เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 สนทนายามวิกาล

บทที่ 12 สนทนายามวิกาล

บทที่ 12 สนทนายามวิกาล


พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ เสียงกีบม้าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้อง

ตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก ขบวนทหารม้าในชุดเกราะเหล็กถือทวนยาวพุ่งทะยานเข้าสู่ตำบลผิงหยางอย่างเกรี้ยวกราดและน่าเกรงขาม ผู้นำขบวนนั้นคือองครักษ์แห่งจวนตระกูลซู นามว่าหลิวอวี๋

“เร็วเข้า เร็วเข้าอีก!”

หลิวอวี๋เร่งเร้าอย่างไม่หยุดหย่อน บนหน้าผากของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ สีหน้าแสดงความวิตกกังวลอย่างชัดเจน นับตั้งแต่ที่ซูจื่อโม่จากจวนตระกูลซูไปจนถึงบัดนี้ ก็เป็นเวลาเกือบสามชั่วยามแล้ว แม้แต่เจิ้งป๋อผู้ซึ่งสุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอ ในยามนี้แววตาของเขาก็ยังฉายแววแห่งความกังวลใจอย่างมิอาจปิดบังได้

“หืม?”

สายตาของหลิวอวี๋พลันจับจ้องไปยังที่แห่งหนึ่ง เขาเห็นคนสองสามคนที่อยู่ไม่ไกลนักมีใบหน้าซีดเผือด กำลังวิ่งหนีมาทางนี้อย่างตื่นตระหนก ราวกับว่าพวกเขาได้พบเจอกับเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวอย่างใหญ่หลวง

“คนพวกนั้นคือองครักษ์ของตระกูลจ้าว!” จิตสังหารพลันบังเกิดขึ้นในใจของหลิวอวี๋ในทันที เขาเตรียมที่จะออกคำสั่งให้คนของตนเข้าล้อมจับคนเหล่านั้นไว้ เจิ้งป๋อพลันเอ่ยขึ้นมาว่า “อย่าเพิ่งไปสนใจพวกเขา ไปช่วยคนของเราที่ตระกูลจ้าวก่อน!”

ตลอดเส้นทางจากทางเข้าตำบลผิงหยางจนถึงตระกูลจ้าว เจิ้งป๋อและคนอื่นๆ ได้พบกับยอดฝีมือในยุทธภพกว่าสิบคน ทุกคนล้วนมีสีหน้าตื่นตระหนกและหวาดกลัว ต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างสุดกำลัง

“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”

ในใจของเจิ้งป๋อและหลิวอวี๋เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ

ในเวลาไม่นาน เจิ้งป๋อและหลิวอวี๋ก็ได้นำทหารม้าหลายร้อยนายมาถึงหน้าประตูตระกูลจ้าว ในขณะที่พวกเขากำลังจะพังประตูเข้าไปนั้นเอง ประตูใหญ่ของตระกูลจ้าวก็เปิดออกอย่างช้าๆ

ชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมาจากด้านใน ดวงตาทั้งสองข้างของเด็กสาวถูกพันไว้ด้วยผ้าหลายชั้น บนผ้านั้นมีหยดเลือดกระเซ็นเปรอะเปื้อนอยู่ประปราย ใบหน้าอันงดงามของนางซีดขาวราวกับกระดาษ ร่างกายอันบอบบางของนางยังคงสั่นสะท้านอยู่เล็กน้อย ช่างดูน่าสงสารและน่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง

อาภรณ์บนร่างกายของชายหนุ่มขาดรุ่งริ่งจนดูไม่ได้ ทั้งหมดถูกย้อมไปด้วยโลหิตจนกลายเป็นสีแดงฉาน มือซ้ายของเขาถือดาบยาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ส่วนมือขวาก็ประคองเด็กสาวเอาไว้ พร้อมทั้งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากประตูตระกูลจ้าว

สายตาของทุกคนต่างก็เผลอมองข้ามชายหญิงคู่นั้นไปโดยไม่รู้ตัว และจับจ้องไปยังภายในลานบ้านของตระกูลจ้าว

นั่นคือภาพที่น่าสยดสยองจนขนหัวลุก เป็นภาพที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำไปตลอดชั่วชีวิต

ภายในลานบ้านเกลื่อนกลาดไปด้วยซากศพที่นอนระเกะระกะอยู่ทั่วพื้น โลหิตสีแดงสดใสยังคงไหลรินอย่างเงียบเชียบไปตามร่องหิน ศพบางร่างถูกฟันจนขาดเป็นสองท่อน บางคนกะโหลกศีรษะแตกละเอียด บางคนศีรษะและลำตัวแยกออกจากกัน ชิ้นส่วนแขนขาที่ขาดกระเด็นยังคงกระตุกอย่างไม่รู้ตัว

ไอแห่งความตายแผ่กระจายไปทั่ว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปจนถึงท้องฟ้า!

ที่แห่งนี้เปรียบประดุจอเวจีขุมที่สิบแปดที่โหดร้ายและน่าสยดสยองอย่างแท้จริง!

ชายหนุ่มผู้มีร่างกายอาบย้อมไปด้วยโลหิต มือของเขาถือดาบยาว ราวกับเป็นเทพสังหารที่เพิ่งจะก้าวเดินออกมาจากขุมนรก

เพียงแต่ว่าแววตาของเขานั้นยังคงใสกระจ่างดังเดิม แสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนใบหน้าที่ค่อนข้างจะหมดจดและอ่อนเยาว์ของชายหนุ่ม เคลือบไว้ด้วยประกายแสงอันลึกลับชั้นหนึ่ง

ทหารม้าหลายร้อยนายต่างเงียบกริบราวกับป่าช้า!

แม้แต่ม้าศึกที่อยู่ใต้ร่างของทุกคน ก็ราวกับจะถูกสะกดไว้ด้วยกลิ่นอายที่มองไม่เห็น มันก้มศีรษะลงต่ำ ไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย

ในยามนี้ ซูจื่อโม่ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกแยกอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงมีความคุ้นเคยอยู่บ้างเช่นกัน

ซูเสี่ยวหนิงราวกับจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง นางดึงผ้าที่ปิดตาออกอย่างแรง และอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองยังลานใหญ่ของตระกูลจ้าว ซูจื่อโม่ยื่นฝ่ามือออกไปบดบังสายตาของนางไว้ พร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า

“อย่ามองเลย กลับบ้านไปพักผ่อนเสีย ลืมเรื่องในวันนี้ไปให้หมด”

“ท่านเจิ้ง ท่านลุงหลิว ส่งเสี่ยวหนิงกลับจวน”

น้ำเสียงของซูจื่อโม่ฟังดูสงบนิ่งอย่างยิ่ง ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นกลับรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา

เจิ้งป๋อพยักหน้ารับ หลิวอวี๋รีบเข้าไปประคองซูเสี่ยวหนิงขึ้นม้า และคุ้มกันนางกลับไปยังจวนตระกูลซูด้วยตนเอง

หลังจากมองส่งหลิวอวี๋และคนอื่นๆ จากไปแล้ว ซูจื่อโม่จึงค่อยๆ เดินจากไป ฝีเท้าของเขาดูหนักอึ้งอยู่บ้าง เบื้องหลังของเขาทิ้งไว้ซึ่งรอยเท้าสีเลือดเป็นทางยาว ช่างน่าตกใจยิ่งนัก

“คุณชายรอง ท่าน…” ซูจื่อโม่หันหลังให้กับทุกคน พร้อมทั้งโบกมือไปมา แล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องตามข้ามา”

ทหารม้าหลายร้อยนายยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่มีผู้ใดตั้งคำถามหรือคัดค้านเลยแม้แต่น้อย

จนกระทั่งร่างของซูจื่อโม่หายลับไปที่ปลายสุดของถนนยาว ทุกคนจึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคุณชายรองตระกูลซูผู้ซึ่งดูเหมือนจะอ่อนแอและเป็นบัณฑิต เหล่านักรบผู้ซึ่งเคยผ่านการต่อสู้ที่นองเลือดมาแล้ว กลับรู้สึกราวกับถูกกดดันจนหายใจไม่ออก

“ท่านเจิ้ง คนข้างในตายเกือบหมดแล้ว ในจำนวนนั้นมียอดฝีมือขั้นก่อนนภาอยู่กว่าสิบคน รวมทั้งประมุขตระกูลจ้าวและตระกูลหลี่ด้วย!” เว่ยฉือฮั่ววิ่งออกมาจากลานใหญ่ของตระกูลจ้าว แล้วกล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบา ทุกคนต่างก็ส่งเสียงฮือฮาออกมา

เมื่อได้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวภายในลานใหญ่ของตระกูลจ้าว แม้ว่าทุกคนจะเตรียมใจมาแล้ว แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า เพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น จะมียอดฝีมือขั้นก่อนนภากว่าสิบคนต้องมาสังเวยชีวิตอยู่ที่นี่!

ที่สำคัญไปกว่านั้น ประมุขตระกูลจ้าวและตระกูลหลี่ได้ตายจากไปแล้ว ทั้งยังสูญเสียยอดฝีมือในยุทธภพไปอีกหลายร้อยคน สองตระกูลใหญ่นี้ก็เท่ากับว่าถูกลบชื่อออกจากตำบลผิงหยางไปแล้ว

คนเหล่านี้ล้วนถูกคุณชายรองสังหารอย่างนั้นรึ? นี่คือความสงสัยที่อยู่ในใจของทุกคน

เว่ยฉือฮั่วขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ท่านเจิ้ง ก่อนหน้านี้ฟังจากความหมายของคุณชายใหญ่และหลิวอวี๋แล้ว ดูเหมือนว่าเมื่อสามเดือนก่อน คุณชายรองจะทำได้เพียงแค่ต่อสู้กับยอดฝีมือขั้นก่อนนภาได้อย่างสูสีเท่านั้น เหตุใดหลังจากผ่านไปเพียงสามเดือน เขาถึงได้กลายเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้?”

สีหน้าของท่านเจิ้งดูสลับซับซ้อน เขาทอดถอนใจออกมาคราหนึ่ง “พวกเราเก็บงำความลับบางอย่างเอาไว้โดยไม่เอ่ยปากพูดถึง คุณชายรองของเรา ก็คงจะมีความลับอยู่มากมายเช่นกัน”

ซูจื่อโม่กลับมาถึงจวนที่พักของตนเอง ในชั่วขณะที่ปิดประตูลงนั้นเอง บนใบหน้าของเขาจึงได้ปรากฏร่องรอยของความเหนื่อยล้าอย่างที่สุด

แม้ว่าบาดแผลหลายแห่งบนร่างกายจะสูญเสียโลหิตไปไม่มากนัก แต่มันก็สร้างความเจ็บปวดอย่างสุดจะทนทานได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดสามชั่วยามที่ผ่านมา ซูจื่อโม่ต้องต่อสู้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเวลาได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายของเขาจึงปวดเมื่อยและบวมเป่งไปหมดแล้ว

ซูจื่อโม่หยุดพักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินเข้าไปในลานฝึกยุทธ์

ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ซูจื่อโม่พบว่าตนเองมีความผูกพันกับลานฝึกยุทธ์แห่งนี้อย่างน่าประหลาด เมื่อกลับมาถึงที่นี่ จึงจะรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านอย่างแท้จริง

เตี๋ยเยว่ยังคงนั่งอยู่บนศิลาสีเขียวดังเดิม สีหน้าของนางเย็นชา ไม่แม้แต่จะชายตามองซูจื่อโม่เลยแม้แต่น้อย ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ในถังไม้ก็ได้บรรจุไว้ด้วยน้ำยาสีดำสนิทจนเต็มเปี่ยม พร้อมทั้งส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรอ่อนๆ ออกมา

ซูจื่อโม่โยนดาบอัสนีบาตทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วจึงลากร่างกายที่หนักอึ้งของตนเองปีนเข้าไปในถังไม้ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของน้ำยา แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

โดยไม่รู้ตัว ซูจื่อโม่ก็ได้ผล็อยหลับไป

จากการฝึกฝนตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา วิธีการหายใจของคัมภีร์หลอมกายาได้กลายเป็นนิสัยไปแล้ว แม้ว่าจะอยู่ในความฝัน ซูจื่อโม่ก็ยังคงฝึกฝนอยู่ ดูดซับแก่นแท้จากน้ำยา และหลอมรวมเข้ากับผิวหนังและเนื้อของตนเอง

การต่อสู้ในครั้งนี้ ทำให้ซูจื่อโม่ได้สัมผัสกับขอบเขตของเคล็ดวิชาเลือดเนื้อกลายเป็นหินอย่างแท้จริง

หากซูจื่อโม่อยู่ในสภาวะที่ตื่นอยู่ เขาจะต้องประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบว่า บาดแผลบนร่างกายของเขากำลังสมานตัวอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพลังการฟื้นฟูที่แข็งแกร่งของเลือดเนื้อหลังจากที่ได้ฝึกฝนคัมภีร์หลอมกายา และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากแก่นแท้อันไร้ขีดจำกัดที่อยู่ในน้ำยา

การดูดซับในครั้งนี้ รวดเร็วกว่าปกติเป็นอย่างมาก! เพียงแค่หลับไปได้สามชั่วยาม ซูจื่อโม่ก็ตื่นขึ้นมา ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้ได้หายไปจนหมดสิ้น ภายในร่างกายของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอีกครั้ง

ในใจของซูจื่อโม่พลันเกิดความคิดขึ้นมา เขาจึงลองสัมผัสตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บในวันนี้ ทว่ากลับไม่พบบาดแผลใดๆ เลย มีเพียงแค่ผิวหนังที่เรียบเนียนราวกับหยกเท่านั้น!

“พลังการฟื้นฟูช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!” แม้แต่ซูจื่อโม่เอง ยังรู้สึกตกใจ

ในขณะเดียวกัน แสงสว่างวาบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจของซูจื่อโม่ เขาจึงได้แอบโคจรเคล็ดวิชาเลือดเนื้อกลายเป็นหินอย่างลับๆ

ซูจื่อโม่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า กล้ามเนื้อของตนเองตึงเครียดขึ้นในทันที เลือดเนื้อทุกอณูบีบอัดเข้าด้วยกันจนไร้ซึ่งช่องว่าง แข็งแกร่งราวกับหินผา

“นี่ก็นับว่าเป็นโชคดีในโชคร้าย” ซูจื่อโม่ครุ่นคิดในใจ “หากไม่ได้รับการกระตุ้นจากบาดแผลภายนอกเช่นนี้ ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็คงจะยากที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของเคล็ดวิชาเลือดเนื้อกลายเป็นหินได้”

ซูจื่อโม่ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับเตี๋ยเยว่ว่า “ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่”

เตี๋ยเยว่ทำราวกับไม่ได้ยิน ดูเหมือนว่านางกำลังหลับตาทำสมาธิอยู่

ซูจื่อโม่ออกจากลานฝึกยุทธ์ กลับไปเปลี่ยนเสื้อคลุมสีเขียวตัวใหม่ที่ห้อง แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลซูโดยตรง

สำหรับเรื่องราวในวันนี้ ในใจของซูจื่อโม่มีความโกรธเคืองอัดอั้น สงสัยอยู่ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่คนของตระกูลจ้าวและตระกูลหลี่ แต่เป็นคนในตระกูลซู และพี่ใหญ่ของเขา ซูหง

ในยามนี้ราตรีกาลช่างมืดมิด บนถนนยาวว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คน ซูจื่อโม่ใช้ท่าก้าวย่างไถสวรรค์ ออกแรงวิ่งอย่างสุดกำลัง ในเวลาเพียงชั่วครู่ก็มาถึงจวนตระกูลซู

ประตูใหญ่ของจวนตระกูลซูไม่ได้ปิดสนิท แต่กลับเปิดแง้มเอาไว้ ซูจื่อโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินไปยังที่พักของเจิ้งป๋อ

ลานเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตนัก ตรงกลางมีโต๊ะหินกลมตัวหนึ่งตั้งอยู่ เจิ้งป๋อนั่งอยู่ที่นั่น ราวกับว่าเขารอมานานแล้ว

“คุณชายรอง ในที่สุดท่านก็มา” เจิ้งป๋อดูจะมีความรู้สึกที่หลากหลาย ซูจื่อโม่นั่งลงข้างโต๊ะหิน จ้องมองเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างของเจิ้งป๋อ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมว่า

“ในเมื่อท่านก็ทราบเจตนาของข้าแล้ว ท่านเจิ้งยังจะปิดบังต่อไปอีกหรือ?” เจิ้งป๋อยิ้มอย่างขมขื่น พร้อมทั้งส่ายศีรษะ

“ตั้งแต่เล็กจนโต พี่ใหญ่ไม่เคยอนุญาตให้พวกเราฝึกยุทธ์ ส่งพวกเราไปเรียนหนังสือที่อื่น และไม่อนุญาตให้พวกเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของตระกูล… มีเรื่องราวมากมายเหลือเกินที่พี่ใหญ่จงใจหรือไม่ได้จงใจที่จะให้ข้าและเสี่ยวหนิงอยู่ห่างจากตระกูลซู เสี่ยวหนิงนั้นจิตใจเรียบง่าย ยังไม่รู้สึกถึงสิ่งใด แต่ข้าสังเกตเห็นมานานแล้ว” ซูจื่อโม่กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“หากเสี่ยวหนิงได้ฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เนิ่นๆ วันนี้ก็อาจจะไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น

ข้ามองออกว่า คนที่ตามหลังท่านเจิ้งมาในวันนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือขั้นหลังนภาที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน ในเมื่อตระกูลมีกำลังเช่นนี้อยู่ เหตุใดจึงไม่เปิดเผยออกมาให้เร็วกว่านี้? พี่ใหญ่ทำธุรกิจอันใดกันแน่ เป็นเพียงแค่การค้าม้าอย่างนั้นรึ? แล้วเหตุใดเขาจึงต้องไปทำธุรกิจที่แคว้นเยี่ยน ไม่ทำที่แคว้นต้าฉี?”

สีหน้าของเจิ้งป๋อดูจะลำบากใจ เขาอ้าปากค้างราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา

ทั้งสองคนต่างเงียบงัน บรรยากาศพลันตกอยู่ในความกดดันอย่างยิ่งยวด

ซูจื่อโม่กล่าววาจาที่น่าตกใจออกมา ทันใดนั้นเขาก็พูดว่า “บิดามารดาของข้า ถูกคนอื่นสังหารใช่หรือไม่?”

สีหน้าของเจิ้งป๋อแปรเปลี่ยนไปในทันที แต่ก็กลับคืนสู่สภาพปกติในชั่วพริบตา

“ท่านเจิ้ง จื่อโม่ในตอนนี้ไม่ใช่บัณฑิตที่อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ข้าเชื่อว่าท่านก็เห็นแล้ว ตระกูลซูกำลังหวาดกลัวสิ่งใดกันแน่? ศัตรูของตระกูลซูคือผู้ใด บอกข้ามา!” ซูจื่อโม่จับแขนของเจิ้งป๋อไว้แน่น ในแววตาของเขาฉายประกายแสงอันเย็นเยียบออกมา

เจิ้งป๋อทอดถอนใจยาว “คุณชายรอง ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะบอก แต่หากบอกออกไปแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อันใดต่อท่านเลย ท่านเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนจริงๆ แข็งแกร่งขึ้นมาก ถึงกับสามารถสังหารยอดฝีมือขั้นก่อนนภาได้มากมาย แต่ว่า…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงส่ายศีรษะกล่าวว่า

“แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่พลังของคนธรรมดาเท่านั้น”

วาจาที่คุ้นเคย ราวกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

เมื่อครึ่งปีก่อน ก่อนที่เฉินเมิ่งฉีจะจากไป นางก็ได้กล่าวกับซูจื่อโม่ว่า ต่อให้เจ้าจะสามารถฝึกยุทธ์จนบรรลุถึงขั้นหลังนภาหรือขั้นก่อนนภาได้ในอนาคต นั่นก็เป็นเพียงแค่พลังของคนธรรมดาเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าเซียนแล้ว ก็มิอาจทนทานต่อการโจมตีได้เลยแม้แต่น้อย!

ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเจิ้งป๋อ ซูจื่อโม่เข้าใจแล้ว

เพียงแต่เขาไม่คาดคิดว่า ที่แท้แล้ว เมื่อหลายปีก่อน ศัตรูของตระกูลซูก็คือผู้ฝึกเซียนในตำนานนั่นเอง

และตัวซูจื่อโม่เอง ก็ได้ไปล่วงเกินคังหลางเจินเหรินเข้าโดยบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ราวกับเป็นชะตากรรมที่กำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าจะวนเวียนไปทางใด ก็มิอาจหลุดพ้นออกจากวงล้อมนั้นไปได้

“ศัตรูของตระกูลซูอยู่ในระดับใด? ผู้ฝึกปราณ? ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐาน หรือว่าจินตันเจินเหริน?” ซูจื่อโม่ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เขาเคยได้ยินเตี๋ยเยว่กล่าวไว้ว่า ในการฝึกตน ผู้ที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณจะถูกเรียกว่าผู้ฝึกปราณ แบ่งออกเป็นสิบระดับ ระดับที่สิบคือระดับสมบูรณ์แบบ เมื่อบรรลุถึงขั้นสร้างฐานจึงจะสามารถเป็นผู้ฝึกตนได้ และเมื่อบรรลุถึงขั้นสร้างแก่นทองจึงจะคู่ควรกับคำว่า ‘เจินเหริน’

“เจ้า…”

เห็นได้ชัดว่าเจิ้งป๋อไม่คาดคิดว่าซูจื่อโม่จะรู้ศัพท์เฉพาะทางการฝึกตนเหล่านี้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เจิ้งป๋อกล่าวว่า “ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานและจินตันเจินเหรินนั้นอยู่ไกลเกินไปสำหรับพวกเรา แม้แต่ผู้ฝึกปราณ ก็มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถต่อกรได้”

“ในตอนนี้แม้ว่าเจ้าจะสามารถสังหารยอดฝีมือขั้นก่อนนภาได้ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกปราณ แม้จะเป็นเพียงผู้ฝึกปราณระดับหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะสังหารเจ้าได้แล้ว”

ซูจื่อโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย สำหรับคำพูดของเจิ้งป๋อ ซูจื่อโม่ย่อมไม่เชื่ออย่างแน่นอน

ตามที่เตี๋ยเยว่กล่าวไว้ การฝึกมารก็เป็นหนทางหนึ่งของการฝึกธรรม ย่อมไม่ด้อยไปกว่าสามสำนัก เซียน พุทธ และมารอย่างแน่นอน

ในตอนนี้เขาได้ฝึกฝนคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดาร บทหลอมกายาจนสำเร็จแล้ว หรือว่าจะไม่สามารถจัดการกับผู้ฝึกปราณระดับหนึ่งได้เลยเชียวหรือ?

ยิ่งไปกว่านั้น การต่อสู้สองครั้งตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้ความมั่นใจของซูจื่อโม่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

“ท่านเจิ้ง ท่านหมายความว่า หากข้ามีพลังที่จะสังหารผู้ฝึกปราณได้ ท่านก็จะบอกทุกสิ่งทุกอย่างแก่ข้า โดยไม่ปิดบังอีกต่อไปใช่หรือไม่?” ซูจื่อโม่ถามอีกครั้ง

“นี่…” เจิ้งป๋อลังเลแล้วกล่าวว่า “คุณชายรอง ท่านไม่มีรากฐานวิชา ตลอดชีวิตนี้ก็เป็นได้เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น ในที่สุดก็มิอาจต่อกรกับเซียนได้”

ซูจื่อโม่ยิ้มเยาะออกมาคราหนึ่ง นึกถึงประโยคหนึ่งที่เตี๋ยเยว่เคยกล่าวไว้ จึงได้พูดออกมาตามนั้น

“ผู้ฝึกปราณจะนับเป็นเซียนบัดซบอันใดได้ ต่อให้เป็นจินตันเจินเหรินก็ยังไม่กล้าเรียกตนเองว่าเป็นเซียน!”

ในตอนที่เตี๋ยเยว่กล่าวประโยคนี้ออกมา ซูจื่อโม่ถูกความเย่อหยิ่งที่มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอากาศและดูแคลนฟ้าดินนั้นทำให้ตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปครู่ใหญ่

ในตอนนี้เจิ้งป๋อก็มีสีหน้าเช่นเดียวกัน เขาอ้าปากค้างเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง

“เรื่องนี้ รอให้คุณชายใหญ่กลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ” ในที่สุดเจิ้งป๋อก็ยอมอ่อนข้อลง

“ดี รอให้พี่ใหญ่กลับมา ข้าจะไปถามเขาเอง” ซูจื่อโม่ไม่รอช้า หันหลังแล้วเดินจากไป

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 12 สนทนายามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว