เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 67 สุดกำลังต้านทาน

บทที่ 67 สุดกำลังต้านทาน

บทที่ 67 สุดกำลังต้านทาน


เมื่อได้สดับฟังประโยคนั้น เสวียนอี้ก็พลันหัวเราะเบาๆ ออกมาคราหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เหอะๆ อย่างไรเสียยอดเขาไร้ตัวตนของพวกเราก็ถือเป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่แห่งราชวงศ์โจว ทั้งยังนับเป็นแดนสุขาวดีที่หาได้ยากยิ่ง เจ้าลิงตัวนี้ช่างหลักแหลมเสียจริงที่รู้จักขึ้นเขามาเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ร่ำเรียนวิชา

“อืม วิชาตัวเบาของเจ้าลิงตัวนี้ไม่เลวเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าจะสามารถทนทานต่อการโจมตีของเจ้ากระเรียนน้อยได้นานสักเพียงใด”

“ฟังจากเสียงร้องของเจ้ากระเรียนน้อยแล้ว ดูท่าว่ามันคงจะเริ่มมีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว ฮ่าๆ!”

“เห็นทีเจ้าลิงตัวนี้คงจะต้องประสบเคราะห์เสียแล้วกระมัง”

“ไปกันเถอะ พวกเราไปดูด้วยกัน”

เหวินเซวียนและเสวียนอี้ สองบุรุษต่างมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า สีหน้าแลดูผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง ต่างคนต่างนำพาเด็กรับใช้เต๋าคนหนึ่งทะยานร่างขึ้นจากพื้นดิน มุ่งหน้าสู่ยอดเขาที่อยู่ห่างไกลออกไปด้วยความเร็วสูง ระยะทางค่อยๆ ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต

เมื่อทะลวงผ่านม่านหมอกหนาทึบออกไปได้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเหวินเซวียนและเสวียนอี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นแววตาอันแปลกประหลาดแทนที่ คล้ายกับว่าทั้งสองได้พบเห็นภาพเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อจนยากจะยอมรับได้

หลังจากที่ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วครู่

“เอ่อ เงาดำนั่น... ดูเหมือนจะไม่ใช่ลิงกระมัง?” เสวียนอี้เอ่ยพลางชี้นิ้วไปยังเงาดำที่ยังคงปีนป่ายอยู่บนยอดเขาด้วยน้ำเสียงที่เจือความลังเล พร้อมกับกระแอมไอออกมาเบาๆ

“อืม... ดูคล้ายว่าจะเป็นคนเสียมากกว่า”

เหวินเซวียนหัวเราะออกมาอย่างแห้งแล้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจ

ทั้งสองมีตำแหน่งเป็นถึงท่านหัวหน้าประจำยอดเขา แต่กลับทำเรื่องผิดพลาดระดับต่ำเช่นนี้ไปได้ จึงทำให้รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาบนใบหน้าอย่างช่วยไม่ได้

อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้ก็มิอาจจะกล่าวโทษคนทั้งสองได้เสียทีเดียว

เมื่อมองจากระยะไกล เงาดำบนยอดเขานั้นพร่าเลือนจนมองไม่ชัดเจน เดี๋ยวผลุบไปทางทิศตะวันออก เดี๋ยวโผล่มาทางทิศตะวันตก ช่างมีความคล่องแคล่วว่องไวยิ่งกว่าวานรเสียอีก แม้ว่าทั้งสองจะเป็นถึงจินตันเจินเหริน มีประสบการณ์พบเจอเรื่องราวมามากมาย แต่ก็คาดไม่ถึงเลยว่าเงาดำนั้นจะเป็นมนุษย์ไปได้!

เมื่อขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น สีหน้าของคนทั้งสองก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง

“นั่น... ดูเหมือนจะไม่ใช่คนเพียงคนเดียว”

“อืม... น่าจะสองคน”

หลังจากที่เงียบงันไปอีกชั่วครู่

เหวินเซวียนพลันหุบยิ้มบนใบหน้าลง แล้วอดที่จะบ่นออกมามิได้ว่า “คนผู้นี้มีปัญหาอะไรหรือไม่นะ การปีนเขาก็นับว่าแปลกพอแล้ว แต่นี่ในมือของเขายังจะลากเจ้าอ้วนน้อยคนหนึ่งไปด้วยอีก มันหมายความว่ากระไรกัน?”

“เอ๊ะ ไม่สิ คนผู้นี้สะพายคันธนูและเหน็บดาบไว้ที่เอว การแต่งกายลักษณะนี้คล้ายกับว่าเคยได้ยินมาจากที่ใดมาก่อน”

เสวียนอี้พลันเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ในขณะเดียวกันนั้นเอง เด็กรับใช้เต๋าอ้วนท้วนที่อยู่ข้างกายของเหวินเซวียนก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นอย่างยิ่งยวด พร้อมกับชี้นิ้วไปยังร่างที่กำลังโลดแล่นไปมาบนหน้าผาแล้วตะโกนร้องออกมาเสียงดังว่า

“ท่านหัวหน้า! คือเขาผู้นั้นเอง! บัณฑิตหนุ่มคนนั้น!”

...

บนยอดเขาอันสูงชัน

ทุกครั้งที่กระเรียนเซียนกระพือปีก ซูจื่อโม่จะรีบแนบร่างเข้ากับผนังหินอย่างแน่นหนา ใช้นิ้วทั้งห้าออกแรงจิกเข้าไปในเนื้อหินอย่างสุดกำลัง สองเท้าของเขาก็ทำเช่นเดียวกัน

ผนังหินที่แข็งแกร่ง ภายใต้อุ้งมือของซูจื่อโม่กลับอ่อนนุ่มราวกับก้อนเต้าหู้

หากเป็นผู้คนธรรมดาทั่วไปที่ต้องการจะปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขาแห่งนี้ ย่อมต้องคอยมองหาจุดที่สามารถวางเท้าเพื่อเหยียบย่างขึ้นไปได้

ทว่าสำหรับซูจื่อโม่แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

หากไม่มีกระเรียนเซียนคอยขวางทางอยู่ ยอดเขาแห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับพื้นราบใต้ฝ่าเท้าของซูจื่อโม่เลย

บัดนี้ บรรดาผู้คนธรรมดาที่อยู่เบื้องหลังซูจื่อโม่ล้วนถูกกระแสลมรุนแรงจากการกระพือปีกของกระเรียนเซียนพัดตกลงไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงแค่ซูจื่อโม่เท่านั้นที่ยังคงปีนเขาอยู่เพียงลำพัง

จะให้ถูกต้องแล้วก็คือสองคน เพราะในมือของซูจื่อโม่ยังคงฉุดกระชากลากถูเจ้าอ้วนน้อยคนหนึ่งเอาไว้ด้วย

แววตาของกระเรียนเซียนเริ่มทอประกายแห่งความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาวูบหนึ่ง มันส่งเสียงร้องแหลมยาวก่อนจะทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วจึงดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว กางกรงเล็บอันแหลมคมของมันออก หมายจะตะครุบซูจื่อโม่โดยตรง

การจู่โจมในครั้งนี้นับว่าดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง

ซูจื่อโม่คิดที่จะหลบหลีก แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว

ในชั่วพริบตาที่เกิดประกายไฟ ซูจื่อโม่พลันปล่อยมือออกจากหน้าผา ทำให้ร่างของเขาร่วงหล่นลงมาครึ่งฉื่อ ก่อนที่จะยื่นมือออกไปอีกครั้ง แล้วจิกเข้าไปในผนังหินได้อย่างมั่นคง!

ตูม!

ณ บริเวณเหนือศีรษะของซูจื่อโม่ หินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งถูกกรงเล็บอันแหลมคมของกระเรียนเซียนบดขยี้จนแหลกละเอียด เศษหินกระเด็นกระดอนไปทั่วทิศทาง แม้จะกระแทกเข้าที่ใบหน้า แต่ซูจื่อโม่กลับไม่รู้สึกรู้สาอันใดเลย

มีเศษหินบางส่วนกระเด็นไปโดนร่างของเจ้าอ้วนน้อย ทำให้ร่างอันอวบอ้วนนั้นสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

ในใจของซูจื่อโม่พลันบังเกิดความคิดขึ้นมา เขายกตัวเจ้าอ้วนน้อยให้ลอยขึ้นกลางอากาศแล้วตวาดเสียงเบาว่า “อย่าแสร้งทำเป็นตาย! มิเช่นนั้นข้าจะโยนเจ้าลงไป!”

เจ้าอ้วนน้อยสะดุ้งสุดตัว เขาลืมตาเล็กๆ ขึ้นมาแล้วรีบกล่าวอย่างร้อนรนว่า

“พี่ใหญ่ ท่านอย่าได้ข่มขู่ข้าเลยนะ ข้าผิดไปแล้ว”

“ยังอยากจะขึ้นเขาต่อไปอีกหรือไม่?” ซูจื่อโม่เอ่ยถามอย่างรวดเร็ว

“อยากสิ แน่นอนว่าต้องอยากอยู่แล้ว”

“เกาะบนหลังข้าให้แน่น กอดด้วยตัวเองให้ดี หากตกลงไปก็อย่าได้โทษข้า”

“ได้เลย ได้เลย!”

เจ้าอ้วนน้อยขยับร่างกายเล็กน้อย แขนและขาทั้งสองข้างของเขาโอบรัดรอบคอและเอวของซูจื่อโม่ ประหนึ่งปลาหมึกยักษ์ที่กำลังเกาะอยู่บนนั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ว่าซูจื่อโม่จะยังคงต้องแบกคนผู้หนึ่งเอาไว้ แต่เขาก็สามารถปลดปล่อยมือข้างหนึ่งให้เป็นอิสระได้

การโจมตีในช่วงแรกของกระเรียนเซียนนั้นไม่ได้รุนแรงมากนัก ดูเหมือนว่าเจตนาของมันไม่ใช่การทำร้ายคน แต่เป็นการขัดขวางไม่ให้ซูจื่อโม่ขึ้นไปบนเขา

หลังจากที่โจมตีหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล กระเรียนเซียนก็ถูกยั่วยุจนเกิดโทสะ การโจมตีเมื่อครู่นี้ หากซูจื่อโม่หลบหลีกไม่ทัน เกรงว่าศีรษะของเขาคงจะถูกกรงเล็บของกระเรียนเซียนบดขยี้จนแหลกละเอียดไปแล้ว!

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสูรวิเศษขั้นสร้างฐานช่วงต้นที่กำลังโกรธเกรี้ยว ซูจื่อโม่จึงไม่กล้าที่จะประมาท ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้เจ้าอ้วนน้อยเกาะอยู่บนหลัง เพื่อที่จะได้ใช้มือทั้งสองข้างในการรับมือกับมัน

หากจะว่ากันตามตรงแล้ว

ซูจื่อโม่ที่ฝึกปรือคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดารถึงเพียงแค่บทที่สาม ยังมิอาจเป็นคู่ต่อสู้ของอสูรวิเศษได้ ถึงแม้ว่ากระเรียนเซียนตัวนี้จะเป็นเพียงอสูรวิเศษขั้นสร้างฐานช่วงต้นก็ตาม

ทว่าซูจื่อโม่ไม่ได้ต้องการที่จะต่อสู้ตัดสินเป็นตายกับกระเรียนเซียน เพียงแค่ต้องการหลีกเลี่ยงการสกัดกั้นของมันเพื่อขึ้นไปยังยอดเขาให้ได้เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทุกอย่างจึงง่ายดายขึ้นมาก

วูบ!

กระเรียนเซียนดิ่งลงมาอีกครั้งหนึ่ง นัยน์ตาทั้งสองข้างของซูจื่อโม่สาดประกายเจิดจ้า เขาใช้เท้าทั้งสองข้างออกแรงอย่างเต็มที่ เคลื่อนที่ไปตามแนวขวางบนหน้าผาอันสูงชันและเรียบลื่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลบหลีกการโจมตีของกระเรียนเซียน ก่อนจะรวบรวมพละกำลังทั่วร่างแล้วทะยานขึ้นไปเบื้องบนอย่างรุนแรง

แกร็ก! แกร็ก! แกร็ก!

นิ้วมือและนิ้วเท้าของซูจื่อโม่จิกเข้าไปในเนื้อหิน ปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขาด้วยความเร็วที่ไม่ด้อยไปกว่าการวิ่งอยู่บนพื้นราบเลยแม้แต่น้อย!

“แกว๊กๆ!”

เมื่อกระเรียนเซียนเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ในใจก็บังเกิดโทสะอย่างรุนแรง มันทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงสุด ประหนึ่งลูกศรที่แหลมคม พุ่งเข้าหาซูจื่อโม่จากด้านหลังอย่างรวดเร็ว กรงเล็บและจะงอยปากอันแหลมคมของมันจู่โจมอย่างต่อเนื่อง

จะงอยปากที่เรียวยาวและแหลมคมนั้น ช่างเฉียบคมยิ่งกว่ากระบี่บินเสียอีก ทุกครั้งที่มันจิกออกมา เสียงลมหวีดหวิวอันน่าสะพรึงกลัวก็จะดังขึ้นข้างหูของซูจื่อโม่ ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง

เพียงแค่ถูกจะงอยปากอันแหลมคมนี้จิกเข้าให้ ร่างกายก็จะต้องปรากฏรูเลือดขึ้นมาหนึ่งรูอย่างแน่นอน

เจ้าอ้วนน้อยหวาดกลัวจนต้องปิดตาแน่น ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว

ซูจื่อโม่หลบหลีกอย่างต่อเนื่อง เสียงเส้นเอ็นและกระดูกทั่วร่างดังลั่นพร้อมเพรียงกัน ร่างกายของเขายืดหดสลับกันไป เลือดเนื้อเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง เส้นเอ็นใหญ่สั่นสะท้านไม่หยุดหย่อน พละกำลังทางกายภาพถูกเค้นออกมาจนถึงขีดสุด

ด้วยอาศัยสัมผัสวิญญาณ ซูจื่อโม่สามารถหลบหลีกการโจมตีของกระเรียนเซียนได้อย่างฉิวเฉียดหลายต่อหลายครั้ง พร้อมกับปีนป่ายขึ้นไปเบื้องบนอย่างต่อเนื่อง

เสียงร้องของกระเรียนเซียนเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเจือไปด้วยจิตสังหาร!

ยอดเขาใกล้เข้ามาทุกที

การโจมตีของกระเรียนเซียนก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น!

...

บนยอดเขา เด็กรับใช้เต๋าสองคนที่อายุยังน้อยกำลังเฝ้ามองภาพเหตุการณ์นี้อยู่ ประหนึ่งว่าพวกเขากำลังอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด อดที่จะเป็นห่วงบัณฑิตหนุ่มในชุดสีเขียวผู้นั้นเสียมิได้

คนหนึ่งคนกับกระเรียนหนึ่งตัว กำลังต่อสู้ห้ำหั่นกันอยู่บนยอดเขาอันสูงชัน แม้ว่าฝ่ายหนึ่งจะดูเหมือนไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตอบโต้กลับได้เลย แต่การต่อสู้กลับดุเดือดและเต็มไปด้วยภยันตรายอย่างยิ่ง

ขอเพียงแค่บัณฑิตหนุ่มในชุดสีเขียวผู้นั้นเชื่องช้าลงเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะต้องจบชีวิตลงภายใต้กรงเล็บอันแหลมคมของกระเรียนเซียนได้!

เหวินเซวียนและเสวียนอี้เองก็มีสีหน้าเคร่งขรึมเช่นกัน สายตาของพวกเขาทั้งสองจับจ้องไปยังภาพเหตุการณ์นั้นอย่างไม่วางตา พร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ

“คาดไม่ถึงเลยว่าบัณฑิตหนุ่มผู้นี้จะยังคงมีพละกำลังเหลืออยู่ หลังจากที่ปลดปล่อยมือทั้งสองข้างให้เป็นอิสระแล้ว ยังสามารถปีนขึ้นไปยังยอดเขาภายใต้การโจมตีของเจ้ากระเรียนน้อยได้อีก”

น้ำเสียงของเสวียนอี้เจือไปด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ

เหวินเซวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกว่า “หากข้าดูไม่ผิด ดาบที่เอวและคันธนูที่หลังของบัณฑิตหนุ่มผู้นี้ ล้วนแล้วแต่หลอมขึ้นมาจากวัตถุวิเศษแห่งฟ้าดิน แม้ว่าจะเป็นเพียงอุปกรณ์วิเศษเทียม แต่อุปกรณ์วิเศษเทียมทั้งสองชิ้นนี้รวมกันแล้วน่าจะมีน้ำหนักเกือบสองพันชั่ง!”

ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเหวินเซวียนนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง หากซูจื่อโม่ถอดดาบจันทร์ยะเยือกและธนูผลึกโลหิตออกไป ร่างกายก็จะเบาสบาย วิชาตัวเบาของเขาก็จะยิ่งคล่องแคล่วว่องไวขึ้น ความเร็วก็จะเพิ่มสูงขึ้นอีก เกรงว่าคงจะไปถึงยอดเขาได้ตั้งนานแล้ว!

เหวินเซวียนและเสวียนอี้สบตากัน

ทั้งสองคนต่างเข้าใจความคิดของกันและกันเป็นอย่างดี ในใจของพวกเขาทั้งสองพลันปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นมาพร้อมกัน

“บัณฑิตหนุ่มผู้นี้... ช่างน่าสนใจเสียจริง”

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 67 สุดกำลังต้านทาน

คัดลอกลิงก์แล้ว