- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 15 สมรภูมิเลือดหมาป่าชางหลาง
บทที่ 15 สมรภูมิเลือดหมาป่าชางหลาง
บทที่ 15 สมรภูมิเลือดหมาป่าชางหลาง
ครึ่งปีให้หลัง
เมืองชางหลาง ณ จวนเจ้าเมือง
หลัวเทียนอู่ เจ้าเมืองชางหลาง เอนกายพิงพนักเก้าอี้ แขนข้างหนึ่งก้าวย่างคาง ดวงตาทั้งสองข้างของเขาครึ่งหลับครึ่งตื่น คิ้วขมวดมุ่นครุ่นคิด
“ท่านเจ้าเมือง ท่านเรียกข้าหรือ?”
ในเวลาไม่นาน เฉากัง หนึ่งในห้าองครักษ์พยัคฆ์ ก็เดินเข้ามา ประสานหมัดทั้งสองข้างคารวะ
“อืม”
หลัวเทียนอู่ลืมตาขึ้น ประกายแสงแวบหนึ่งพาดผ่านแล้วหายไป เขาเอ่ยถามอย่างสบายๆ ว่า “เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อตระกูลซูแห่งตำบลผิงหยาง?”
เฉากังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ตระกูลซูมีที่มาที่ไปลึกลับ ไม่น่าจะเป็นคนแคว้นฉีของเรา ข้าน้อยคาดว่าน่าจะเป็นคนแคว้นเยี่ยน และข้าน้อยยังสงสัยอีกว่า พลังของตระกูลซูไม่ได้อ่อนแออย่างที่เห็นภายนอก คุณชายใหญ่ตระกูลซูซ่อนเร้นพลังมานานหลายปี คาดว่าคงจะมีแผนการใหญ่ นับว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง ส่วนคุณชายรองตระกูลซู…” เฉากังหยุดไปครู่หนึ่ง ทว่าหลัวเทียนอู่กลับแสดงสีหน้าสนใจออกมา เขาถามด้วยรอยยิ้มที่เหมือนจะไม่ใช่รอยยิ้มว่า “คุณชายรองตระกูลซูเป็นอย่างไร?”
ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้แบบใด ก็ล้วนพิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ”
“ตระกูลซูนี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่?” เฉากังขมวดคิ้วเคร่งเครียด
หลัวเทียนอู่แค่นเสียงเบาๆ “คนแคว้นเยี่ยน สิบห้าปีก่อน แซ่ซู เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มารวมกัน เจ้ายังเดาไม่ออกอีกรึ?”
“อู่ติ้งกงแห่งแคว้นเยี่ยน ซูมู่!” เฉากังอุทานออกมาเสียงหลง
หลัวเทียนอู่พยักหน้า แล้วกล่าวด้วยความรู้สึกที่หลากหลายว่า “ซูมู่ก็นับว่าเป็นวีรบุรุษแห่งยุคคนหนึ่ง ภายใต้บัญชาของเขามีทหารม้าเกราะดำนับหมื่นนาย ท่องไปในสนามรบ ไร้เทียมทาน ในตอนนั้นช่างองอาจผ่าเผยเพียงใด? แคว้นต่างๆ ที่อยู่รายรอบ แคว้นใดบ้างที่กล้าจะต่อกร? น่าเสียดายที่เขาโง่เขลาเกินไป ในท้ายที่สุดก็ต้องลงเอยด้วยชะตากรรมที่น่าเศร้า ถูกกำจัดทิ้งหลังจากหมดประโยชน์”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงหรี่ตาลง ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายที่น่าเกรงขาม เขากล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ในเมื่อมีบทเรียนอยู่เบื้องหน้า ข้าก็ไม่อาจจะเดินตามรอยก้าวย่างของซูมู่ได้! แม้ว่าในตอนนี้จะเป็นราชวงศ์โจวที่ปกครองสี่ทิศ แต่ความวุ่นวายในใต้หล้าก็ได้ปรากฏขึ้นแล้ว เหล่าเจ้าเมืองต่างก็ลุกขึ้นมา นี่คือโอกาสที่จะบุกยึดเมืองขยายดินแดน ตั้งตนเป็นราชา!”
“เฉากังยินดีที่จะติดตามท่านเจ้าเมือง... ติดตามฝ่าบาท!” เฉากังเป็นคนมีไหวพริบ เขารีบเปลี่ยนคำพูดในทันที
หลัวเทียนอู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วกล่าวว่า “เฉากัง เบื้องหลังของข้าก็มีผู้ฝึกปราณให้การสนับสนุนเช่นกัน จะไม่กระทำการโดยบุ่มบ่าม”
เมื่อได้ยินคำว่าผู้ฝึกปราณ ดวงตาของเฉากังก็สว่างวาบขึ้นมา จิตใจก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
“ในเมื่อตระกูลซูมีที่มาที่ไปเช่นนี้ ก็พอจะใช้ประโยชน์ได้อยู่บ้าง...” หลัวเทียนอู่เผยรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยเลศนัย
…
เทือกเขาชางหลาง
หลังจากที่ออกผจญภัยมาครึ่งปี ระดับของซูจื่อโม่ในเปลี่ยนเส้นเอ็นก็ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ใกล้จะถึงขั้นสำเร็จเล็กน้อยแล้ว หลังจากที่ฝึกอสรพิษเสร็จสิ้น ก็ได้เริ่มฝึกวานรแล้ว
ที่สำคัญไปกว่านั้น ซูจื่อโม่ได้มีสัมผัสวิญญาณที่คล้ายกับสัตว์ป่า เฉียบแหลมอย่างยิ่ง
อาศัยสัมผัสวิญญาณนี้ ซูจื่อโม่เคยรอดตายมาได้หลายครั้ง ถึงกับสามารถหลีกเลี่ยงอสูรวิเศษบางตัวได้
ทว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซูจื่อโม่ได้พบกับปัญหาเข้าแล้ว
เจ้าแห่งเทือกเขาชางหลาง ฝูงหมาป่าชางหลางที่มีจำนวนมหาศาล!
ซูจื่อโม่เคยเผชิญหน้ากับหมาป่าชางหลางตัวหนึ่ง หลังจากที่ต่อสู้กันอย่างนองเลือดแล้ว เขาก็ได้สังหารมันลงได้ ไม่คาดคิดว่าจะไปกระตุ้นให้ฝูงหมาป่าชางหลางไล่ล่าเขาอย่างไม่สิ้นสุด
หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว หมาป่าชางหลางส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซูจื่อโม่
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของฝูงหมาป่าชางหลางก็คือความอดทนและประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นของพวกมัน
ซูจื่อโม่เคยสลัดฝูงหมาป่าชางหลางหลุดไปได้หลายครั้ง แต่ในเวลาไม่นาน ฝูงหมาป่าชางหลางก็จะตามกลิ่นของเขามาทันอีกครั้ง
การไล่ล่าครั้งนี้ ดำเนินมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว
หากไม่ใช่เพราะพละกำลังของซูจื่อโม่ที่แข็งแกร่ง มีคัมภีร์อสูรหลอมกายาและยืดเส้นเอ็นเป็นพื้นฐาน เกรงว่าคงจะเหนื่อยจนตายไปแล้ว
ภายใต้การหลบหนีที่ยาวนานและไม่มีที่สิ้นสุด เสื้อผ้าบนร่างกายของซูจื่อโม่ก็ได้ถูกสัตว์วิเศษฉีกขาดไปในการต่อสู้ที่ดุเดือดนานแล้ว บนร่างกายของเขาห่อหุ้มไว้ด้วยหนังสัตว์อย่างลวกๆ บนใบหน้ามีเคราสีดำเขียวขึ้นมาเป็นวง ไม่แตกต่างจากคนป่าเลยแม้แต่น้อย
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ฝูงหมาป่าชางหลางราวกับจะสัมผัสได้ว่าพละกำลังของซูจื่อโม่ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว จึงได้ติดตามมาอย่างกระชั้นชิดยิ่งขึ้น คอยรบกวนอย่างต่อเนื่อง!
บนร่างกายของซูจื่อโม่มีบาดแผลที่น่าตกใจอยู่หลายแห่ง แม้ว่าจะไม่ได้มีเลือดไหลออกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่หายดีโดยสมบูรณ์
ฝูงหมาป่าชางหลางไม่ให้เวลาซูจื่อโม่ได้รักษาตัวเลยแม้แต่น้อย
ซูจื่อโม่รู้ดีว่าหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป สภาพของเขาก็จะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ แต่เขาก็คิดหาวิธีที่จะหลบเลี่ยงการติดตามของฝูงหมาป่าชางหลางไม่ได้
ในคืนวันนั้น ซูจื่อโม่ได้มาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง เพิ่งจะเดินผ่านไปได้ครึ่งทาง เขาก็พลันหยุดฝีก้าวย่างลง สีหน้าเคร่งขรึม
ลมเย็นพัดปะทะใบหน้า เจือปนไว้ด้วยจิตสังหาร!
เบื้องหน้าและเบื้องหลังของเขา ปรากฏดวงตาหมาป่าสีเขียวมรกตขึ้นมาเป็นคู่ๆ เผยให้เห็นแววที่ดุร้าย หมาป่าชางหลางแต่ละตัวเดินออกมาจากความมืดมิด หนาแน่นจนบดบังทุกสิ่ง ล้อมซูจื่อโม่ไว้ตรงกลางหุบเขา
บนสองข้างของหุบเขา ก็มีร่องรอยของหมาป่าชางหลางอยู่ไม่น้อย พวกมันหอนรับดวงจันทร์
“ในที่สุดก็มาจนได้สินะ”
ซูจื่อโม่เลียริมฝีปากที่แห้งแตกของตนเอง ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่เดือดพล่าน
หนึ่งเดือนที่ไม่หลับไม่นอน ทำให้การรับรู้ของสัมผัสวิญญาณของซูจื่อโม่ลดลงต่ำสุด จึงได้ตกอยู่ในวงล้อมของฝูงหมาป่าชางหลาง
แน่นอนว่า การต่อสู้และหลบหนีในช่วงเวลานี้ ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าสติปัญญาของหมาป่าชางหลางนั้นสูงส่งอย่างยิ่ง สถานการณ์ในตอนนี้ ก็เป็นสิ่งที่พวกมันวางแผนไว้อย่างรอบคอบแล้ว
รอจนกระทั่งสภาพร่างกายและจิตใจของซูจื่อโม่ลดลงถึงขีดสุดแล้ว ฝูงหมาป่าชางหลางจึงได้เปิดฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้าย!
ก่อนหน้านี้ ซูจื่อโม่แทบจะไม่ได้ใช้ดาบเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่รู้วิชาดาบ อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะขัดเกลาพลังการต่อสู้ระยะประชิดให้ได้มากที่สุด
ในตอนนี้ ซูจื่อโม่ได้ชักดาบอัสนีบาตที่อยู่บนหลังออกมา เตรียมที่จะต่อสู้เป็นครั้งสุดท้าย
“โฮก!”
จ่าฝูงยืนอยู่บนยอดของหุบเขา มันหอนยาวออกมาหนึ่งครั้ง ฝูงหมาป่าชางหลางที่อยู่สองข้างและด้านหน้าด้านหลังของหุบเขาก็กรูกันเข้ามา!
พรวด!
ซูจื่อโม่ฟันดาบกลับหลังไปหนึ่งครั้ง ตัดหมาป่าชางหลางที่พุ่งเข้ามาตัวแรกออกเป็นสองท่อน โลหิตสดๆ พุ่งกระฉูดออกมา
ปัง!
มือขวาของซูจื่อโม่ใช้ฝ่ามือแยกปฐพี ตบลงไปที่ศีรษะของหมาป่าชางหลางอีกตัวหนึ่งอย่างแรง สมองของมันแตกกระจาย!
การฆ่าฟันไม่สามารถหยุดยั้งฝีก้าวย่างของฝูงหมาป่าได้ ตรงกันข้าม กลับยิ่งกระตุ้นความดุร้ายของพวกมันให้มากขึ้นไปอีก พวกมันเหยียบย่ำซากศพของพวกเดียวกันเอง แล้วจึงพุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
ซูจื่อโม่ใช้ท่าก้าวย่างไถสวรรค์ มือซ้ายถือดาบ มือขวาบ้างก็เป็นหมัดบ้างก็เป็นฝ่ามือ เขาทะยานไปมาในฝูงหมาป่า บุกตะลุยไปทางซ้ายขวา หากมีคนยืนดูอยู่ข้างๆ ก็จะประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การรุมล้อมของฝูงหมาป่าที่หนาแน่นเช่นนี้ ซูจื่อโม่ก็ยังคงสามารถหลบหลีกการโจมตีส่วนใหญ่ได้ หลบหลีกจุดตายบนร่างกายของตนเองได้
เมื่อเห็นกรงเล็บหมาป่าที่คมกริบกำลังจะจ้วงแทงเข้าไปในศีรษะของซูจื่อโม่ เขาไม่ได้มองเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับทำการหลบหลีกอย่างฉับพลัน พร้อมทั้งชกหมัดกลับหลังไป ทำให้หมาป่าชางหลางตัวนั้นกระเด็นลอยไป
นี่คือสัมผัสวิญญาณ!
แม้จะมองไม่เห็นและไม่ได้ยิน ก็ยังสามารถรับรู้ถึงภยันตรายและหลีกเลี่ยงได้!
เมื่อเทียบกับครึ่งปีก่อน วิธีการโจมตีของซูจื่อโม่ได้กลายเป็นสิ่งที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมายิ่งขึ้น สะอาดสะอ้านและเฉียบขาด ทว่ากลับได้ผลอย่างยิ่ง ซูจื่อโม่ไม่ได้ยึดติดอยู่กับกระบวนท่าอีกต่อไปแล้ว ศีรษะ ไหล่ ศอก หมัด เข่า หลัง ทุกส่วนล้วนสามารถใช้สังหารศัตรูได้ นี่คือทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่ขัดเกลาขึ้นมาจากการฆ่าฟัน เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเลือด เฉียบขาด โหดเหี้ยม!
ฉึ่ก!
บนร่างกายของซูจื่อโม่ปรากฏบาดแผลขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง เลือดไหลริน
แม้ว่าจะมีสัมผัสวิญญาณที่แข็งแกร่งคอยช่วยเหลือ แต่ภายใต้การโจมตีที่ไม่เปิดช่องว่างเช่นนี้ ซูจื่อโม่ก็ค่อยๆ หมดแรงลง
หลังจากที่ต่อสู้อย่างดุเดือดไปพักหนึ่ง บาดแผลที่ยังไม่หายดีก่อนหน้านี้ก็ได้ปริแตกออกมาอีกครั้ง เลือดไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง พลังเลือดลมไม่เพียงพอ ซูจื่อโม่รู้สึกเวียนศีรษะตาลายขึ้นมา
“ทนต่อไปได้อีกไม่นานแล้ว”
ซูจื่อโม่กัดฟันแน่น สายตาของเขาจ้องมองไปยังจ่าฝูงที่สูงกว่าหนึ่งจั้ง ร่างกายมหึมาราวกับช้างยักษ์ที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาไม่สนใจการโจมตีที่มาจากด้านหลังและสองข้างเลยแม้แต่น้อย เขาใช้ท่าก้าวย่างไถสวรรค์ พุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง!
ท่ากระแทกภูผา!
ปัง ปัง ปัง!
หมาป่าชางหลางสองสามตัวถูกกระแทกจนร่างกระเด็นลอยไปในทันที หมอกโลหิตสาดกระเซ็น
ในขณะเดียวกัน ซูจื่อโม่ก็ถูกโจมตีอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน ร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง ต้นขาถูกหมาป่าชางหลางตัวหนึ่งฉีกเนื้อออกไปทั้งเป็น!
ก้าวย่างของซูจื่อโม่อ่อนแรงลง เข่าของเขาเกือบจะทรุดลงกับพื้น ราวกับจะรับรู้ได้ถึงเจตนาของซูจื่อโม่ จ่าฝูงที่มีขนสีขาวราวกับหิมะทั่วทั้งร่างก็ฉายแววเย้ยหยันออกมา
ในขณะนั้นเอง ฝูงหมาป่าก็ต่างแยกย้ายกันออกไป จ่าฝูงเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางของราชา ทั่วทั้งร่างของมันแผ่ซ่านไปด้วยจิตสังหารที่ไม่สิ้นสุด
ซูจื่อโม่จ้องมองไปยังจ่าฝูงที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฝ่ามือซ้ายที่ถือดาบของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาแอบสูดหายใจเข้าลึกๆ เตรียมที่จะต่อสู้เป็นครั้งสุดท้าย
วันนี้เขายากที่จะรอดพ้นจากความตายไปได้ หากสามารถสังหารจ่าฝูงของฝูงหมาป่าได้ก่อนตาย ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
“ฟู่!”
จ่าฝูงกระโจนขึ้นไปในอากาศ กลิ่นอายที่บ้าคลั่งพุ่งเข้ามาอย่างท่วมท้น
ซูจื่อโม่อ้าปาก สูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างแรง ราวกับจะกลืนกินทั้งสุริยันจันทรา หน้าอกของเขายกสูงขึ้น เลือดเนื้อบนผิวหนังของเขาสั่นสะท้าน เส้นเอ็นใหญ่ขดตัวเข้าด้วยกัน ราวกับมีอสรพิษยักษ์นับไม่ถ้วนพันอยู่!
“ซี่ ซี่!”
กระแสลมไหลเข้าสู่ปอดอย่างบ้าคลั่ง เกิดเป็นเสียงที่แปลกประหลาดขึ้นมา
อสรพิษยักษ์กลืนตะวัน!
กระบวนท่าหนึ่งในเปลี่ยนเส้นเอ็น ดึงรั้งเส้นเอ็นใหญ่ สามารถระเบิดพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดออกมาได้ในชั่วพริบตา!
ซูจื่อโม่ใช้แขนข้างเดียวเหวี่ยงดาบอัสนีบาต ฟันตรงไปยังศีรษะของจ่าฝูง ในขณะเดียวกัน มือขวาก็ส่งพลังออกไป ระเบิดฝ่ามือแยกปฐพีออกมาอย่างกึกก้อง! นี่นับว่าเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของซูจื่อโม่แล้ว
แววตาของจ่าฝูงฉายแววหวาดระแวงออกมา ร่างกายมหึมาของมันว่องไวยิ่งนัก มันทำการหลบหลีกอยู่กลางอากาศ หลบดาบอัสนีบาตที่พุ่งเข้ามา กรงเล็บหมาป่าตบลงไปที่หน้าอกของซูจื่อโม่
กรงเล็บนี้ เดิมทีสามารถทะลวงหน้าอกของซูจื่อโม่ได้โดยตรง แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ามือแยกปฐพีของซูจื่อโม่ก็ได้ตบลงไปที่ข้างลำตัวของจ่าฝูงเช่นกัน
“โฮก!”
จ่าฝูงร้องโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวด มันถูกซูจื่อโม่ตบจนกระเด็นลอยไป กลิ้งไปบนพื้นหนึ่งรอบ แล้วจึงลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สั่นศีรษะไปมา ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่อย่างใด
ทว่าซูจื่อโม่กลับหมดแรงแล้ว
แม้ว่ากรงเล็บหมาป่าที่คมกริบจะไม่สามารถทะลวงหน้าอกของเขาได้ แต่มันก็ยังคงทำให้หน้าอกของเขาเลือดเนื้อแหลกเหลว ซูจื่อโม่ถูกพลังที่ระเบิดออกมาจากจ่าฝูงกระแทกจนร่างกระเด็นลอยไป ร่างกายของเขาราวกับว่าวที่สายป่านขาด ลอยสูงขึ้นไป แล้วจึงร่วงหล่นลงไปในฝูงหมาป่า
ซูจื่อโม่หมดแรงแล้ว เขากวาดสายตามองไป เห็นหมาป่าชางหลางจำนวนมากกำลังอ้าปากอยู่เบื้องล่าง น้ำลายไหลยืด รอคอยให้เขาร่วงหล่นลงมา แล้วจึงฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ!
“ในที่สุดก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้วสินะ”
สติของซูจื่อโม่เริ่มเลือนลาง เมื่อเห็นว่าซูจื่อโม่กำลังจะร่วงหล่นลงไปในฝูงหมาป่า ในความมืดมิดพลันมีร่างหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา มันเคลื่อนไหวอยู่กลางอากาศอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งคว้าตัวซูจื่อโม่ออกจากปากของฝูงหมาป่าไป!
-สองสิงห์:ผู้แปล-