เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 42 : ซื้อเมล็ดข้าว

ตอนที่ 42 : ซื้อเมล็ดข้าว

ตอนที่ 42 : ซื้อเมล็ดข้าว


ตอนที่ 42 : ซื้อเมล็ดข้าว

นี่เป็นครั้งแรกที่เหวินจื้อหงประนีประนอม เขาให้บ่าวรับใช้จูงม้าไปไว้ที่คอกม้าก่อน ส่วนเขาได้เดินไปที่ด้านข้างรูปปั้นสิงโต เขาแทบอยากจะดึงตัวสวีฮุ่ยออกมาโดยเร็ว นางมิควรถูกรูปปั้นบดบังความงามเลย

“ในเสื้อของเจ้ามีอะไร ?”  เหวินจื้อหงพูดจบก็ดึงมือของสวีฮุ่ยออก ทำให้ปลาหลีฮื้อสองตัวหล่นลงพื้นไป ในเวลานี้ พ่อบ้านเหวินได้เดินออกมาจากหลังประตู เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยกัน เขาจึงหันไปทางประตูใหญ่

“คุณชายของข้า ท่านกลับมาเสียที เหตุใดถึงมิเข้าไปในจวนกันเล่า !” พ่อบ้านเหวินโค้งตัวคำนับเด็กชายอย่างนอบน้อมด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นบนใบหน้า ราวกับว่าในสายตาของเขาเห็นเพียงเหวินจื้อหงเท่านั้น มิได้เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาเลย

“แม่นางน้อยผู้นี้มาที่บ้านเราทำไมหรือ ?”  เหวินจื้อหงถาม

ในเพลานี้ สวีจื้อหย่งวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา: “เรียนคุณชาย นางคือลูกสาวของข้า พวกเรามาส่งปลาให้จวนเหวิน ปีนี้นางเพิ่งอายุ 6 ขวบเท่านั้น ยังมิรู้เรื่องรู้ราวอันใด หากนางทำให้คุณชายขุ่นเคือง ข้าต้องขออภัยแทนนางด้วย !”

สวีฮุ่ยกำลังนั่งยองกับพื้นเพื่อดูเจ้าปลาหลีฮื้อทั้งสองตัวนั้น นางถือโอกาสตอนที่ไม่มีใครสนใจรีบป้อนน้ำแร่ใสจากในมิติให้ปลาทั้งสองตัวนี้ เมื่อนางได้ยินเสียงของผู้เป็นพ่อ นางจึงเงยหน้ามองเขา นี่คือครั้งแรกที่สวีฮุ่ยได้ยินพ่อของตนพูดประโยคยาว ๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นางทะลุมิติมา

“ท่านพ่อ……” นี่ข้าสร้างปัญหาให้ท่านพ่อหรือเปล่านะ ? เหตุใดท่านพ่อถึงได้กล่าววาจาด้วยถ้อยคำที่เหมือนพยายามระงับอารมณ์ไว้ล่ะ เมื่อครู่นี้ข้ามัวโกรธจนลืมว่าที่นี่เป็นยุคโบราณไปเลย

“มิเป็นไร ! พวกเจ้ามิต้องกังวล ปลาหลีฮื้อนี้ขายด้วยหรือไม่ ? พวกเจ้าเสนอราคามาได้เลย ข้าจะซื้อเอง !”  เหวินจื้อหงยังสงสัยตนเองว่าเขาอารมณ์ดีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน !

เจ้าอ้วนคนนี้มิโกรธก็ดีแล้ว เมื่อเห็นว่าปลาหลีฮื้อสองตัวนี้ดิ้นอยู่บนพื้นจนดินเปรอะตัว สวีฮุ่ยจึงกล่าวว่า: “พวกข้าเจอปลาสองตัวนี้โดยบังเอิญ คุณชายลองตั้งราคาเถิด !”

“ตัวละ 10 ตำลึงเงินเป็นไง พ่อบ้านเหวิน ท่านก็รีบเพิ่มราคาให้ปลาชนิดอื่นของนางด้วย แม่นางน้อย เจ้าเป็นคนที่ใด คงมิใช่คนในมณฑลเฟิงซานใช่ไหม !”  เหวินจื้อหงสนใจสวีฮุ่ยมากกว่าที่สนใจปลาหลีฮื้อเสียอีก เพราะสตรีที่เขาพบเจอมาก่อนหน้านี้ หากไม่ขี้อายดูอ่อนแอ ก็น่าขยะแขยงจนเขาไม่อยากเข้าใกล้

แต่แม่นางน้อยตรงหน้าเขานี้ ยามที่เขาได้มองนางกลับทำให้เขารู้สึกสบายใจ โดยเฉพาะยามที่เขาได้เห็นนางกระพริบตาคู่งามนั้น มันทำให้ดวงใจน้อย ๆ ของเขาเต้นระส่ำ ทั้งดูอบอุ่น ดูแก่นแก้วและดูสบายใจไปในคราวเดียวกัน !

“ข้าอาศัยอยู่ที่……หมู่บ้านละแวกนี้ ท่านพ่อ ประเดี๋ยวขายปลาเสร็จแล้ว ข้าอยากไปเดินเล่นเสียหน่อย ท่านดูสิฟ้ายังมิมืดเลย ! ขอข้าไปซื้อของกลับบ้านได้หรือไม่ ?”  สวีฮุ่ยหันไปถามสวีจื้อหย่ง

เหวินจื้อหงผู้นั้นเป็นมิตรเกินไป จนนางเริ่มทำตัวมิถูกแล้ว

“เจ้าอยากได้อะไร ? ถ้าที่บ้านข้ามี เจ้าสามารถเอาไปได้เลย !”

สวีฮุ่ยเดินมาหลบอยู่ด้านหลังสวีจื้อหย่ง: “คุณชาย ท่านรีบกลับเข้าจวนเถิด !”

เด็กชายอายุน้อยเพียงนี้แต่กลับมาแสดงความปรารถนาดีต่อเด็กหญิงคนหนึ่งแล้ว ประเด็นก็คือนางยังเด็กเกินไป มิอาจตอบรับและตอบรับมิได้ !

พ่อบ้านเหวินเองก็เชื้อเชิญให้คุณชายของตนรีบกลับเข้าจวนเช่นกัน คุณชายน้อยของเขาเหมือนกับม้าป่าที่ชอบพยศ มีแค่ตอนนายท่านลงโทษให้เขาท่องตำราเท่านั้น ถึงจะเห็นท่าทีตึงเครียดของเขา ปกติเวลาเผชิญหน้ากับคนอื่นหรือเรื่องอื่น เขามักจะชอบมีนิสัยเจ้าอำนาจ เอาแต่ใจตัวเอง

“ข้าบอกให้เจ้าชั่งปลาให้นาง เจ้าชั่งเสร็จแล้วหรือยัง แล้วก็ต้องจ่ายราคาปลาหลีฮื้อสองตัวนั้นให้นางด้วย !”

หลังจากรับเงินมาแล้ว สวีฮุ่ยเก็บไว้เพียง 10 ตำลึงเงิน แล้วคืนที่เหลือให้แก่พ่อบ้านเหวิน: “ปลาพวกนี้คิดราคานี้แล้วกัน ส่วนที่เหลือขอพ่อบ้านเหวินรับไว้ด้วย ท่านพ่อ เราไปกันเถิด !”  สวีฮุ่ยเอาเงินใส่ในมือของพ่อ แล้วดึงพี่รองขึ้นไปบนเกวียนวัว นางแอบสวดภาวนาในใจว่าขอให้นางสามารถซื้อเมล็ดข้าวที่ร้านขายเมล็ดพันธุ์ได้ด้วยเถิด

เมื่อเห็นว่าครอบครัวสวีกำลังจะไป เหวินจื้อหงจึงร้อนใจขึ้นมา: “ข้าชำนาญเส้นทางในมณฑลเป็นอย่างดี เดี๋ยวข้าจะนำทางให้เจ้าเอง !”

สวีฮุ่ยถึงกับเหลือบมองพ่อบ้านเหวินราวกับกำลังบอกว่า: ดูแลลูกหลานของพวกท่านให้ดีเถิด เขามาเกาะติดกับนางขนาดนี้ ถึงนางจะมิได้รังเกียจเหวินจื้อหง เพียงแต่มิอยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขา เหวินจื้อหงดูเหมือนเด็กนิสัยเสียและถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตั้งแต่เกิด มิเหมือนกับตัวนางสักนิด

มีใครห้ามได้ที่ไหน ! พ่อบ้านเหวินมิใช่พ่อบ้านใหญ่ประจำจวนเสียหน่อย เขาจึงมิมีสิทธิ์พูดอะไรต่อหน้าเหวินจื้อหง กล่าวได้ว่ามิกล้าพูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียว !

“เช่นนี้ดีหรือไม่ แม่นางตัวน้อยอยากซื้ออันใด หากในจวนของข้ามี เราก็ซื้อขายกันดีไหม !” พ่อบ้านเหวินคิดหาทางออกมิเจอแล้วจริง ๆ เขาคิดว่าอย่างมากสวีฮุ่ยคงต้องการแค่น้ำตาลก้อนหรือไม่ก็ดอกไม้ผ้า และขนมอีกมิเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีในจวนเหวิน

“ท่านลุงพ่อบ้าน ข้าอยากซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวสัก 10 อีแปะ ท่านมีหรือไม่ ?” สวีฮุ่ยเองก็หวังว่าจะมีความหวังเช่นกัน ในช่วงนี้แม้แต่ร้านขายเมล็ดพันธุ์ก็อาจจะมิมีเมล็ดข้าวขาย !

“จวนของข้ามี ข้าจะไปเอามาให้ เจ้ารอข้าก่อนนะ !”  เหวินจื้อหงวิ่งเข้าไปในจวนอย่างรวดเร็ว สวีฮุ่ยเห็นว่าเขาวิ่งเข้าจวนไปแล้ว จึงเร่งเร้าให้สวีจื้อหย่งรีบขับเกวียนออกไป

ดูก็รู้ว่าเด็กชายผู้นั้นคงมิสนสี่สนแปด เกิดเขาเอาเมล็ดข้าวออกมาหนึ่งกระบุงขึ้นมา นางจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเขา อีกอย่างในมิตินั้น มิว่าจะปลูกอะไรล้วนใช้เมล็ดพันธุ์มิเท่าไร มิสู้เอาเงินไปซื้อแป้งและน้ำมันดีกว่าหรือ !

ขอเพียงแค่พ่อบ้านเหวินเป็นคนพยักหน้า สวีฮุ่ยถึงจะยอมทำการค้าด้วย แต่สำหรับเหวินจื้อหงนั้น……ช่างมันดีกว่า !

พ่อบ้านเหวินเข้ามาขวางเกวียนของนางไว้: “แม่นางตัวน้อย เจ้าอย่าเพิ่งไปเลย !” หากคุณชายของเขาออกมาแล้วมิเจอนาง มีหวังจับเขากินแน่นอน

“ท่านลุง ข้ามีเงินเพียงแค่ 10 อีแปะเท่านั้น ! เงินที่ขายปลาได้เมื่อครู่นี้เป็นเงินที่ครอบครัวของข้าจะเอาไปส่งพี่ใหญ่เรียน มิสามารถเอามาใช้อย่างอื่นได้ !”  สวีฮุ่ยเปลี่ยนประเด็น

สำหรับจวนเหวินแล้ว เงินหลักสิบหลักร้อยตำลึงเทียบมิได้กับทรัพย์สินในจวนเลย เพราะเป้าหมายเดียวของพวกเขามีแค่คุณชายของพวกเขาเท่านั้น ขอเพียงแค่เป็นเรื่องที่ทำให้คุณชายมีความสุข ทุกอย่างจะง่ายขึ้นทันที !

เวลานี้ สวีจื้อหย่งได้กระซิบลูกสาวว่าจะซื้อเมล็ดข้าวไปทำไม ?

“ข้าต้องใช้มัน ไว้รอกลับบ้าน เราค่อยคุยกันนะท่านพ่อ !”

ผ่านไปสักประเดี๋ยว เหวินจื้อหงได้วิ่งกลับออกมาอีกครั้ง ด้านหลังของเขายังมีบ่าวรับใช้คนหนึ่งดึงรถลากใส่เมล็ดพันธุ์ข้าวมาด้วย

แม่เจ้า นี่ข้าประเมินเขาน้อยไปหรือ เจ้าเด็กผู้นี่ให้คนลากรถลากใส่ข้าวมามากมายขนาดนี้ แถมด้านบนรถลากยังมีกล่องของขวัญอีกตั้งหลายกล่อง นี่เขาตั้งใจจะขายหนึ่งแถมสิบหรือไร ?

เฮ่อจิ่นที่อยู่ในมิติถึงกับระเบิดหัวเราะออกมา: “เจ้านาย ดูเหมือนเจ้าเด็กอ้วนผู้นี้จะชอบเจ้าเข้าแล้วล่ะ !”

“จะมีอะไรมากไปกว่าการเป็นเฒ่าหัวงูกันล่ะ ข้าอายุเท่าไหร่เอง เขาเองก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง ! ต่อให้เขาแก่แดด แต่มันจะโตกว่าวัยเกินไปหน่อยหรือไม่ !”

“เรื่องนี้มันก็ยังมิแน่เสมอไป ! อ้อ คนโบราณเขาโตเร็วกันจริงแหละ !”

สวีฮุ่ยเข้าใจความคิดของเฮ่อจิ่น แต่นางตัดสินใจแล้ว นางต้องการซื้อเมล็ดข้าวเพียง 10 อีแปะเท่านั้น

“ท่านลุง ข้ามีเท่านี้ !”  สวีฮุ่ยควักเงิน 10 อีแปะออกมาแล้วยัดใส่มือพ่อบ้านเหวิน เพื่อให้เขาจัดการตามที่เห็นสมควร !

พ่อบ้านเหวินจึงเดินมาตรงหน้าเหวินจื้อหง แล้วกล่าวอย่างระมัดระวังว่า: “บ้านของแม่นางน้อยผู้นี้มีฐานะลำบาก นางมีเงินเพียงแค่ 10 อีแปะ และต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวแค่ 10 อีแปะเท่านั้น !”

“เมล็ดพันธุ์ข้าวสองกระบุงนี้รวมแล้วได้ 10 อีแปะพอดี !” เหวินจื้อหงแย่งเงิน 10 อีแปะนั้นมายัดใส่อกเสื้อของตนเองโดยมิลืมที่จะตบมันอย่างภาคภูมิใจ ต่อไปนี้เงินจำนวนนี้ก็เป็นของเขาแล้ว

“หากคุณชายยังทำเช่นนี้อีก ฉะนั้นข้าจะมิขอรับเมล็ดข้าวนี้แล้ว และข้าจะมิขอรับเงิน 10 อีแปะคืนเช่นกัน ท่านพ่อ เรากลับกันเถิด !”

“เอ่อ อย่าเพิ่งไปสิ ! บ้านข้ามีเสบียงมากมาย……”

“ข้ามิได้มาเอาเปรียบท่านนะ หากท่านขายเมล็ดข้าวให้ข้าในราคาที่ควรจะเป็น 10 อีแปะจริง ๆ ข้าก็จะซื้อ แต่หากมิขาย ข้าก็คงต้องขอตัวก่อน !”

นี่มีคนกล้าพูดจาเช่นนี้กับคุณชายด้วยหรือ ? บรรดาบ่าวรับใช้ในจวนเหวิน รวมถึงพ่อบ้านเหวินต่างนับถือในความกล้าหาญของสวีฮุ่ย จริงอยู่ที่ลูกวัวแรกเกิดมิกลัวเสือ คนที่มิเคยเห็นฤทธิ์เดชของคุณชายช่างมีความกล้าเสียจริง !

จบบทที่ ตอนที่ 42 : ซื้อเมล็ดข้าว

คัดลอกลิงก์แล้ว