เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 27 : วักปลาขึ้นมาเอง

ตอนที่ 27 : วักปลาขึ้นมาเอง

ตอนที่ 27 : วักปลาขึ้นมาเอง


ตอนที่ 27 : วักปลาขึ้นมาเอง

สวีฮุ่ยอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกมากกว่า นางจึงนั่งยองข้างกระบะทรายแล้วถามขึ้นว่า: “อาเล็ก หากวันนี้ข้าทำสิ่งที่ท่านมอบหมายได้สำเร็จแล้ว ตอนบ่ายช่วยพาข้าไปเดินเล่นที่ริมน้ำหน่อยได้ไหม ?”

“มิมีปัญหา ฉะนั้นตอนนี้เรามาเริ่มกันเลย !” โจวป๋อเทาเรียกหลานสาวให้ออกมา วันนี้เขาแค่ต้องการให้พวกนางเรียนรู้การใช้พู่กันและเขียนตัวอักษรง่าย ๆ ได้ก็พอแล้ว

ในตอนที่อาเล็กเรียกชื่อโจวตงชู นางได้หลบเข้าไปในโรงนาอย่างรวดเร็ว แล้วรีบถือกระบุงไม้ไผ่ขึ้นมาแบกไว้บนบ่า: “ที่บ้านมิมีธุระของข้าแล้ว ข้าขอตัวไปทำไร่ทำนาก่อนนะ !” หลังจากกล่าวจบ นางก็รีบสาวเท้าก้าวพรวดออกไป ตอนที่เดินออกประตูใหญ่ไปนั้น นางยังมิวายหันกลับมาดูพลางคิดในใจว่า: อันตรายมาก ! เกือบถูกอาเล็กจับไปฝึกเขียนอักษรแล้ว

ทางด้านหนูน้อยโจวตงหลิงนั้น นางทำราวกับขาทั้งสองข้างของตนเองถูกโซ่ล่ามไว้ กว่าจะก้าวเท้าแต่ละก้าวได้นั้นช่างดูยากลำบากเหลือเกิน ความเร็วของฝีก้าวมิได้เร็วไปกว่าหอยทากเลย

โจวป๋อเทาคร้านจะสนใจนางแล้ว เขาหยิบพู่กันเขียนหัวโล้นให้สวีฮุ่ยฝึกท่าจับพู่กันก่อน สวีฮุ่ยเผยไต๋ออกมาอย่างไร้เดียงสาและเป็นธรรมชาติ นางจับพู่กันแล้วถามเขาว่า: “จับแบบนี้ถูกหรือไม่ ?”

“ตอนอยู่บ้าน เจ้าเคยเขียนอักษรมาก่อนหรือไม่ ?” ท่าจับพู่กันของนางดูเหมือนถูกฝึกมาบ้างแล้ว แม้จะมิได้มาตรฐานไปบ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้

“พี่ใหญ่เคยสอนข้าและพี่รอง ข้าเขียนชื่อตัวเองได้ด้วยนะ เดี๋ยวข้าจะเขียนให้อาเล็กดู !” สวีฮุ่ยเขียนตัวอักษร ‘สวี’ และ ‘ฮุ่ย’ ออกมาทีละตัว

“ไม่เลว เจ้าเขียนได้กี่ตัวแล้ว ?”

“ก็พอเขียนได้บ้าง !” สวีฮุ่ยมิกล้าเปิดเผยตัวตนมากไป

ในตอนนี้เอง โจวตงหลิงได้เดินเข้ามาแล้วกล่าวว่า: “ท่านอา ข้าเขียนอักษรมิเป็นสักตัว คงมิอาจเรียนกับพี่หญิงได้แล้ว เช่นนั้น……ให้ข้าไปออกนาเถิด ! ท่านอาเองก็จะได้มิต้องเหนื่อยด้วย จริงไหม ?” โจวตงหลิงถามด้วยรอยยิ้ม

“รอให้พ่อกับแม่ของเจ้ากลับมากินข้าวเที่ยงก่อน เจ้าค่อยถามพวกเขา เรื่องนี้ข้าตัดสินใจเองมิได้ !” โจวป๋อเทามิอยากไปยั่วยุเฉินกุ้ยฮวา

สวีฮุ่ยเขียนตัวอักษรง่ายๆ ที่นางนึกออก โจวป๋อเทาพยักหน้ารับอย่างพอใจ เขามิได้มองคนผิดไปจริงด้วย นางฉลาดเหมือนเขา

“เจ้าท่องคัมภีร์สามอักษรได้หรือไม่ ?” โจวป๋อเทาถาม

“ข้าเคยได้ยินพี่ใหญ่ท่องให้ฟัง !” สวีฮุ่ยนั่งขัดสมาธิบนพื้นพลางท่องคัมภีร์สามอักษรอย่างต้องตั้งใจ

ฟังหลานสาวท่องคำภีร์สามอักษรเสร็จแล้ว โจวป๋อเทาอารมณ์ดีมาก เพราะผลสำเร็จมันเกินกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้สูง เขาจึงตอบรับที่จะพาเด็กน้อยทั้งสองไปเดินเล่นที่ริมน้ำ

สวีฮุ่ยจึงวิ่งไปหาโจวถงซื่อ: “ท่านยาย ท่านช่วยหาถังไม้หรือไม่ก็กะละมังให้ข้าได้ไหม !”

“เจ้าจะเอาถังไม้ไปทำอะไร ?” โจวถงซื่อถาม

“อาเล็กจะพาข้าและเสี่ยวหลิงไปเดินเล่นริมน้ำ หากพวกเราเห็นปลาขึ้นมา……”

สวีฮุ่ยยังไม่ทันพูดจบ ก็มีคนมาเขกหน้าผากเธอแล้ว: “เด็กน้อยช่างเพ้อฝัน คิดว่าพวกเราไปเดินเล่นริมน้ำแล้วจะสามารถจับปลาได้งั้นหรือ ? จะให้ใช้มือเปล่าจับปลาหรือไร !”

“อาเล็ก หากพวกเราจับปลาได้ขึ้นมา ท่านจะทำเยี่ยงไร !”

“ต่อไปนี้ข้าก็จะเป็นลูกสมุนของเจ้า จะรักและทะนุถนอมเจ้าเหมือนลูกสาวคนหนึ่งเลยดีหรือไม่ ?” โจวป๋อเทาให้คำมั่น

สวีฮุ่ยยื่นมือเล็ก ๆ ของนางไปหามือของโจวป๋อเทาเพื่อเกี่ยวก้อยสัญญาต่อกัน นอกจากนี้ยังให้ท่านยายและโจวตงหลิงเป็นพยานอีกด้วย สวีฮุ่ยให้โจวป๋อเทายกถังน้ำเดินตามพวกนางออกจากบ้านไป

เพียงมินาน ทั้งสามคนก็มาถึงริมน้ำ โจวป๋อเทาเดินเล่นรอบริมน้ำอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า: “ฮุ่ยฮุ่ย เจ้าบอกอาเล็กมาสิว่าปลาอยู่ที่ใด ?”

“ท่านอาอย่าเพิ่งใจร้อน คำโบราณท่านว่าของดีต้องรอหน่อย เราต้องอดทนถึงจะได้ !” สวีฮุ่ยและโจวตงหลิงหยิบก้อนหินก้อนเล็กจากริมฝั่งขึ้นมาโยนลงไปในน้ำ ในขณะที่โจวป๋อเทาเอามือไพล่หลังแล้วมองไปยังแม่น้ำ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

เด็กน้อยทั้งสองคนเล่นอยู่ริมน้ำไปได้สักพัก สวีฮุ่ยจึงอาศัยช่วงที่พวกเขาไม่ได้สังเกตรีบปล่อยปลาลงไปในน้ำ

“อาเล็ก ท่านดูสิ มีปลาด้วย !” สวีฮุ่ยชี้มือไปยังฝูงปลาพวกนั้นแล้วตะโกนเสียงดัง

มีปลาจริงด้วย ! โจวป๋อเทาและโจวตงหลิงเดินมาที่ริมฝั่ง สวีฮุ่ยถือถัง ถอดรองเท้าแล้วก้าวลงไปในน้ำสองสามก้าว

“ฮุ่ยฮุ่ย กลับมา !” โจวป๋อเทารีบถอดรองเท้า ดึงเสื้อคลุมขึ้นมาเหนือเอวแล้วเหน็บไว้ที่เข็มขัด จากนั้นก็รีบก้าวเท้าลงไปในน้ำ ขณะเดียวกันก็ยังมิลืมที่จะตะโกนบอกมิให้หลานสาวเข้าไปใกล้ริมน้ำเกินไป

“ปลา !” และในตอนที่โจวป๋อเทาเพิ่งไปถึงตัวสวีฮุ่ย สวีฮุ่ยก็ปล่อยปลาตะเพียนลงไปอีกบางส่วน ซึ่งถังไม้สามารถดักพวกมันไว้ได้พอดี

โจวป๋อเทาที่เห็นปลาว่ายเข้าไปในถังไม้ก็ถึงกับหยุดชะงักไป มันจะมหัศจรรย์เกินไปหน่อยไหม !

“อาเล็ก ข้ายกมิไหว รีบมาช่วยข้าเร็วเข้า !” ถังไม้ที่มีปลาอยู่เต็มถังกำลังจะจมลงไปในน้ำ เมื่อน้ำไหลเข้ามา ทำให้ปลาหลุดไปได้หลายตัว

จะหนีก็หนีไปเถิด เพราะถึงเยี่ยงไรปลาเยอะขนาดนี้ก็กินมิไหวอยู่แล้ว สวีฮุ่ยมิได้ใส่ใจมากนัก

โจวป๋อเทาได้สติกลับมา เขาจึงรีบคว้าถังไม้ขึ้นมาจากแม่น้ำ ถึงแม้ว่าปลาบางส่วนจะหลุดไปได้ แต่ก็ยังมีอยู่ในถังอีกมาก

“เดี๋ยวอาจะเอาปลาไปไว้บนตลิ่ง ส่วนเจ้าต้องตามหลังอามา !” โจวป๋อเทามองหลานสาวผู้นี้มิวางตา เด็กคนนี้เป็นนางเงือกกลับชาติมาเกิดหรือไร ? มิเช่นนั้นจะมีความสามารถถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?

ตอนแรกสวีฮุ่ยตั้งใจว่าจะขึ้นฝั่งแล้วเช่นเดียวกัน แต่เฮ่อจิ่นที่อยู่ในมิติได้บอกให้นางอย่าเพิ่งขึ้นจากน้ำ ให้นางยื่นมือลงไปใต้น้ำเพื่อเก็บน้ำพวกนี้มาขยายบ่อปลาในมิติ

สวีฮุ่ยจึงเดินตามหลังผู้เป็นอาอย่างช้า ๆ ที่ใกล้จะถึงริมฝั่งแล้วก็แสร้งทำเป็นหมดแรงเสียดื้อ ๆ นางนั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่งแล้วยื่นมือเล็ก ๆ ลงไปในน้ำ

“พี่หญิง เหตุใดท่านถึงมิขึ้นมาเสียที !” เมื่อเห็นว่าปลาในถังมีมากพอแล้ว โจวตงหลิงจึงตะโกนเรียกสวีฮุ่ย

“ขาข้าเป็นเหน็บน่ะ จึงนั่งอยู่ตรงนี้สักพัก !” สวีฮุ่ยที่ลุกขึ้นยืนแล้วกำลังจะขึ้นฝั่งกลับพบว่าปลาตะเพียนพวกนั้นดันว่ายกลับมา และมิได้มีแค่พวกมันเท่านั้นที่ว่ายกลับมาเช่นนี้ แต่พวกมันยังพาปลาชนิดอื่นมาว่ายล้อมตัวสวีฮุ่ยโดยมิยอมไปไหน

นี่มันอะไรกัน สวีฮุ่ยและโจวป๋อเทาที่กลับลงมาในน้ำถึงกับชะงักไป: “ปลาพวกนี้……” สวีฮุ่ยมิรู้จะอธิบายปรากฏการณ์นี้เยี่ยงไร แต่ในเมื่อพวกมันกลับมาแล้ว สวีฮุ่ยก็จะมิเกรงใจเช่นกัน นางถอดเสื้อออกแล้ววักทวนกระแสน้ำตรงบริเวณที่มีปลามากที่สุด

“หลานคนนี้งกจริง ๆ” โจวป๋อเทาเห็นสวีฮุ่ยใช้เสื้อของตนเองล้อมจับปลา ราวกับว่าต่อให้ช้างมาฉุดนางก็มิยอมไปไหน ทำเอาเขาถึงกับอดหัวเราะออกมามิได้

มิง่ายเลยกว่าที่เขาจะลากหลานสาวและปลาพวกนั้นมาจนถึงฝั่งได้ โจวป๋อเทาจึงให้เด็กน้อยทั้งสองนั่งอยู่ริมตลิ่งคอยดูปลาในถังเอาไว้ ส่วนเขาก็รีบเอาปลาที่อยู่ในเสื้อของหลานสาวไปไว้ที่บ้าน แล้วจะได้รีบนำเสื้อผ้าตัวใหม่มาเปลี่ยนให้สวีฮุ่ย

โจวป๋อเทากลับมาถึงบ้านก็เทปลาลงในอ่างไม้ขนาดใหญ่ โจวถงซื่อได้ยินว่ามีเสียงดังอยู่ที่ลานบ้านจึงออกมาดู ในตอนที่นางเห็นปลาในอ่างไม้นั้น นางก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจ

ผ่านไปครู่ใหญ่ นางถึงพึ่งนึกขึ้นได้ว่าหลานสาวทั้งสองยังมิกลับมา

“พวกนางยังอยู่ที่ริมตลิ่ง ตรงนั้นยังมีปลาอีกถังหนึ่ง ท่านแม่ไปหาเสื้อตัวใหม่มาให้ฮุ่ยฮุ่ยเร็ว ข้าจะรีบกลับไปรับพวกนาง !”

โจวถงซื่อเข้าไปหาในห้องครู่หนึ่งก็เจอเสื้อคลุมของหลานสาว จึงนำมายื่นให้ลูกชาย: “เจ้ารีบไปเถิด แล้วก็รีบพานางกลับมา !” แม้นางจะเกิดความสงสัยอยู่เต็มอก ทว่าโจวถงซื่อยังคงอดทนไว้ รอให้พวกเขากลับมาแล้วค่อยถามก็ยังมิสาย !

โจวป๋อเทาถือถังไม้กลับมาบ้าน ส่วนด้านหลังของเขามีเด็กหญิงตัวน้อยสองคนเดินจับมือกันตามหลังเขามา เมื่อทั้งสามเข้าไปในลานบ้าน พวกเขาก็เห็นว่าทั้งครอบครัวกำลังรายล้อมอ่างไม้ขนาดใหญ่ไว้ สะใภ้ใหญ่สะใภ้รองกำลังยุ่งกับการทำปลา ในขณะที่บุรุษรุ่นพ่อรุ่นลูกรุ่นหลานพากันชี้ไปที่ปลา มิรู้ว่าพวกเขากำลังพูดคุยอะไรกัน

“ยังมีปลาอีกรึ !” โจวซิ่งอี้อยากจะมายืนแอบข้างกายพี่หญิง แต่ถูกอาเล็กดึงไว้ อยากดูปลาไม่ใช่หรือ ? โจวป๋อเทาจึงยกถังใส่ปลาให้เขาถือ

เจ้าเด็กคนนี้อายุยังน้อย แต่กลับมิสนใจเรียน วัน ๆ จะเอาแต่คอยมาเฝ้าพี่หญิงอยู่นั่นแหละ อย่าพูดถึงผู้อื่นเลย ลำพังแค่ครอบครัวของพี่สะใภ้รองคนนั้น โจวป๋อเทาจะมิยอมให้หลานสาวคนนี้ของเขาต้องกระโดดลงกองไฟ ตบแต่งเข้าบ้านพี่รองเด็ดขาด !

จบบทที่ ตอนที่ 27 : วักปลาขึ้นมาเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว