- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 140 ทักคนผิดแล้ว
บทที่ 140 ทักคนผิดแล้ว
บทที่ 140 ทักคนผิดแล้ว
“แกว๊กๆ!”
ในขณะนั้นเอง เสียงร้องของกระเรียนก็ดังแว่วมาจากที่ไม่ไกลนัก
“โฮก!”
พยัคฆ์วิเศษคำรามเสียงต่ำ มันจ้องมองไปยังกระเรียนน้อยที่กำลังบินเข้ามา ราวกับกำลังทักทาย
กระเรียนน้อยอาศัยอยู่บนยอดเขาไร้ตัวตนมาโดยตลอด ไม่เคยจากสำนักไปไหนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในที่สุดเมื่อมีโอกาสเช่นนี้ มันก็ย่อมอยากจะแอบติดตามออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกสักรอบหนึ่ง
เพียงแต่ ซูจื่อโม่ไม่กล้าที่จะตัดสินใจโดยพลการ เขาจึงให้มันกลับไปสอบถามท่านผู้อาวุโสกระเรียนเซียนก่อน
เมื่อกระเรียนน้อยได้ยินเช่นนี้ มันก็พลันมีท่าทีซึมเศร้าหดหู่ลงในทันที
มารดาของมันเข้มงวดกับมันอย่างยิ่ง เคยกล่าวไว้ว่า หากยังไม่บรรลุถึงขั้นสร้างแก่นทอง ก็ห้ามมันออกจากสำนักโดยเด็ดขาด
เดิมทีกระเรียนน้อยก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเมื่อมารดาของมันได้ยินว่าจะเดินทางไปกับซูจื่อโม่ นางกลับตอบตกลงอย่างไม่คาดฝัน
กระเรียนน้อยย่อมต้องดีใจกระโดดโลดเต้นอย่างแน่นอน มันจึงรีบไล่ตามมาในทันที
“เอ๊ะ นั่นมันกระเรียนน้อยของสำนักไม่ใช่รึ มันมาที่นี่ได้อย่างไร?” ลู่หยางหรงส่งเสียงประหลาดใจเบาๆ
กวนจิ้นครุ่นคิด “คงจะแค่ผ่านมาทางนี้กระมัง”
ลู่หยางหรงกระแอมเบาๆ สายตากวาดมองผ่านซูจื่อโม่และคนอื่นๆ พร้อมกับกล่าวเสียงเข้มว่า
“ได้ยินมาว่าที่มาที่ไปของกระเรียนน้อยตัวนี้ไม่ธรรมดาเลย มันเป็นถึงบุตรของสัตว์เทวะผู้พิทักษ์สำนักแห่งยอดเขาไร้ตัวตน”
กวนจิ้นเมื่อได้ยินเจตนาอวดโอ้ในน้ำเสียงของลู่หยางหรง ก็อดที่จะหัวเราะเยาะออกมาไม่ได้
“เรื่องนี้ ศิษย์สายในคนไหนบ้างที่ไม่รู้”
ลู่หยางหรงเลิกคิ้วขึ้น ในดวงตาฉายแววภาคภูมิใจออกมาวูบหนึ่ง เขาแค่นเสียงเบาๆ
“ข้าเคยติดต่อกับกระเรียนน้อยมาก่อน เมื่อไม่นานมานี้ยังเคยป้อนยาเม็ดให้มันครั้งหนึ่ง ด้วยสติปัญญาของมัน มันอาจจะยังจำข้าได้ก็เป็นได้”
ในความเป็นจริงแล้ว ที่ไหนเลยจะเป็นลู่หยางหรงที่ป้อนยาเม็ดให้กระเรียนน้อยด้วยความเต็มใจ
ซูจื่อโม่อยู่ในหุบเขาเสียงอสนีเป็นเวลาครึ่งปี กระเรียนน้อยไม่มียาเม็ดกิน อดทนจนแทบจะทนไม่ไหว บังเอิญไปพบกับลู่หยางหรงที่เพิ่งจะได้ยาเม็ดชั้นดีมาเม็ดหนึ่ง จึงถูกกระเรียนน้อยปล้นชิงไป...
ด้วยเหตุนี้ กระเรียนน้อยยังถูกมารดาของมันสั่งสอนไปหนึ่งยกอีกด้วย
สีหน้าของกวนจิ้นพลันมืดครึ้มลง ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาอีก
ลู่หยางหรงรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ ในใจก็อดที่จะดีใจขึ้นมาไม่ได้
ในขณะนั้นเอง กระเรียนน้อยก็ได้บินมาถึงเหนือศีรษะของทุกคน มันส่งเสียงร้องสองสามครั้ง แล้วจึงค่อยๆ ร่อนลงมา
เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่หยางหรงก็พยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจเอาไว้ ไม่ได้มองไปยังกวนจิ้นอีกต่อไป เขาหันข้างเล็กน้อย มองไปยังเหลิ่งโหรวพลางหัวเราะ
“ศิษย์น้องหญิงเหลิ่ง ท่านว่ากระเรียนน้อยตัวนี้ช่างมีสติปัญญาเสียจริง ข้าแค่ป้อนยาเม็ดให้มันครั้งเดียว มันก็จำได้แล้ว ยังอุตส่าห์วิ่งมาหาเป็นพิเศษอีกด้วย ฮะๆ”
สิ้นเสียงพูด กระเรียนน้อยก็ร่อนลงมาอยู่เบื้องหน้าของทุกคน
ลู่หยางหรงเผยรอยยิ้มอันเจิดจ้าออกมา พร้อมกับทักทายว่า
“สหายกระเรียนน้อย ไม่ได้พบกันนานเลยนะ”
กระเรียนน้อยเอียงศีรษะ จ้องมองไปยังลู่หยางหรง ราวกับกำลังพยายามนึกอยู่ว่า คนที่ยิ้มได้น่ารังเกียจถึงเพียงนี้เป็นใครกันแน่
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกไม่ออก
กระเรียนน้อยไม่ได้สนใจคนผู้นี้ มันก้าวเดินด้วยขาทั้งสองข้างของมัน ตรงมายังเบื้องหน้าของซูจื่อโม่ ก้มศีรษะลง ใช้จะงอยปากอันแหลมคมของมันถูไถแขนของซูจื่อโม่เบาๆ พร้อมกับกระพริบตา ส่งเสียงร้องเบาๆ
ครั้งนี้จะสามารถออกไปเที่ยวเล่นได้หรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าซูจื่อโม่จะพามันไปด้วยหรือไม่
กระเรียนน้อยกำลังออดอ้อนเอาใจอยู่นี่เอง
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้คนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ ต่างก็อ้าปากค้างตะลึงงัน คางแทบจะร่วงหล่นลงสู่พื้น
ผู้ใดก็ตามที่เคยอยู่บนยอดเขาไร้ตัวตนมาสองสามปี ย่อมต้องรู้จักกระเรียนน้อยเป็นอย่างดี แต่พวกเขาไหนเลยจะเคยเห็นกระเรียนน้อยสนิทสนมกับผู้ฝึกตนคนใดในสำนักถึงเพียงนี้?
เหตุใดนิสัยของมันถึงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันเช่นนี้?
หรือว่ามันจะไม่ใช่บุตรของสัตว์เทวะผู้พิทักษ์สำนัก?
ไม่น่าจะใช่ ดูจากรูปร่างหน้าตาก็ไม่ผิดเพี้ยน ยิ่งไปกว่านั้น ในสำนักก็มีกระเรียนเซียนเพียงแค่ตัวเดียวเท่านั้น
กวนจิ้นพลันหัวเราะออกมา “โอ้โห ไม่ธรรมดาเลยนะ เมื่อครู่นี้มีใครบางคนหน้าด้านหน้าทนพูดอะไรออกมานะว่าเคยป้อนยาเม็ดให้กระเรียนน้อย แล้วกระเรียนน้อยยังจำเขาได้อีกด้วย ช่างน่าขันสิ้นดี!”
สีหน้าของลู่หยางหรงดูอับอายอย่างยิ่ง ใบหน้าแดงก่ำ อยากจะหาหลุมมุดเข้าไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“จะลำพองใจอะไรกันนักหนา บางทีมันอาจจะทักคนผิดก็ได้!”
ลู่หยางหรงสวนกลับไปหนึ่งประโยค เขาเดินมาอยู่เบื้องหน้าของกระเรียนน้อย พร้อมกับประสานมือคารวะพลางยิ้ม “สหายกระเรียนน้อย ข้าเอง ท่านทักคนผิดแล้วกระมัง? เมื่อไม่นานมานี้ ท่านยังได้กินยาเม็ดจากข้าไปเม็ดหนึ่ง ลืมแล้วหรือ?”
ลู่หยางหรงไม่พูดออกมายังจะดีเสียกว่า พอพูดออกมา กระเรียนน้อยก็นึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ตนเองถูกมารดาสั่งสอนขึ้นมาทันที
“แกว๊กๆ!”
กระเรียนน้อยพลันส่งเสียงร้องออกมาสองครั้ง เสียงของมันแหลมคมเสียดหู ในดวงตาฉายแววอำมหิต
ลู่หยางหรงไม่ทันได้ตั้งตัว ตกใจจนตัวสั่นสะท้าน อดที่จะถอยหลังไปสองสามก้าวไม่ได้
“ฮ่าๆๆ!”
เมื่อเห็นลู่หยางหรงเสียท่า กวนจิ้นก็อดที่จะหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างกระเรียนน้อยกับซูจื่อโม่นั้น ศิษย์สายในคนไหนเลยจะรู้
ในบรรดาคนที่อยู่ ณ ที่นี้ ก็มีเพียงแค่เจ้าอ้วนน้อยเท่านั้นที่พอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง
ซูจื่อโม่ตบศีรษะของกระเรียนน้อยเบาๆ พร้อมกับหัวเราะด่าว่า
“เจ้านกโง่ จะดุร้ายไปทำไม!”
คนหนึ่งคนกับกระเรียนหนึ่งตัวอยู่ด้วยกัน ก็เป็นเช่นนี้เสมอมา
ทว่าภาพเหตุการณ์นี้ กลับทำให้ลู่หยางหรงและกวนจิ้นทั้งสองคนต่างก็เบิกตากว้างตะลึงงัน
แม้ว่าลู่หยางหรงจะเป็นศิษย์สายใน อยู่ในขั้นสร้างฐานระดับกลาง แต่ก็ยังต้องเรียกขานอย่างนอบน้อมว่าสหายกระเรียนน้อย แต่ซูจื่อโม่ผู้นี้กลับเรียกมันว่าเจ้านกโง่?
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเด็กคนนี้ยังกล้าตีกระเรียนน้อยอีกด้วย!
สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือ กระเรียนน้อยกลับไม่ได้โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ยังคงถูไถแขนของเจ้าเด็กคนนี้อยู่...
เจ้าอ้วนน้อยมองไปยังลู่หยางหรงและกวนจิ้นทั้งสองคน ส่ายหน้าไปมา พลางคิดในใจ
“หากพวกเจ้ารู้ว่า พี่ใหญ่ของข้าเคยขังกระเรียนน้อยไว้ตั้งสามเดือนกว่า เกรงว่าคงจะต้องตกใจจนโง่งมไปเลยกระมัง”
“ตกลงแล้วรึ?”
ซูจื่อโม่เอ่ยถาม
กระเรียนน้อยรีบพยักหน้า ในดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง รอเพียงแค่ซูจื่อโม่ตอบตกลงเท่านั้น
ซูจื่อโม่กล่าว “ได้ งั้นก็ไปด้วยกันเถอะ”
หลังจากที่หยุดไปครู่หนึ่ง ซูจื่อโม่ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม เขาจึงหันไปมองยังเหลิ่งโหรวและคนอื่นๆ เอ่ยถามว่า “ศิษย์พี่หญิงเหลิ่ง ศิษย์พี่ทั้งสอง พากระเรียนน้อยไปด้วยคงไม่มีปัญหากระมัง?”
“ไม่ ไม่มี ไม่มีปัญหาเลย”
ลู่หยางหรงทั้งคนกำลังงุนงงอยู่ ตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว
มุมปากของเหลิ่งโหรวโค้งขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา พร้อมกับพยักหน้าให้
ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ความสามารถของกระเรียนน้อยนั้นเทียบเท่ากับอสูรวิเศษขั้นสร้างฐาน แค่เพียงสถานะของมัน หากต้องการจะติดตามไปด้วย ในบรรดาคนที่อยู่ ณ ที่นี้ ใครเลยจะกล้าขัดขวาง
“ในเมื่อคนมาครบแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ พยายามไปให้ถึงเมืองหลินเฟิงโดยเร็วที่สุด”
เจ้าอ้วนน้อยกระแอมเบาๆ ถูมือไปมาพลางกล่าว
เหลิ่งโหรวพยักหน้า
ลูกตาของลู่หยางหรงกลอกไปมา ในใจคิดแผนการขึ้นมาได้ เขาพลันกล่าวขึ้นมาว่า “คำพูดของศิษย์น้องนั้นถูกต้องยิ่งนัก พวกเราต้องรีบเดินทางไปให้ถึงเมืองหลินเฟิงโดยเร็วที่สุด แต่ระดับพลังของศิษย์น้องซูนั้นต่ำเกินไป ความเร็วในการขี่กระบี่เหินฟ้าจะไล่ตามพวกเราทันได้อย่างไร”
“ถูกต้อง”
กวนจิ้นก็พยักหน้ากล่าว “แม้ว่าการเดินทางในครั้งนี้จะไม่มีอันตรายอะไร แต่ข้าว่า ศิษย์น้องซูอย่าไปเลยจะดีกว่า”
“พาเจ้าไปด้วย ความเร็วของพวกเราจะช้าเกินไป”
เดิมทีลู่หยางหรงและกวนจิ้นทั้งสองคนต่างก็แข่งขันกันอย่างลับๆ แต่หลังจากที่ซูจื่อโม่ปรากฏตัวขึ้นมา ทั้งสองคนต่างก็สัมผัสได้ถึงวิกฤตการณ์โดยพร้อมเพรียงกัน
ด้วยความเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด เมื่อใดก็ตามที่หาโอกาสได้ ทั้งสองคนก็จะโจมตีซูจื่อโม่ทันที
ความหมายโดยนัยเมื่อครู่นี้ ก็คือการบอกว่าซูจื่อโม่เป็นตัวถ่วงของพวกเขา เป็นภาระ
ทว่าในจุดนี้ ซูจื่อโม่กลับไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้จริงๆ
อย่างไรเสียระดับพลังของเขาก็เป็นเพียงแค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับเก้า ในด้านของความเร็วในการขี่กระบี่เหินฟ้านั้น ย่อมเทียบไม่ได้กับผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานอย่างแน่นอน
แต่หากเป็นการวิ่งบนพื้นดิน ซูจื่อโม่อาศัยท่าร่างอาชาศักดิ์สิทธิ์ข้ามช่องว่าง ไม่จำเป็นต้องปลดปล่อยพลังแห่งสายเลือด ความเร็วของเขาก็ยังเร็วกว่าผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานระดับต้นที่ขี่กระบี่เหินฟ้าเสียอีก!
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
เจ้าอ้วนน้อยหัวเราะ “ข้าแบกพี่ใหญ่ไปด้วย ก็พอจะไล่ตามศิษย์พี่ทั้งสองทันอยู่”
“ความเร็วของเจ้าก็ช้าที่สุดในหมู่พวกเราแล้ว ยังจะแบกคนอีก จะไม่ยิ่งช้าลงไปอีกรึ!”
กวนจิ้นขมวดคิ้ว ลู่หยางหรงหัวเราะออกมา กล่าวว่า
“เช่นนี้ดีหรือไม่ ความสามารถของข้าแข็งแกร่งที่สุด ข้าแบกศิษย์น้องซูเอง”
หลังจากที่พูดจบ ลู่หยางหรงก็ยังจงใจเหลือบมองไปยังเหลิ่งโหรวอีกหนึ่งครั้ง
คำพูดของลู่หยางหรงนี้ดูเหมือนจะเป็นการช่วยเหลือซูจื่อโม่ แต่กลับแฝงไปด้วยเจตนาที่จะอวดโอ้อยู่ในที
-สองสิงห์:ผู้แปล-