- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 149 ฝ่ามือกระดูกโลหิต
บทที่ 149 ฝ่ามือกระดูกโลหิต
บทที่ 149 ฝ่ามือกระดูกโลหิต
“หากสายเลือดของเจ้าแข็งแกร่งกว่านี้อีกสักหน่อย วันนี้ข้าก็คงจะควบคุมเจ้าไว้ไม่ได้แล้ว น่าเสียดายจริงๆ”
บุรุษรูปงามยิ้มอย่างชั่วร้าย
ซูจื่อโม่เองก็ตระหนักถึงข้อนี้เช่นกัน
หากคัมภีร์ชำระไขกระดูกของเขาบรรลุขั้นสูงแล้ว เขาสามารถสังหารผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานช่วงปลายได้อย่างง่ายดาย เมื่อผนวกรวมเข้ากับคัมภีร์ชำระไขกระดูกด้วยเสียงอสนีแล้ว พละกำลังของเขาย่อมสามารถเทียบเคียงกับผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานสมบูรณ์ได้อย่างแน่นอน
คทากระดูกของบุรุษรูปงาม ก็อาจจะไม่สามารถกัดทะลุผิวหนังของเขาได้ด้วยซ้ำไป!
แต่ในขณะนี้ ในใจของซูจื่อโม่กลับบังเกิดความรู้สึกสิ้นไร้หนทางขึ้นมา
ข้อมือซ้ายถูกหัวกะโหลกบนคทากระดูกกัดไว้อย่างแน่นหนา ร่างกายซีกหนึ่งของซูจื่อโม่ชาหนึบไปแล้ว แทบจะไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
ในอีกด้านหนึ่ง มือขวาของซูจื่อโม่ก็ถูกลูกบอลแสงสีเขียวมรกตครอบงำไว้ มิอาจขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อมองดูใบหน้าของบุรุษรูปงามที่อยู่เบื้องหลังลูกบอลแสง ซูจื่อโม่กลับไม่มีพลังพอที่จะทะลวงลูกบอลแสงนั้นให้แตกออกไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น มือขวาของซูจื่อโม่ยังถูกพลังอันน่าประหลาดนี้กัดกร่อน เลือดเนื้อเริ่มเน่าเปื่อย หลุดร่วงออกมา ช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก!
เบื้องหลังลูกบอลแสงนั้น คือรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความลำพองใจของบุรุษรูปงาม
ในขณะนั้นเอง รอยยิ้มของบุรุษรูปงามก็พลันแข็งค้างไป สายตาของเขาจับจ้องอย่างแน่วแน่ ราวกับได้เห็นเรื่องราวอันน่าพิศวงอันใดเข้า
สายตาของซูจื่อโม่ ก็จับจ้องไปยังลูกบอลแสงที่อยู่ระหว่างคนทั้งสองเช่นกัน
ภายในลูกบอลแสงสีเขียวมรกตนั้น เลือดเนื้อบนมือขวาของซูจื่อโม่ได้หลุดร่วงออกไปจนหมดสิ้น เผยให้เห็นฝ่ามือกระดูกสีแดงชาดอันหนึ่ง กระดูกนั้นโปร่งใสราวกับผลึก บนพื้นผิวมีเปลวเพลิงละเอียดลุกโชนอยู่ ประดุจสมบัติล้ำค่าที่งดงามที่สุดในโลกหล้า
ปลายนิ้วของฝ่ามือกระดูกนั้นแหลมคมราวกับมีด ดูแล้วไม่เหมือนกับฝ่ามือของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย!
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งยวดแผ่กระจายออกมา ลูกบอลแสงสีเขียวมรกตพลันแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ!
เมื่ออยู่ต่อหน้ากลิ่นอายนี้ บุรุษรูปงามรู้สึกว่าตนเองนั้นต่ำต้อยดุจมดปลวก ในชั่วพริบตา หัวใจของเขาก็หยุดเต้นไป!
“นี่ นี่มันอะไรกัน?”
รูม่านตาของบุรุษรูปงามหดเล็กลงอย่างรุนแรง
ในขณะเดียวกัน ซูจื่อโม่ก็รู้สึกถึงพลังที่ก่อกำเนิดขึ้นใหม่สายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายจากมือขวา โลหิตในกายราวกับกำลังเดือดพล่านลุกไหม้ พวยพุ่งเปลวเพลิงออกมา
“ฆ่า!”
ซูจื่อโม่ตะโกนก้องออกมาหนึ่งคำ ยื่นฝ่ามือกระดูกสีเลือดนั้นออกไป คว้าไปยังศีรษะของบุรุษรูปงามโดยตรง
สีหน้าของบุรุษรูปงามแปรเปลี่ยนไปด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด รีบย้ายคทากระดูกสีขาวสะอาดมาไว้เบื้องหน้าตนเอง หมายจะขวางกั้นฝ่ามือกระดูกสีเลือดที่อยู่ตรงหน้า
เพียะ!
ซูจื่อโม่เพียงแค่คว้าเบาๆ เท่านั้น
คทากระดูกของบุรุษรูปงามก็ถูกหักออกเป็นสองท่อนในทันที
ผลัวะ!
ในชั่วพริบตาต่อมา ฝ่ามือกระดูกของซูจื่อโม่ก็มาถึง บีบขยี้ศีรษะของบุรุษรูปงามจนแหลกละเอียด!
ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานสมบูรณ์... สิ้นชีพ!
ซูจื่อโม่ยืนตะลึงงันอยู่กับที่ มองดูมือขวาของตนเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
คทากระดูกของบุรุษรูปงามนั้น มีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าอุปกรณ์วิเศษระดับกลางเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อครู่นี้ กลับถูกมือขวาของตนเองคว้าจนแตกหักได้อย่างง่ายดาย!
นี่คือมือขวาของตนเองจริงๆ รึ?
ซูจื่อโม่สามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ฝ่ามือกระดูกสีเลือดนี้ โดยพื้นฐานแล้วไม่ใช่ฝ่ามือเดิมของเขา!
ฝ่ามือกระดูกสีเลือดนี้แผ่พุ่งกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ราวกับสามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหล้าได้!
ซูจื่อโม่พลันนึกถึงเรื่องราวหนึ่งขึ้นมาได้
เมื่อครั้งที่อยู่ในเทือกเขาชางหลาง เขาได้ต่อสู้กับเหล่าผู้ฝึกตนของสำนักนิกายสุขารมณ์ ในตอนนั้นมือขวาของเขาแทบจะพิการไปแล้ว เน่าเปื่อยจนเป็นก้อน
แต่หลังจากนั้น เมื่อซูจื่อโม่ตื่นขึ้นมา ร่างกายทั่วทั้งร่างกลับสมบูรณ์ดี ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
ฝ่ามือกระดูกสีเลือดนี้ จะต้องเป็นสิ่งที่เตี๋ยเยว่ต่อเข้ากับข้อมือของเขาในตอนนั้นเป็นแน่
เพียงแต่ว่า ฝ่ามือกระดูกสีเลือดนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?
เหตุใดจึงทำให้แม้แต่ตัวซูจื่อโม่เองก็ยังรู้สึกใจสั่นระรัว?
ในขณะนี้ ข้อสงสัยมากมายก่อนหน้านี้ ก็ได้ปรากฏเบาะแสขึ้นมาแล้ว
เหตุผลที่สามารถฝึกฝนเพลิงวิเศษระดับสามได้ในครั้งแรก ก็เกี่ยวข้องกับฝ่ามือกระดูกสีเลือดที่อยู่เบื้องหน้านี้เอง
เหตุผลที่เมื่อครั้งที่กลายร่างเป็นอสูร มือขวาของซูจื่อโม่กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ นั่นเป็นเพียงเพราะว่าพลังของเขายังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นฝ่ามือกระดูกสีเลือดขึ้นมาได้
แม้ว่าจะยังไม่ทราบว่า ในฝ่ามือกระดูกสีเลือดนั้นมีความลับอันใดซ่อนอยู่ แต่ซูจื่อโม่ก็ทราบดีว่า ความผิดปกติมากมายบนร่างกายของตนเอง ล้วนเกี่ยวข้องกับฝ่ามือกระดูกสีเลือดนี้ทั้งสิ้น
นี่จะต้องเป็นหนึ่งในสามสิ่งที่เตี๋ยเยว่ทิ้งไว้ให้เขาอย่างแน่นอน!
ซูจื่อโม่กวาดตามองไปรอบๆ เมื่อไม่พบเห็นผู้ใดอื่น จึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ฝ่ามือกระดูกสีเลือดนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ฝ่ามือของมนุษย์ หากถูกเปิดโปงออกไป ซูจื่อโม่คงมีร้อยปากก็มิอาจแก้ต่างได้
ซูจื่อโม่เก็บถุงเก็บของของบุรุษรูปงามขึ้นมา พลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้หยิบยาเม็ดเสริมกล้ามเนื้อระดับสองออกมาเม็ดหนึ่ง แล้วกลืนลงไป
ยาเม็ดเสริมกล้ามเนื้อผนวกรวมเข้ากับพลังในการฟื้นฟูตัวเองอันแข็งแกร่งของซูจื่อโม่ ในไม่ช้ามือขวาของเขาก็ได้มีชั้นเลือดเนื้อบางๆ งอกขึ้นมา แม้ว่าจะยังไม่ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์ แต่ก็สามารถปกปิดฝ่ามือกระดูกสีเลือดไว้ได้แล้ว
ซูจื่อโม่ยังไม่วางใจ ฉีกผ้าออกมาอีกชิ้นหนึ่ง พันรอบมือขวาเอาไว้
ซูจื่อโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือครั้งใหญ่ เก็บหินวิเศษระดับกลางที่อยู่รายรอบทั้งหมดเข้าไปในถุงเก็บของ
เขาเดินทางมาครั้งนี้ ก็เพื่อหินวิเศษโดยเฉพาะ ย่อมไม่มีทางใจอ่อนอย่างแน่นอน
เมื่อมองดูผู้คนธรรมดานับหมื่นคนที่ยังคงอยู่ในท่าคุกเข่า แต่ได้สิ้นใจไปแล้ว ในใจของซูจื่อโม่ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาเผยให้เห็นความเวทนาสงสาร รู้สึกสะท้อนใจอย่างสุดซึ้ง
หากมิได้พบกับเตี๋ยเยว่ เขาซูจื่อโม่ก็คงไม่แตกต่างอันใดกับผู้คนธรรมดาเหล่านี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกเซียน ก็ทำได้เพียงยอมให้ถูกเชือดเฉือนแต่โดยดี
ทำไมกัน?
ทำไมผู้คนธรรมดาเหล่านี้จึงไม่มีรากฐานวิชา?
ผู้อาวุโสกระเรียนเซียนเคยกล่าวไว้ว่า การมีหรือไม่มีรากฐานวิชานั้น เป็นชะตาชีวิตของคนผู้หนึ่ง ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้
และการไม่มีรากฐานวิชา ก็หมายความว่ามิอาจฝึกวิชาได้
หรือว่าจุดจบที่อยู่เบื้องหน้าคนเหล่านี้ ก็เป็นชะตาชีวิตของพวกเขาเช่นกันรึ?
ในใจของซูจื่อโม่รู้สึกไม่เป็นธรรม
ไม่เป็นธรรมต่อผู้คนนับสิบหมื่นที่ตายไปอย่างบริสุทธิ์ในเมืองหลินเฟิง ไม่เป็นธรรมต่อเหล่าชายฉกรรจ์ธรรมดาสามัญนับหมื่นคนที่อยู่เบื้องหน้านี้
หากคนเหล่านี้สามารถฝึกวิชาได้ วันนี้ก็อาจจะไม่ต้องตาย
เขามีเตี๋ยเยว่คอยฝืนชะตาฟ้าลิขิตให้แก่เขา ปลูกรากฐานวิชาให้ แต่คนเหล่านี้ที่อยู่เบื้องหน้าเล่า จะมีผู้ใดมาฝืนชะตาฟ้าลิขิตให้แก่พวกเขา?
“เฮ้อ!”
ซูจื่อโม่อาลัยออกมาอีกครั้ง ก่อนจะจากสถานที่แห่งนี้ไป
...
ด้านนอก กระเรียนเซียนและคนอื่นๆ ซ่อนตัวอยู่ห่างออกไป จับตามองความเคลื่อนไหวในเหมืองแร่วิญญาณ ไม่กล้าที่จะผ่อนคลายแม้แต่น้อย
เมื่อใกล้จะครบหนึ่งชั่วยาม ก็มีคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากปากถ้ำ
เหลิ่งโหรวและคนอื่นๆ เพ่งมองดูอย่างตั้งใจ ปรากฏว่าเป็นซูจื่อโม่!
กระเรียนเซียนแบกเหลิ่งโหรว เจ้าอ้วนน้อย และพยัคฆ์วิเศษรีบบินเข้าไปหาทันที เจ้าอ้วนน้อยโห่ร้องอย่างดีใจอยู่บนท้องฟ้า
“เป็นอย่างไรบ้างพี่ใหญ่ ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
เจ้าอ้วนน้อยกระโดดลงมาก่อนเป็นคนแรก ถามด้วยความเป็นห่วง
ซูจื่อโม่ส่ายศีรษะ
สายตาของเหลิ่งโหรวหยุดอยู่ที่มือขวาของซูจื่อโม่ นางถามเสียงเบาว่า
“มือของท่าน...”
“ไม่เป็นไร แค่บาดเจ็บเล็กน้อย”
ซูจื่อโม่ย่อมไม่พูดความจริงออกมา
ในขณะนั้นเอง ณ ที่ห่างไกลออกไปพลันมีลำแสงสายหนึ่งพุ่งตรงมาด้วยความเร็วสูง ในชั่วพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าแล้ว
นี่คือเรือเหาะวิเศษขนาดมหึมาลำหนึ่ง!
ด้านข้างของเรือเหาะวิเศษ มีลวดลายรูปยอดเขาแห่งหนึ่งสลักอยู่!
บนดาดฟ้าของเรือเหาะวิเศษ มีเหล่าจินตันเจินเหรินกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ ห้าคนที่อยู่ข้างหน้านั้น ก็คือท่านหัวหน้าทั้งห้าของยอดเขาไร้ตัวตนนั่นเอง!
ท่านหัวหน้าทั้งห้ากระโดดลงมาจากเรือเหาะวิเศษ กวาดตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นศพของผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานกว่าสามสิบศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่ในสนามรบ ในดวงตาก็มิอาจปิดซ่อนความตกตะลึงเอาไว้ได้
ซูจื่อโม่และคนอื่นๆ ก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่า สารที่เหลิ่งโหรวส่งไปก่อนหน้านี้ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นต้องเดือดร้อนเหล่าจินตันเจินเหรินของสำนักได้
“คารวะท่านหัวหน้าทั้งห้า คารวะท่านเฒ่า”
ซูจื่อโม่และคนอื่นๆ โค้งคำนับทำความเคารพ
ท่านหัวหน้าทั้งห้าพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะสอบถามเรื่องราว
เจ้าอ้วนน้อยได้บรรยายเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ที่พบความผิดปกติในเมืองหลินเฟิง จนกระทั่งซูจื่อโม่บุกเข้าไปในเหมืองแร่วิญญาณเพียงลำพัง ไม่ได้ตกหล่นรายละเอียดใดๆ เลย
เมื่อได้ฟังถึงตอนท้าย ชายชราผู้ซอมซ่อก็ถลึงตาใส่ซูจื่อโม่หนึ่งครั้ง เผยให้เห็นแววตำหนิ
“เอาล่ะ กลับสำนักกันก่อน”
ในขณะนั้น เหวินเซวียนก็ได้เดินออกมาจากปากถ้ำเหมืองแร่วิญญาณ โบกมือหนึ่งครั้ง แล้วพาซูจื่อโม่ทั้งสามคนและสัตว์อสูรอีกสองตัวขึ้นไปบนเรือเหาะวิเศษ
-สองสิงห์:ผู้แปล-