เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 26 : หนูน้อยน่ารัก

ตอนที่ 26 : หนูน้อยน่ารัก

ตอนที่ 26 : หนูน้อยน่ารัก


ตอนที่ 26 : หนูน้อยน่ารัก

เฉินกุ้ยฮวาน่าจะเป็นชื่อของป้าสะใภ้รอง สวีฮุ่ยพอจะเข้าใจลำดับญาติในตระกูลของลุงรองแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นน่าจะเป็นลูกหลานที่อายุน้อยที่สุดในตระกูลโจว น้องหญิงผู้มีนามว่าโจวตงหลิง ส่วนคนที่พูดจาไม่ดีน่าจะเป็นป้าสะใภ้รองเฉินกุ้ยฮวา

“ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียงแค่……ชื่นชมฮุ่ยฮุ่ย !”  เฉินกุ้ยฮวาเป็นเสือกระดาษตัวหนึ่ง หากแม่สามีไม่ออกหน้า นางก็จะเอาแต่ใจและปากร้ายอยู่เช่นนั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่โจวถงซื่อเอ่ยปากขึ้นมา นางจะกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ไม่กล้าโชว์เขี้ยวเล็บอีกต่อไป

“เจ้าก็มิรู้จักพูดจาให้มันดี ๆ วัน ๆ เอาแต่พูดจาให้ท่านแม่โมโหอยู่เรื่อย กลับไปในห้องของเจ้าเสียเถิด !” โจวป๋อซง ลูกชายคนรองของตระกูลโจวถลึงตาใส่ภรรยาของตนเอง อายุตั้งเท่าไหร่แล้ว มิรู้จักเอาใจแม่สามีเสียเลย มิแปลกใจเลยว่าทำไมถึงมิได้รับการเอาอกเอาใจจากผู้อื่น

มิต้องถามก็รู้แล้วว่านี่คือลุงรองและภรรยาของเขาแน่นอน ! ที่เหลือก็มีแต่พวกลูกพี่ลูกน้องชายเพียงมิกี่คนแล้ว ตอนนี้ขอเพียงแค่นางจำสมาชิกคนสำคัญในตระกูลให้ได้ก็พอ

เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่โจวป๋อเทากลับมา อีกทั้งยังเป็นวันที่สวีฮุ่ยมาด้วย อาหารเย็นของตระกูลโจวจึงอุดมสมบูรณ์กว่าทุกวัน บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋น ไข่ตุ๋นและปลาเค็มที่ตระกูลสวีฝากมาให้ ซึ่งนำมานึ่งกินก็ให้รสชาติที่อร่อยเช่นเดียวกัน

“ฮุ่ยฮุ่ย ใครเป็นคนทำปลาเค็มหรือ กินกับแป้งทอดอร่อยยิ่งนัก !” โจวป๋อหยางถามสวีฮุ่ย

“ลุงใหญ่ลองเดาดูสิเจ้าคะ ?” สวีฮุ่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

โจวป๋อเทาเห็นท่าทีภาคภูมิใจของหลานสาวก็พอจะเดาออกแล้วว่าต้องเป็นฝีมือของนางแน่นอน

“ย่อมต้องเป็นท่านป้าเติ้งอยู่แล้ว เด็กน้อย เจ้ารีบกินข้าวเถิด พรุ่งนี้เราจะเริ่มเรียนท่องจำตัวอักษรแล้ว วันนี้ก็นอนเร็ว ๆ เข้าล่ะ !” โจวป๋อเทามองไปยังหลานสาวตัวน้อยอย่างสื่อความหมายว่า: ทางที่ดีอย่าได้แสดงฝีมือการทำอาหารของเจ้าที่บ้านตระกูลโจวเลย เพราะการทำอาหารมิใช่งานเบา

สวีฮุ่ยมิคาดคิดว่าท่านอาเล็กที่ชอบแกล้งนางและรังแกนางจะใส่ใจนางถึงเพียงนี้ นางจึงรีบพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง: “เจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะต้องทำได้ดีแน่นอน !”

เฉินกุ้ยฮวาก้มหน้าเบ้ปาก ปกติอาเล็กของเด็ก ๆ จะมิเคยถามไถ่เรื่องสอนตำราให้ลูกหลานผู้ชายในบ้านมาก่อน ขนาดนางเคยให้เขามาชี้แนะเรื่องการเรียนแก่บุตรชายของตน เขาก็เพียงแค่พลิกตำราไปมาแล้วกล่าวปัดหลานชายไปว่า “เขียนตามคำสอนของอาจารย์ก็พอแล้ว มิต้องชี้แนะ”

ตอนแรกนางยังคิดว่าเขาจะปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน คาดมิถึงเลยว่าในวันพรุ่งนี้เขาจะสอนหลานสาวจากนอกตระกูลเขียนอักษร เป็นเพียงสตรีจะรู้หนังสือหรือไม่นั้นสำคัญไฉน มิสู้สอนนางเรื่องมารยาหญิงที่จำเป็นมิดีกว่าหรือ !

แต่ในเมื่ออาเล็กของเด็ก ๆ จะสอนแล้ว แทนที่จะให้ฮุ่ยฮุ่ยได้เรียนผู้เดียว สู้ให้บุตรสาวของนางไปเรียนด้วยดีกว่า เฉินกุ้ยฮวาจึงตีโจวตงหลิง ให้นางลุกขึ้นยืน “เสี่ยวหลิงอยากเรียนเขียนอักษรมานานแล้ว ในตอนที่ป๋อเทาสอนฮุ่ยฮุ่ยก็ช่วยสอนเสี่ยวหลิงด้วย ต่อให้ในภายหน้ามิอาจเป็นบัณฑิตหญิงได้ แต่ให้นางเขียนชื่อตัวเองได้ก็พอแล้ว !”

“ได้ ข้าจะสอนพวกนางทั้งสองคน แต่จะเรียนได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็สุดแต่ความสามารถส่วนตัวแล้ว ตงชู เจ้าจะเรียนหรือไม่ !” โจวป๋อเทาหันไปถามหลานสาวคนโต

“ข้าขอไปทำไร่ทำนาดีกว่า หากให้ข้าฝึกเขียนตัวอักษรอยู่บ้าน เกรงว่าข้าจะเขียนจนหลับเอาน่ะสิ !” โจวตงชูตกใจจนรีบโบกมือปัดพัลวัน !

หลานสตรีของตระกูลโจวมีแค่สองคนเท่านั้น โจวตงชูยอมตรากตรำทำงานหนักดีกว่าต้องมานั่งคัดอักษร ในขณะที่โจวตงหลิงมิเต็มใจเรียนเช่นกัน เพราะนางจะต้องถูกขังอยู่แต่ในบ้าน มิมีโอกาสได้ออกไปวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานน่ะสิ !

ส่วนบรรดาหลานชายทั้งสี่นั้น คนโตตบแต่งภรรยาแล้ว ส่วนคนรองและคนที่สามกำลังเรียนอยู่ในสำนักวิชา เพียงแต่โจวป๋อเทาคิดว่าหลานชายทั้งสองคนนี้มิได้มีพรสวรรค์ทางด้านการเรียนสักเท่าไหร่ เพราะเรียนได้แย่กว่าสวีเจี้ยนเหวินมาก

ส่วนหลานชายคนเล็กสุดมีนามว่าโจวซิ่งอี้ เขาอายุมากกว่าสวีฮุ่ยสองปี ปีนี้เพิ่งเริ่มเข้าเรียน จึงยังมองมิออก ทว่าทุกครั้งที่ได้กลับบ้านมานั้น เด็กคนนี้มักจะกระตือรือร้นดีอกดีใจเสมอ คาดว่าในใจคงมิได้สนใจเรื่องการเรียนเท่าไหร่นัก

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เด็กๆ จะคอยมาเก็บจานเอง สวีฮุ่ยช่วยเก็บจานไปสองใบเช่นกัน ทว่าโจวถงซื่อได้ดึงนางมานั่งข้างกายเพื่อถามไถ่ถึงสถานการณ์ของตระกูลสวี

“น้องหญิง เจ้าชอบกินไข่ไก่ไหม ? หากเจ้าชอบ พรุ่งนี้พี่จะไปเก็บไข่ไก่มาให้ !” โจวซิ่งอี้จากตระกูลลุงรองยื่นหน้าเข้ามาถามนาง

สวีฮุ่ยเหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า “ข้ามิกินไข่ไก่ นั่นคือลูก ๆ ของแม่ไก่นะ พวกมันอาจจะเสียใจเอาได้ !”

“งั้นนับตั้งแต่วันนี้ไป ข้าจะมิไปเก็บไข่ไก่แล้ว !” โจวซิ่งอี้มิลืมที่จะประจบสาวน้อย

“นี่ก็ดึกมากแล้ว ทุกคนไปนอนเถิด ! ฮุ่ยฮุ่ย คืนนี้หลานนอนกับยายไหม ?” โจวถงซื่อถาม

“ท่านย่า ข้าเก็บกวาดห้องไว้รอน้องหญิงแล้ว ท่านย่าให้น้องหญิงนอนกับข้าเถิด !” โจวตงชูจับแขนเสื้อโจวถงซื่อพลางแกว่งไปมาเพื่อออดอ้อน

“ข้าก็จะนอนกับพวกพี่หญิง !” โจวตงหลิงมิสนใจสายตาตำหนิของเฉินกุ้ยฮวา นางลุกขึ้นยืนแสดงท่าทีว่าจะขอนอนกับพวกพี่สาว อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องทนฟังเสียงบ่นของท่านแม่ นางฟังจนเหนื่อยแล้ว

“พี่หญิง น้องหญิง คืนนี้ข้าจะนอนกับท่านยายก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยนอนกับพวกท่านแล้วกัน !” แม้ใบหน้าของสวีฮุ่ยจะยิ้มแย้ม แต่ตอนนี้นางแทบจะร้องไห้ในใจแล้ว นางลืมเรื่องมิติไปได้เยี่ยงไร หรือว่านางจะมิสามารถเข้าไปในมิติได้ตลอดทั้งช่วงที่อยู่บ้านท่านยาย !

“มิต้องกังวล ต่อให้เจ้ามิเข้ามา ข้าก็จะมิแอบอู้งาน รับรองเลยว่าข้าจะดูแลมันฝรั่งของเจ้าเป็นอย่างดี !” เฮ่อจิ่นรับรู้ได้ถึงความคร่ำครวญในใจของสวีฮุ่ย จึงอดที่จะปลอบใจนางมิได้

“ตอนนี้คงต้องแบบนี้ไปก่อน รอให้ข้าหาเมล็ดพันธุ์ชนิดอื่นได้ค่อยเอามาปลูกเพิ่ม เพราะข้าคงมิสามารถปลูกแต่มันฝรั่งได้ !” ในมิติสามารถเร่งระยะเวลาในการเพาะปลูกได้ ขอเพียงแค่มิใช่พืชที่ใช้ระยะเวลาเติบโตนาน บางครั้งปลูกเพียงวันเดียวก็ได้ผลผลิตแล้ว

ยิ่งต้นไม้แฝดต้นนั้นยิ่งมหัศจรรย์เข้าไปใหญ่ เพราะมิว่าจะเป็นผลไม้หรือเครื่องเทศ หากเด็ดลงมาแล้วจะออกผลใหม่ทันที

เฮ่อจิ่นบอกนางมิต้องกังวลเรื่องในมิติ ตอนนี้ปลาตะเพียนที่นางเลี้ยงไว้โตแล้ว อีกทั้งบางตัวยังเริ่มมีไข่ ต้องแบ่งปลาออกไปบ้าง

แล้วจะเอาไปไว้ไหนล่ะ ? สวีฮุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจได้ในทันที เดี๋ยวนางจะให้อาเล็กพานางไปเที่ยวที่ริมแม่น้ำ จากนั้นก็อาศัยโอกาสนั้นปล่อยปลาลงไปส่วนหนึ่ง

และอาจเป็นเพราะเปลี่ยนสถานที่นอน สวีฮุ่ยนอนพลิกไปพลิกมาไปพักใหญ่ถึงนอนหลับ กว่าที่นางจะตื่นมานั้น ฟ้าก็สว่างแล้ว

“เจ้าตื่นแล้ว เดี๋ยวข้าจะช่วยมวยผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ !” ก่อนหน้านี้โจวตงชูเข้ามาดูในห้องของผู้เป็นญาติไปรอบหนึ่งแล้ว เมื่อเห็นว่าน้องหญิงยังนอนอยู่ก็คิดว่านางนอนเก่งจริงๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังมิยอมตื่นเสียที

“ข้าสวมเสื้อผ้าเองได้ พี่หญิงช่วยข้าถักผมเปียก็พอ สวีฮุ่ยมิค่อยเข้าใจเรื่องทรงผมของคนยุคโบราณ และทำมิเป็นเช่นเดียวกัน เมื่อชาติที่แล้วนางเองก็ตัดผมสั้น เพราะจะได้สะดวกในการทำอาหาร เพียงแต่ที่นี่มิสามารถทำได้ อีกทั้งผมของเด็กน้อยวัย 6 ขวบก็เริ่มยาวจนถึงบ่าแล้ว

ผมของสวีฮุ่ยนุ่มเป็นสีดำขลับ ประกอบกับใบหน้าที่งดงามหมดจดของนาง นางจึงเป็นเด็กน้อยน่ารักที่ใครเห็นเป็นต้องชอบทุกราย

โจวตงชูมิค่อยได้เจอลูกพี่ลูกน้องหญิงคนนี้ นางจึงอยากจะแสดงฝีมือที่ตนเองฝึกฝนมาอย่างยากลำบากให้น้องหญิงดู: “ข้าเห็นมวยผมของหรูอี้จากบ้านผู้ใหญ่บ้านดูงดงามนัก คาดจึงฝึกทำอยู่หลายครั้ง วันนี้ให้ข้ามวยผมให้เจ้าได้ไหม !”

พูดมาขนาดนี้แล้ว นางจะปฏิเสธได้หรือ ? สวีฮุ่ยจึงบอกให้พี่หญิงรีบมวยผมให้นาง เพราะหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว นางยังต้องไปเรียนเขียนอักษรกับท่านอาเล็ก ?

สวีฮุ่ยรีบกินข้าวอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว หนูน้อยก็มิได้พรวดพราดเข้าไปในห้องของอาเล็ก นางเขย่งปลายเท้ามองไปรอบ ๆ สักพัก ก็เห็นว่าอาเล็กตั้งใจอ่านหนังสือมาก จึงมิกล้ารบกวนเลยหันหลังเตรียมจะจากไป

“เจ้านอนจนอาทิตย์ใกล้จะพ้นยอดไผ่เลยนะ !” โจวป๋อเทาวางตำราในมือลง แล้วเดินมาจับมือสวีฮุ่ยพาเดินไปยังมุมหนึ่งของลานบ้าน ที่นั่นมีกระบะทรายไว้เขียนอักษรวางเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“เป็นเพราะข้ายังมิชินกับการเปลี่ยนที่นอนไม่ใช่หรือ ? ท่านอาเล็ก วันนี้พวกเราจะฝึกเขียนอักษรที่นี่ใช่หรือไม่ ?” สวีฮุ่ยถาม

“อืม รอให้เจ้าเขียนบนพื้นทรายให้ได้ก่อน แล้วอาเล็กจะให้เจ้าใช้พู่กันฝึกเขียนบนกระดาษ” โจวป๋อเทาให้คำมั่นสัญญา

จบบทที่ ตอนที่ 26 : หนูน้อยน่ารัก

คัดลอกลิงก์แล้ว