เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110 แท้จริงแล้วคือผู้ใดกันแน่?

บทที่ 110 แท้จริงแล้วคือผู้ใดกันแน่?

บทที่ 110 แท้จริงแล้วคือผู้ใดกันแน่?


ในวันนี้ ทั้งห้ายอดเขาต่างสั่นสะเทือน ศิษย์ฝึกหัดจำนวนนับไม่ถ้วนต่างหลั่งไหลมุ่งหน้าไปยังยอดเขาค่ายกล

ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ศิษย์สายในของยอดเขาไร้ตัวตนกว่าครึ่งหนึ่งก็ยังเดินทางมาเมื่อได้ทราบข่าว

ตามเหตุผลแล้ว การถือกำเนิดของสถิติใหม่บนแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลไม่น่าจะสร้างความสั่นสะเทือนได้ถึงเพียงนี้ แต่เมื่อได้ยินว่าสถิตินี้ไม่เพียงแต่ถูกทำลายลง แต่ยังเป็นการทำลายลงอย่างราบคาบ!

หอคอยสิบค่ายกลมีทั้งหมดเพียงสิบชั้น และผู้ท้าทายค่ายกลผู้นั้น ก็ได้ทำลายลงทั้งหมด!

เพียงไม่นาน เบื้องหน้าหอคอยสิบค่ายกลก็ได้เนืองแน่นไปด้วยศิษย์สำนักจำนวนมาก บนท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไป ยังคงมีศิษย์ขี่กระบี่บินมาอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้คนยิ่งมายิ่งเพิ่มมากขึ้น

เฟิงฮ่าวอวี่, เหลิ่งโหรว, เจ้าอ้วนน้อย และคนอื่นๆ จากยอดเขาจิตวิญญาณต่างก็ปรากฏตัวอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น

เซวียอี้และคนอื่นๆ จากยอดเขายุทโธปกรณ์ก็รีบรุดมาเช่นกัน

จงเวินจ้องมองตัวอักษรแถวแรกบนแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน ในใจรู้สึกเศร้าสร้อยอยู่เงียบๆ

หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ ก่อนหน้านี้เขาคงไม่พยายามเข้าไปท้าทายค่ายกลซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อที่จะกดข่มคนผู้นี้ให้ได้ ความเข้าใจในค่ายกลของคนทั้งสองนั้น อยู่คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง

“ทะลวงผ่านหอคอยสิบค่ายกลสิบชั้นได้ ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับกลางแล้ว”

“การเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับกลางได้ในขณะที่ยังอยู่ในขั้นฝึกปราณ ช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว”

“สถิตินี้ไม่เพียงแต่ไม่เคยมีมาก่อน ในอนาคตก็เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถทำลายลงได้เช่นกัน เวลาเกือบแปดวันเต็ม ไม่ได้กิน ไม่ได้นอน เอาแต่ทำลายค่ายกลอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จริงๆ ว่าคนผู้นี้ทนมาได้อย่างไร”

ผู้ท้าทายค่ายกลมิได้ทิ้งนามเอาไว้ ยิ่งกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ของทุกคนให้มากขึ้นไปอีก ก่อให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา

“คนผู้นี้คือผู้ใดกันแน่?”

“ผู้ท้าทายค่ายกลลึกลับผู้นี้มิได้ทิ้งนามไว้ ข้าเดาว่าเขาย่อมต้องมีความนัยลึกซึ้งเป็นแน่!”

ทุกคนต่างขบคิดจนสมองแทบแตกก็ยังคาดเดาไม่ออกว่า เหตุผลที่ซูจื่อโม่มิได้ทิ้งนามไว้นั้น เป็นเพียงเพราะเขาไม่รู้ถึงประโยชน์ของแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิธีการทิ้งนามไว้บนนั้นเลย

“จะเป็นศิษย์พี่หลิวหรือไม่? ในยอดเขาค่ายกล นอกจากศิษย์พี่จงแล้ว ก็มีเพียงศิษย์พี่หลิวที่มีความสามารถด้านค่ายกลสูงที่สุด”

“หลายวันนี้ข้าเห็นศิษย์พี่หลิวอยู่ ไม่ใช่เขาอย่างแน่นอน”

“หรือว่าจะเป็นศิษย์พี่เจิง หลายวันนี้ก็ไม่เห็นเขาปรากฏตัวเลย มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นเขา”

“ข้าได้ยินมาว่าศิษย์พี่เจิงรับภารกิจของสำนัก ถึงได้ออกไปข้างนอก”

ทุกคนต่างรวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเซ็งแซ่ การคาดเดาต่างๆ นานาปรากฏขึ้นมาไม่หยุดหย่อน

“ข้าเดาว่าศิษย์พี่ท่านนี้ จะต้องเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงที่ซ่อนตัวอยู่ในยอดเขาค่ายกลของเราอย่างแน่นอน รูปโฉมสง่างามโดดเด่น มีออร่าดุจหยกสูงค่า ที่สำคัญที่สุดคือ คนผู้นี้ไม่ยินดียินร้ายต่อชื่อเสียงลาภยศ ไม่ชอบชื่อเสียงจอมปลอม”

ศิษย์หญิงคนหนึ่งในยอดเขาค่ายกลดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายเคลิบเคลิ้ม พึมพำกับตนเอง จมดิ่งอยู่ในจินตนาการของตนเองอย่างสมบูรณ์แล้ว

“ข้าคาดว่า คนผู้นี้คงต้องการจะเปิดเผยตัวตนในการประลองยุทธ์ของยอดเขาค่ายกลในช่วงสิ้นปี เพื่อสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในคราวเดียว”

ศิษย์อีกคนหนึ่งคาดเดา

ศิษย์จำนวนมากที่มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ ในแววตาต่างก็ฉายแววแห่งความชื่นชมออกมา

การทะลวงผ่านหอคอยสิบค่ายกลสิบชั้น หมายความว่าสามารถวางค่ายกลระดับสองได้แล้ว

ในขณะที่อัจฉริยะในยอดเขาโอสถและยอดเขายันต์นั้น ก็สามารถปรุงยาโอสถระดับหนึ่งหรือสร้างยันต์ระดับหนึ่งได้เท่านั้น

ณ ยอดเขายุทโธปกรณ์ แม้แต่อุปกรณ์วิเศษระดับต่ำก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถหลอมขึ้นมาได้

จากมุมมองนี้ ผู้ท้าทายค่ายกลลึกลับผู้นี้ ได้กดข่มศิษย์ฝึกหัดทั้งหมดในห้ายอดเขาไปแล้ว!

ในฝูงชน เฟิงฮ่าวอวี่พลันหัวเราะเบาๆ ส่ายศีรษะกล่าวว่า “วิถีแห่งค่ายกลท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงศาสตร์นอกรีต ในการท่องไปในโลกแห่งการฝึกเซียน ในยามเป็นยามตายก็ยังต้องพึ่งพาความสามารถที่แท้จริง”

ทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง เฟิงฮ่าวอวี่ก็พาเหล่าศิษย์ยอดเขาจิตวิญญาณหันหลังเดินจากไป

“ฮึ! อวดดีอะไรกัน ก็แค่พึ่งพาว่าตัวเองต่อสู้เก่งกาจเท่านั้น มีอะไรน่าอัศจรรย์นักหนา”

“ใช่แล้ว หากศิษย์พี่ผู้ลึกลับท่านนี้วางค่ายกลไว้ล่วงหน้า ให้เขาเข้ามา เขาก็ต้องยอมจำนนอย่างเชื่อฟัง”

“ฟังน้ำเสียงเปรี้ยวๆ นั่นสิ ยังจะอันดับหนึ่งของยอดเขาจิตวิญญาณอีก ไม่มีบารมีเลยแม้แต่น้อย”

ศิษย์ยอดเขาค่ายกลจำนวนไม่น้อยต่างก็ไม่พอใจในทันที จ้องมองแผ่นหลังของเฟิงฮ่าวอวี่ พลางเยาะเย้ยถากถางขึ้นมา

ในใจของศิษย์ยอดเขาค่ายกลจำนวนมาก การที่เฟิงฮ่าวอวี่ดูถูกผู้ท้าทายค่ายกลลึกลับผู้นี้ ก็คือการดูถูกยอดเขาค่ายกล และการดูถูกยอดเขาค่ายกล ก็คือการดูถูกพวกเขานั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น แม้วิถีแห่งค่ายกลจะจัดอยู่ในศาสตร์นอกรีต แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ความแข็งแกร่งของสำนักหนึ่งอาจจะไม่มากนัก แต่หากมีปรมาจารย์ค่ายกลที่แข็งแกร่งอยู่ การวางค่ายกลไว้นอกสำนัก ก็สามารถต้านทานศัตรูภายนอกที่แข็งแกร่งได้

ดังนั้น ในโลกแห่งการฝึกเซียน สำนักบางแห่งที่มีปรมาจารย์ค่ายกลที่แข็งแกร่งอยู่ จึงยากที่จะถูกศัตรูภายนอกตีแตกได้

“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”

เจ้าอ้วนน้อยถูฝ่ามืออ้วนท้วนของตน พึมพำว่า “คนที่แข็งแกร่งเช่นนี้ หากไม่ได้ผูกมิตรไว้ ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก! คนผู้นี้คือผู้ใดกันแน่!”

สายตาของเหลิ่งโหรวหยุดนิ่งอยู่บนแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลเป็นเวลานาน ก่อนจะพยักหน้า

“เก่งกาจ”

กล่าวจบ เหลิ่งโหรวก็จากยอดเขาค่ายกลไปเช่นกัน

ศิษย์จำนวนมากที่ยืนอยู่ข้างๆ เหลิ่งโหรวเมื่อได้ยินคำพูดนี้ อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น

เหลิ่งโหรวมีนิสัยสันโดษ พูดน้อย แม้แต่อัจฉริยะอย่างเฟิงฮ่าวอวี่ ก็ยังไม่เคยได้รับการประเมินจากนางเช่นนี้มาก่อน

บัดนี้เมื่อนางกล่าวออกมาสองคำนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความสั่นสะเทือนในใจของเหลิ่งโหรวได้เป็นอย่างดี

เจ้าอ้วนน้อยเบิกตากลมเล็ก จ้องมองในฝูงชนเป็นเวลานาน ราวกับกำลังมองหาใครบางคนอยู่

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่โดยไม่ได้อะไรเลย เจ้าอ้วนน้อยก็ขมวดคิ้วมุ่น พึมพำเบาๆ ว่า “ช่วงนี้พี่ใหญ่หายไปไหนกันนะ ยอดเขาค่ายกลเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เขายังไม่มาดูอีกรึ?”

“ไม่ได้การ ข้าต้องไปดูที่ยอดเขายุทโธปกรณ์อีกครั้ง”

เจ้าอ้วนน้อยตัดสินใจแน่วแน่ ขี่กระบี่ขึ้นไปในอากาศ พุ่งทะยานไปยังยอดเขายุทโธปกรณ์

...

ณ กลางอากาศที่ห่างไกลออกไป มีจินตันเจินเหรินห้าคนยืนเหยียบอากาศอยู่ จ้องมองภาพความคึกคักที่หาได้ยากบนยอดเขาค่ายกล

คนทั้งห้านี้ก็คือท่านหัวหน้าทั้งห้ายอดเขานั่นเอง

“ผู้ท้าทายค่ายกลคือผู้ใดกันแน่ ข้าผู้เฒ่าก็ชักจะสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาบ้างแล้ว”

ท่านหัวหน้ายอดเขาโอสถ เด็กหนุ่มผมขาวกล่าวด้วยท่าทีราวกับผู้ใหญ่

สายตาของอีกสี่คนต่างก็จับจ้องไปที่เสวียนอี้ เหวินเซวียนยิ้มพลางกล่าวว่า “พูดมาเถอะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ท่านในฐานะท่านหัวหน้ายอดเขาค่ายกล จะไม่รู้ตัวตนของเด็กคนนี้”

เสวียนอี้ประสานมือไพล่หลัง ยิ้มโดยไม่กล่าววาจา

“เลิกอ้อมค้อมได้แล้ว พูดมาเร็วเข้า!” ท่านหัวหน้ายอดเขายันต์ สตรีผู้เย็นชาสง่างามใบหน้ามีแววขุ่นเคือง ตวาดออกมาหนึ่งเสียง

รอยยิ้มของเสวียนอี้แข็งค้างอยู่บนใบหน้า

“ฮ่าฮ่า!”

ชายชราผู้ซอมซ่อตบมือพลางหัวเราะ “ฉีซานโกรธขึ้นมาเรื่องไม่เล็กแน่ ถึงตอนนั้นขว้างยันต์ออกมาเป็นกองๆ ใส่หน้าเจ้า เจ้าได้รู้สึกดีแน่”

“ไม่หรอก ไม่หรอก”

เด็กหนุ่มผมขาวส่ายศีรษะอย่างจริงจัง “ฉีซานไม่ใจร้ายลงมือกับเสวียนอี้หรอก”

ใบหน้าของฉีซานแดงระเรื่อขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว จ้องเขม็งไปที่ชายชราผู้ซอมซ่อและเด็กหนุ่มผมขาว กัดฟันกล่าวว่า “เจ้าเฒ่าสองคน ปากหมาพูดจาไม่เป็นมงคล!”

สีหน้าของเสวียนอี้ดูอึดอัดใจ เขามองไปที่ฉีซานอย่างระมัดระวัง กระแอมเบาๆ

“เรื่องนี้ พูดไม่ได้จริงๆ”

“เอ๊ะ?”

เหวินเซวียนใบหน้าฉายแววงุนงง เอ่ยถามว่า

“นี่ก็แปลกแล้ว ตัวตนของเด็กคนนี้พิเศษเพียงใดกัน ถึงกับพูดไม่ได้เชียวรึ?”

เสวียนอี้ส่ายศีรษะ นิ่งเงียบไม่กล่าววาจา

ชายชราผู้ซอมซ่อโบกมือกล่าวว่า “ช่างเถอะ อย่าทำให้เขาลำบากใจเลย”

หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง ชายชราผู้ซอมซ่อก็อดไม่ได้ที่จะแขวะไปหนึ่งประโยค “เจ้าเสวียนอี้นี่ไม่เบาเลยนะ แอบบ่มเพาะอัจฉริยะด้านค่ายกลเช่นนี้ขึ้นมาเงียบๆ ปิดบังพวกเราทุกคนได้หมด มีฝีมืออยู่บ้าง”

“ฮึ คงจะทุ่มเทเวลาและแรงกายแรงใจไปกับเด็กคนนี้ไม่น้อยเลยสินะ”

ฉีซานแค่นเสียงเบาๆ

เสวียนอี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่จริงเลย เด็กคนนี้เรียนรู้ด้วยตนเองจนสำเร็จ”

“เรียนรู้ด้วยตนเองจนสำเร็จรึ?”

ท่านหัวหน้าทั้งสี่ยอดเขาสบตากัน ในใจยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก

หากไม่มีปรมาจารย์ค่ายกลที่แข็งแกร่งคอยชี้แนะอยู่เบื้องหลัง เพียงอาศัยการศึกษาและทำความเข้าใจด้วยตนเอง ก็สามารถทะลวงผ่านหอคอยสิบค่ายกลได้ นี่ช่างน่าเหลือเชื่ออยู่บ้างจริงๆ

“พอท่านพูดเช่นนี้ พวกเราก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้มากขึ้นไปอีก”

เหวินเซวียนยิ้มอย่างขมขื่น

เสวียนอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “วางใจเถอะ ตัวตนของเด็กคนนี้ปิดบังไว้ไม่ได้ ทุกคนจะได้รู้ไม่ช้าก็เร็ว”

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 110 แท้จริงแล้วคือผู้ใดกันแน่?

คัดลอกลิงก์แล้ว