เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 109 ศิลาทลายฟ้าสะท้าน

บทที่ 109 ศิลาทลายฟ้าสะท้าน

บทที่ 109 ศิลาทลายฟ้าสะท้าน


“แน่นอนว่า หากกระบี่บินที่ประกอบขึ้นเป็นค่ายกลกระบี่นั้นมีขนาด รูปร่าง น้ำหนัก และความคมที่เหมือนกันทุกประการ ก็จะยิ่งง่ายต่อการควบคุมและวางค่ายกลกระบี่มากยิ่งขึ้น”

หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เสวียนอี้ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยจะสมจริงเท่าใดนัก นอกจากว่ากระบี่บินเหล่านี้จะมาจากฝีมือของนักหลอมยุทโธปกรณ์คนเดียวกัน และเป็นชุดกระบี่บินที่นักหลอมยุทโธปกรณ์ผู้นั้นสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ”

“ชุดกระบี่บินรึ?” แววตาของซูจื่อโม่ส่องประกายขึ้นมา ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“เจ้าเป็นศิษย์ยอดเขายุทโธปกรณ์ แม้จะยังไม่ได้เป็นนักหลอมยุทโธปกรณ์ แต่ก็ย่อมรู้ดีว่าวิชาหลอมยุทโธปกรณ์นั้นซับซ้อนและยากเย็นเพียงใด การหลอมอุปกรณ์วิเศษระดับเดียวกันออกมาหนึ่งชิ้นก็ยากยิ่งแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหลอมออกมาเป็นชุดเลย”

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ในใจของซูจื่อโม่ก็พลันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา

เรื่องอื่นไม่กล้าพูด แต่หากเป็นการหลอมชุดกระบี่บินระดับต่ำที่เหมือนกันแทบทุกประการ สำหรับเขาแล้ว ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก

“แน่นอน ข้ารู้ว่าเส้นทางนี้มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แนวคิดนี้อาจจะช่วยให้เจ้าเอาชนะเฟิงฮ่าวอวี่หลังจบการประลองยุทธ์ของยอดเขาจิตวิญญาณไม่ได้ก็ได้ ท้ายที่สุดแล้วเหลือเวลาอีกไม่ถึงสามเดือนก็จะถึงสิ้นปีแล้ว เวลามันสั้นเกินไป”

เสวียนอี้กล่าวด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยมว่า “แต่ว่า เจ้าคือปรมาจารย์ค่ายกลที่มีพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา ในอนาคตอาจจะพยายามไปในทิศทางนี้ เพื่อกลายเป็นปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่ที่แท้จริงได้”

“ท่านหัวหน้า ท่านเป็นปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่หรือขอรับ?” ซูจื่อโม่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ข้าคือปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่เพียงคนเดียวของสำนัก”

เสวียนอี้ยิ้มพลางพยักหน้า

จนกระทั่งบัดนี้ ซูจื่อโม่จึงได้เข้าใจว่า เหตุใดเสวียนอี้จึงรอเขาอยู่ที่นี่ และกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา อันที่จริงแล้วก็คือการต้องการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่ให้กับสำนักนั่นเอง

เสวียนอี้หยิบม้วนตำราออกมาจากถุงเก็บของ ยื่นให้กับซูจื่อโม่ พลางกล่าวว่า “ค่ายกลกระบี่สามประสานเจ้าคงจะเคยเห็นในหอค่ายกลแล้ว ม้วนนี้คือค่ายกลกระบี่หกบรรจบ หลังจากจดจำได้แล้วก็ให้เผาทิ้งเสีย ห้ามแพร่งพรายให้ผู้อื่นรู้เป็นอันขาด”

ซูจื่อโม่รับมาด้วยสองมือ พยักหน้า

เสวียนอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปว่า “จื่อโม่ ความสำเร็จหรือล้มเหลวเพียงชั่วครั้งชั่วคราว มิจำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ เส้นทางในอนาคตยังอีกยาวไกลนัก”

ซูจื่อโม่รู้ดีว่า เสวียนอี้เป็นกังวลว่าหากเขาพ่ายแพ้ให้กับเฟิงฮ่าวอวี่ในช่วงสิ้นปี ความมั่นใจของเขาจะถูกทำลายลง จึงได้กล่าววาจาเช่นนี้ออกมา

ในความเป็นจริง ไม่เพียงแต่เสวียนอี้เท่านั้น ท่านหัวหน้าอีกสี่ยอดเขา รวมไปถึงทุกคนในยอดเขาไร้ตัวตน ต่างก็ไม่มีผู้ใดมองว่าซูจื่อโม่จะได้รับชัยชนะเลย

หากเป็นการประลองการหลอมยุทโธปกรณ์ หรือการปรุงยา ผลแพ้ชนะของทั้งสองคนนั้นยากที่จะคาดเดาได้

แต่หากทั้งสองคนต้องลงมือต่อสู้กัน ในสายตาของทุกคนแล้ว ผลลัพธ์นั้นถูกกำหนดไว้แล้ว ซูจื่อโม่เป็นเพียงแค่การหาเรื่องอัปยศอดสูใส่ตัวเองเท่านั้น

แน่นอนว่า ในยอดเขาไร้ตัวตน ยังมีอีกหนึ่งตัวตนที่มองว่าซูจื่อโม่จะได้รับชัยชนะ เพียงแต่ว่า ตัวตนนี้มิใช่คน...

“ไปเถอะ เวลาเป็นของมีค่า ทุ่มเทให้กับเรื่องการปรุงยาและหลอมยุทโธปกรณ์ให้มากขึ้นหน่อย พยายามคว้าอันดับหนึ่งในสองยอดเขานั้นมาให้ได้”

เสวียนอี้กำชับอีกครั้ง

ซูจื่อโม่พยักหน้า เก็บม้วนตำราไม้ไผ่ค่ายกลกระบี่หกบรรจบ เรียกกระบี่บินออกมา บินจากหอคอยสิบค่ายกลไป หายลับไปในรัตติกาลอันกว้างใหญ่

ในขณะที่ซูจื่อโม่ออกจากหอคอยสิบค่ายกลไปนั้นเอง รายชื่อบนแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลทั้งหมดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เลื่อนลงมาหนึ่งแถวพร้อมกัน เว้นตำแหน่งสูงสุดเอาไว้!

สถิติที่จงเวินสร้างไว้ก่อนหน้านี้ ได้ถูกเบียดลงไปอยู่แถวที่สองแล้ว

ณ แถวแรกของแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกล ปรากฏตัวอักษรหนึ่งแถวเขียนไว้ว่า

“ทะลวงผ่านหอคอยสิบค่ายกลสิบชั้นสำเร็จ ใช้เวลาเจ็ดวันเก้าชั่วยาม!”

ทว่าในตำแหน่งของชื่อที่อยู่ด้านหน้าสุด กลับปรากฏเป็นพื้นที่ว่างเปล่า!

ในขณะนั้นเอง เสวียนอี้ก็ได้ลงมาจากยอดหอคอยสิบค่ายกลเช่นกัน บังเอิญได้เห็นภาพนี้เข้า ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย พึมพำกับตนเองว่า “คาดว่าเจ้าเด็กคนนี้คงจะเหนื่อยจนเบลอไปแล้ว ถึงได้ลืมวางป้ายประจำตัวสำนักลงบนแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกล”

ท่านเฒ่าหลัวตะลึงงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “ไอ้หยา ข้าลืมบอกเรื่องนี้กับเขาไป!”

หลังจากท้าทายค่ายกลแล้ว จะต้องนำป้ายประจำตัวสำนักของตนไปสัมผัสกับแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลเสียก่อน แท่นศิลาจารึกจึงจะบันทึกชื่อของผู้ท้าทายค่ายกลเอาไว้

เป็นเวลาสามเดือนที่ซูจื่อโม่หมกมุ่นอยู่กับม้วนตำราค่ายกลโบราณอันกว้างใหญ่ไพศาลในหอค่ายกล แทบจะไม่ได้วอกแวกไปที่อื่นเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพูดคุยกับศิษย์ยอดเขาค่ายกลคนอื่นเลย อย่าว่าแต่เรื่องนี้เลย แม้แต่หน้าที่ของแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกล เขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

ก่อนที่จะเข้าไปท้าทายค่ายกล ซูจื่อโม่เห็นแท่นศิลาสูงตระหง่านตั้งอยู่ที่นี่ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก และไม่ได้เอ่ยถามอะไร ก็เข้าไปท้าทายค่ายกลโดยตรง

ท่านเฒ่าหลัวเห็นว่าซูจื่อโม่เป็นเพียงศิษย์ยอดเขายุทโธปกรณ์ คิดว่าเขาเพียงแค่มาดูความสนุกสนาน ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะสามารถจารึกชื่อลงบนแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลได้ จึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้

“ให้ข้าไปตามเขากลับมาดีหรือไม่”

ท่านเฒ่าหลัวทะยานขึ้นไปในอากาศ ต้องการจะไล่ตามไป เพื่อบอกเรื่องนี้ให้ซูจื่อโม่รู้

เสวียนอี้โบกมือ ส่ายศีรษะกล่าวว่า “ช่างเถอะ เด็กคนนี้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาเกือบแปดวันแล้ว ให้เขาได้พักผ่อนให้ดีเสียหน่อย”

“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าค่อยไปหาเขาอีกครั้งดีหรือไม่?” ท่านเฒ่าหลัวเอ่ยถาม

เสวียนอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “หลังจากจบการประลองยุทธ์ห้ายอดเขาแล้วค่อยว่ากันอีกที เรื่องนี้ช่วยเขาปิดบังเอาไว้ก่อน ไม่ต้องคิดมาก เรื่องนี้จะต้องสร้างความสั่นสะเทือนให้กับทั้งห้ายอดเขาอย่างแน่นอน หากศิษย์คนอื่นรู้ว่าเป็นเขาที่ทะลวงผ่านหอคอยสิบค่ายกลไปได้ ย่อมต้องมีเรื่องยุ่งยากตามมาอีกไม่น้อยเป็นแน่”

“อืม ก็ดีเหมือนกัน”

ท่านเฒ่าหลัวพยักหน้า “เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามเดือนก็จะถึงสิ้นปีแล้ว อย่าให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรของเขาเลย”

ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสบายๆ อีกสองสามประโยค ก็แยกย้ายกันจากไป

ท่านเฒ่าหลัวในที่สุดก็ได้พักผ่อนอย่างสบายใจเสียที

เบื้องหน้าหอคอยสิบค่ายกลกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ศิษย์ทั้งห้ายอดเขาที่กำลังหลับใหลอยู่ ยังไม่มีผู้ใดตระหนักได้ว่า เพียงแค่คืนเดียว บนแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกล ก็มีตัวอักษรเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแถว...

...

อวี๋ผิงเป็นศิษย์ยอดเขาค่ายกล ตามความเคยชินในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ทุกเช้าตรู่เขาจะวิ่งมาดูที่แท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลเสียก่อน แล้วจึงค่อยไปทำเรื่องอื่น

ในรุ่งเช้าของวันนี้ อวี๋ผิงขี่กระบี่มา วนรอบหอคอยสิบค่ายกลหนึ่งรอบ สายตากวาดมองไปบนแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกล แล้วก็ดึงสายตากลับมา

“อืม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง”

อวี๋ผิงพึมพำกับตนเองเบาๆ

บนแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลมีตัวอักษรอยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยแถว เมื่อมองแวบแรก ก็ดูเหมือนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรจริงๆ

ทันใดนั้น!

สีหน้าของอวี๋ผิงพลันเปลี่ยนไป เขาหันขวับกลับไป จ้องเขม็งไปที่ตัวอักษรแถวแรกของแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกล ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทว่ารูม่านตากลับหดเล็กลงอย่างรุนแรง

เปลี่ยนไปแล้ว!

แท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว!

ศิษย์พี่จงถูกเบียดลงไปอยู่แถวที่สอง!

ชื่อในแถวแรก...

หืม?

นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?

ว่างเปล่า?

อวี๋ผิงมองจนงงงวยไปหมด

กระพริบตา แล้วมองอีกครั้ง ตำแหน่งของชื่อนั้นว่างเปล่าจริงๆ

อวี๋ผิงลงมายืนบนพื้นดิน เข้าไปใกล้ๆ ขยี้ตา แล้วมองอีกครั้ง ก็ยังคงว่างเปล่า

ผู้ท้าทายค่ายกลไม่มีชื่อรึ?

อวี๋ผิงมองไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ ปากอ้าออกโดยไม่รู้ตัว ในแววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง

“ทะลวงผ่านหอคอยสิบค่ายกลสิบชั้นสำเร็จ ใช้เวลาเจ็ดวันเก้าชั่วยาม!”

ตัวอักษรแถวนี้ ทำให้อวี๋ผิงตกตะลึงจนตาค้างไปเลย

อวี๋ผิงยืนนิ่งไม่ไหวติง ทั้งร่างมึนงงไปหมด ในสมองขาวโพลนไปหมด รู้เพียงแต่พึมพำกับตนเองโดยสัญชาตญาณว่า “ทะลวงผ่านสิบชั้น ทะลวงผ่านสิบชั้น...”

“ศิษย์น้องอวี๋ มาแต่เช้าเลยนะ?”

มีคนทักทายจากด้านหลัง อวี๋ผิงราวกับไม่ได้ยิน

“มาทำอะไรที่นี่ มองแท่นศิลาจารึกสิบค่ายกลจนเสียสติไปแล้วรึ?”

ศิษย์ยอดเขาค่ายกลที่มาถึงด้านหลังตบไหล่ของอวี๋ผิงเบาๆ พลางพูดหยอกล้อไปหนึ่งประโยค จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมอง

เมื่อมองไปเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของคนผู้นั้นก็แข็งค้างไปเช่นกัน

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เสียงกรีดร้องก็ได้ดังขึ้นแหวกอากาศธาตุ ปลุกศิษย์ยอดเขาค่ายกลจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยังคงหลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้น

“ทำลายแล้ว! ทำลายแล้ว!”

“ผู้ท้าทายค่ายกลลึกลับทะลวงผ่านสิบค่ายกลใหญ่ได้แล้ว!”

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ข่าวนี้ก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งห้ายอดเขาอย่างรวดเร็ว

ศิลาทลายฟ้าสะท้าน!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 109 ศิลาทลายฟ้าสะท้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว