช่วยเหลือสำนักให้รอดพ้นจากมหันตภัยล้างสำนักครั้งนี้ไปได้

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 150 สร้างฐานเปิดเส้นชีพจร

คัดลอกลิงก์แล้ว